วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2550

13 | มาสร้างความมั่งคั่งกันเถอะ

สวัสดีครับ

ในวาระปีใหม่นี้ ก็ขอให้ทุกๆท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน ได้ผลตอบแทนดีๆกันถ้วนหน้านะครับ (อวยพรให้เข้ากับ Blog หน่อย แฮ่ม :D)

สำหรับครั้งนี้ผมจะขอให้ของขวัญปีใหม่กับทุกท่าน เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยิน & ได้อ่านมาเกี่ยวกับเรื่องของความมั่งคั่ง และ วิธีการสร้างความมั่งคั่ง กันนะครับ

ความมั่งคั่งคืออะไร ?

ช่วงประมาณกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปฟังเสวนา ซึ่งมี ดร.สมจินต์ ศรไพศาล มาพูด ซึ่งมีคำพูดอยู่ช่วงหนึ่งเกี่ยวกับความมั่งคั่งที่ท่านพูดไว้ และผมเห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยอยากจะเอามาเผื่อแผ่กันครับ

โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า ความมั่งคั่ง คือ อัตราส่วนระหว่างรายได้ กับ ค่าใช้จ่าย (ความมั่งคั่ง = รายได้ / ค่าใช้จ่าย) นั่นก็คือ การที่เรามีรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งขัดกับความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่า คนที่ได้ชื่อว่ามีความมั่งคั่ง คือ คนที่มีรายได้สูง หรือ มีทรัพย์สมบัติต่างๆมาก แต่จริงๆแล้ว คนที่มีรายได้ไม่สูงนัก ก็สามารถที่จะมีความมั่งคั่งได้

ผมขอยกตัวอย่าง ของคน 2 คนนะครับ
  • นาย A มีรายได้สูงมาก เป็นถึงระดับผู้บริหารของบริษัท แต่ว่า นาย A ก็มีค่าใช้จ่ายสูงมากด้วย ไหนจะต้องผ่อนบ้านหลังใหญ่ ผ่อนรถยุโรป ซื้อเสื้อผ้าราคาแพง ฯลฯ จนในบางเดือนก็ถึงกับชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็มี
  • นาย B มีรายได้ไม่สูงนัก เป็นพนักงานกินเดือนธรรมดา แต่ว่า นาย B มีค่าใช้จ่ายไม่เยอะ เพราะรู้จักที่จะประหยัด อยู่บ้านหลังพอดีๆ ใช้รถญี่ปุ่นธรรมดา ใส่เสื้อผ้าธรรมดา ซึ่งนาย B ก็พบว่า ในแต่ละเดือน มักจะมีเงินเหลืออยู่เสมอ
จากตัวอย่างนี้ ก็จะเห็นได้เลยว่า นาย B มีความมั่งคั่งมากกว่า นาย A

ความมั่งคั่งมีประโยชน์อย่างไร

ผู้ที่มีความมั่งคั่ง ย่อมสามารถที่จะทำให้ตัวเอง และ คนรอบตัวมีความสุขได้ สามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัว ให้การศึกษาที่ดีกับลูกๆ รวมไปถึงการดูแล ญาติมิตร ที่ประสบเหตุเดือดร้อนต่างๆได้

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความมั่งคั่ง มากเพียงพอ ยังสามารถที่จะเผื่อแผ่ความมั่งคั่งของตน ไปยังผู้อื่นที่เดือดร้อนในสังคมได้ ซึ่งย่อมที่จะทำให้สังคมนั้นๆ มีความสุขมากยึ่งขึ้น

เราจะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างไร

การสร้างความมั่งคั่ง ทำได้ 2 ทางคือ เพิ่มรายได้ หรือ ลดค่าใช้จ่าย แต่ผมแนะนำให้ลดค่าใช้จ่ายก่อน เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ทันที และ อยู่ในความควบคุมของเรา

ซึ่งการลดค่าใช้จ่ายนี้ เป็นยาขมสำหรับหลายๆคนเลยทีเดียว ผมจึงอยากจะเสนอวิธีๆหนึ่ง ซึ่งผมไปอ่านเจอมาในหนังสือที่ชื่อว่า "The Richest Man in Babylon" หรือ ชื่อภาษาไทยว่า "เศรษฐีชี้ทางรวย" นั่นก็คือ หลักที่ว่า "ส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่ท่านหามาได้ เป็นของท่านที่จะเก็บรักษามันเอาไว้" หลักนี้หมายความว่า เวลาที่เรามีรายได้เข้ามา ให้เราหักส่วนหนึ่งไว้ก่อนทันที (ในหนังสือจะกล่าวไว้ว่า ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10) แล้วพยายามใช้จ่าย โดยใช้เงินที่เหลืออยู่ ให้เพียงพอให้ได้ (หลายๆคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า แล้วถ้าส่วนที่เหลือมันน้อยจริงๆ มันจะพอใช้ได้อย่างไร ในหนังสือกล่าวไว้ว่า ถ้าเราพยายามจริงๆ มันก็จะเพียงพอได้ครับ โดยอาจจะต้องทำบัญชีรายการค่าใช้จ่าย แล้วมาเลือกตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป หรือ ลดค่าใช้จ่ายบางรายการลง)

ในทางปฏิบัติ การหักส่วนหนึ่งของรายได้ (เช่น เงินเดือน) ไว้ก่อน สามารถทำได้หลายวิธีครับ ทั้งการเป็นสมาชิกสหกรณ์ (สำหรับบริษัทไหนที่มีสหกรณ์) ซึ่งจะหักเงินเดือนเราไปซื้อหุ้นทุกๆเดือน ตามที่เราแจ้งความจำนงไว้, การเปิดบัญชีธนาคารไว้อีกบัญชีหนึ่ง พอเงินเดือนออกปุ๊ป ก็โอนเงินที่จะเก็บจากบัญชีเงินเดือน ไปเก็บไว้ที่บัญชีนั้น จะได้ไม่เผลอใช้, การตั้งโปรแกรมให้ซื้อหน่วยลงทุนอัตโนมัติ ทุกๆวันที่กำหนด (1 - 2 วันหลังเงินเดือนออก) ฯลฯ

หวังว่าทุกท่านคงพอใจกับของขวัญปีใหม่ที่ผมให้ ผ่านทางเรื่องเล่าครั้งนี้นะครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ
X

ปล. หนังสือ The Richest Man in Babylon (ขอเรียกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เพราะผมไม่ชอบชื่อภาษาไทยเลยจริงๆ -_-') เป็นหนังสือที่สอนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารเงิน ผ่านทางการใช้ชีวิตของชาวบาบิโลนครับ เป็นหนังสือที่สนุกมากทีเดียว แนะนำให้อ่านกันนะครับ (ยาวเพียง 150 กว่าหน้าเอง) ภายในยังมีเรื่องอื่นๆอีกมาก ที่ผมยกมา เป็นเพียงเสี้ยวเดียวเองครับ

ปล.2 มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งผมค่อนข้างชอบมาก อยากแชร์ให้อ่านกันครับ (จริงๆจะเก็บไว้เตือนใจตัวเองด้วยแหละ)
"จงมีความสุขกับชีวิตขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ อย่าเข้มงวดหรือพยายามเก็บออมมากเกินไป ถ้าหนึ่งในสิบของเงินทั้งหมดที่ท่านหามาได้ เป็นจำนวนที่ท่านเก็บออมได้อย่างสบายๆ แล้วละก็ จงพอใจที่จะเก็บออมเพียงแค่นั้น จงดำรงชีวิตตามรายได้ของท่าน แต่อย่าทำตัวเป็นคนตระหนี่และไม่กล้าใช้จ่าย ชีวิตจะดีจะร่ำรวยด้วยสิ่งต่างๆ ที่ควรค่า รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่ให้ความสุข"

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2550

12 | ระบบการซื้อขายหุ้นแบบ Dollar Cost Average

สวัสดีครับ

ไม่ได้เข้ามา Update ซะนานเลย -_-' ยุ่งๆเรื่องเรียน + ขี้เกียจไปเองอีกต่างหาก ยังไงจะพยายามมา Update ให้ได้สม่ำเสมอขึ้นครับ (คราวนี้หลายๆคนเห็นหัวข้อแล้ว อาจจะตกใจว่าจะมาคุยเรื่องอะไรยากๆหรือเปล่า ยังยืนยันคำเดิมครับ ว่าผมจะพยายามอธิบายเรื่องที่ยากๆให้ คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้นให้ได้ครับ)

โดยครั้งนี้ผมจะมาพูดถึงการลงทุนในหุ้นกันนะครับ โดยครอบคลุมทั้งการลงทุนในหุ้นเอง แล้วก็การลงทุนในหุ้นผ่านทางกองทุนรวม (แน่นอนว่า กองทุน RMF กองที่ลงทุนในหุ้น และ กองทุน LTF ก็รวมอยู่ด้วย) ซึ่งผมจะขอเรียกรวมๆไปว่าหุ้นแล้วกันนะครับ เพื่อความง่ายในการเขียนครับ

ปกติที่เราเข้าใจกันก็คือ เราควรจะซื้อหุ้น ในราคาที่ต่ำๆ แล้วก็ไปขายที่ราคาที่สูงๆ เพื่อที่เราจะได้กำไรกัน แต่หลายๆคนก็จะพบปัญหาว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรหล่ะ ว่าวันไหนที่ราคาที่เราซื้อเนี่ย จะต่ำที่สุด บางคนซื้อหุ้นไปวันนี้ เพราะคิดว่าราคามันน่าจะต่ำแล้ว ปรากฎว่า 1 อาทิตย์ผ่านไป ราคาก็ตกไปต่ำกว่าที่ซื้อเสียอีก ดังนั้นจึงมีผู้ที่คิดค้นวิธีการซื้อขายหุ้นแบบ Dollar Cost Average (DCA) ขึ้นมา โดยจะเป็นวิธีที่ให้เราซื้อหุ้นที่เราต้องการเป็นจำนวนเงินเท่าๆกัน ทุกๆเดือน หรือ ทุกๆปี จนครบจำนวนเงินที่เราต้องการลงทุน เพื่อที่เราจะได้ทำการเฉลี่ยต้นทุนหุ้นของเราไป ทั้งในยามที่หุ้นตัวนั้นตก และ หุ้นตัวนั้นขึ้น เป็นการลดความเสี่ยง ที่เราจะไปซื้อหุ้นตัวดังกล่าว ที่ราคาสูงสุดที่มันขึ้นไป

ตัวอย่างเช่น ​ต้อง​การลงทุน​ใน​หุ้น​ A 120,000 ​บาท​ ​ก็​ให้​ซื้อหุ้น​ A ​ทุกเดือน​ ​เดือนละ​ 10,000 ​บาท​ ​จนครบ​ 120,000 ​บาท​ใน​เวลาหนึ่งปี ถ้า​เดือนแรกที่ซื้อหุ้น​ A ​มีราคาหุ้นละ​ 1 ​บาทเราซื้อ​ได้​ 10,000 ​หุ้น​ ​แต่​ถ้า​เดือนถัดไปหุ้นขึ้นไป​เป็น​ 2 ​บาทต่อหุ้นเราก็ซื้อหุ้น​ A ​เพียง​ 5,000 ​หุ้น เป็นต้น (ตัวอย่างนี้ดัดแปลงมาจากบทความ Trading Sytem ของ ดร​. ​นิ​เวศน์​ ​เหมวชิรวรากร)

ซึ่งวิธีนี้ได้ผ่านการทดลองมาแล้ว พบว่าในระยะยาวสามารถให้ผลตอบแทนได้มากกว่า การพยายามจับจังหวะของตลาด เพื่อที่จะซื้อหุ้นให้ได้ราคาถูกที่สุด และยังช่วยให้ผู้ลงทุนมีวินัยในการลงทุนมากขึ้นอีกด้วยครับ (บังคับลงทุนเดือนละเท่าๆกัน)


สำหรับตัวผมแล้ว ได้นำเอาวิธีนี้มาใช้ในการซื้อกองทุน LTF ครับ เนื่องจากผมเดาไม่ถูกเหมือนกันว่า วันไหนที่ราคาหน่วยลงทุนจะลดต่ำที่สุด ผมก็เลยใช้วิธี DCA ในการซื้อ LTF ครับ โดยที่ผมจะกำหนดคร่าวๆก่อนว่าปีนี้ ผมจะซื้อ LTF ทั้งหมดเท่าไหร่ จากนั้นก็เอาหาร 12 เป็นจำนวนเงินที่ต้องซื้อ LTF ในแต่ละเดือน ซึ่งก็ค่อนข้างได้ผลนะครับ เช่นปีนี้ ที่ผมก็จะมีต้นทุนของ LTF ทั้งช่วงที่ SET Index ยังเป็น 600 กว่าจุด ไปจนถึง SET Index ในช่วง 900 กว่าจุด (รูปประกอบ) ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของผม ก็ยังต่ำกว่าการที่ผมมาซื้อเอาทีเดียวตอนสิ้นปีแบบนี้ ที่ Index อยู่ประมาณ 800 จุดครับ (ส่วนการลงทุนในหุ้นโดยตรงผมไม่ได้ใช้วิธีนี้ครับ)

จากที่เล่ามาแล้ว เพื่อนๆก็ลองพิจารณากันดูนะครับ ว่าจะนำวิธี DCA มาใช้ในการลงทุนของเพื่อนๆได้อย่างไรบ้าง และถ้ามีข้อสงสัยใดๆ ก็สามารถ Post ความคิดเห็นกันไว้ได้นะครับ

X

ปล. หลายๆ บลจ. จะมีบริการซึ่งใช้แนวคิด DCA อยู่เหมือนกัน โดยจะเป็นบริการตัดบัญชีธนาคารของเรา เพื่อนำไปลงทุนเป็นจำนวนเท่าๆกันทุกเดือน ตามที่เราได้ตกลงกับทางบลจ.ไว้ ซึ่งก็น่าจะช่วยเพิ่มวินัยทางการลงทุนของเราได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น บลจ. วรรณ ที่มีโครงการ Automatic Millionaire Program หรือ บลจ. ทหารไทย ที่ผมคุ้นๆว่าในระบบ ซื้อขายทาง Internet สามารถระบุได้
ปล.2 ผม search เจอเรื่องเกี่ยวกับ DCA ที่เป็นภาษาไทย มา Link หนึ่ง ถ้าใครสนใจอยากรู้แบบละเอียด ก็ไปดูได้นะครับ เค้ามีเรื่อง Value Cost Average แถมให้ด้วยครับ :)

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2550

11 | มหกรรม "ลดภาษี นาทีสุดท้าย ด้วย RMF-LTF"

สวัสดีครับ

วันนี้มาโฆษณางานดีๆกันอีกแล้ว :)

งานนี้ชื่อว่า "มหกรรม ลดภาษี นาทีสุดท้าย ด้วย RMF-LTF" ครับ โดยจะเป็นงานเกี่ยวกับ RMF-LTF ทั้งหมดเลยครับ มีทั้งการเสวนาเกี่ยวกับ RMF-LTF, มีทั้งการรวบรวมบลจ. ต่างๆที่เ็ป็นผู้จัดการกองทุนรวม RMF-LTF เจ้าต่างๆมาออกงานร่วมกัน, แถมมีการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี ด้วยการลงทุนอีกต่างหาก

สำหรับใครที่อ่านบทความตอนก่อนๆ เกี่ยวกับ RMF และ LTF แล้วสนใจ อยากที่ีจะลงทุน ผมแนะนำให้ไปงานนี้เลยครับ เพราะปกติจะเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่เราจะมานั่งรวบรวมข้อมูลกองทุน RMF-LTF ได้ครบทุกบลจ. เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ว่าเราจะเลือกลงทุนในกองทุนของบลจ.ไหนดี แต่ไปงานนี้งานเดียว ได้ข้อมูลครบทุกกองทุนของทุกๆ บลจ. เลยครับ ส่วนใครที่ยังงงๆอยู่ว่า RMF และ LTF มันคืออะไรกันแน่ ผมก็อยากให้ไปอยู่ดีนะครับ เพื่อที่จะได้ไปฟังเสวนาภายในงาน ซึ่งน่าจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นครับ

สำหรับรายละเอียดของงาน ไปดูได้ที่ Link นี้เลยครับ

X

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550

10 | RMF คืออะไร?

สวัสดีครับ

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยิน คนพูดถึง RMF พร้อมๆกับ LTF แต่ก็ไม่รู้ว่า RMF นี่มันคืออะไร (ส่วน LTF น่าจะรู้แล้วนะครับ จากบทความคราวที่แล้ว :D) วันนี้เราจะมาคุยกันครับ

RMF ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund ครับ ดูจากชื่อแล้ว ก็น่าจะพอเดาได้ครับว่า เป็นกองทุนที่มีจุดประสงค์ที่จะให้เราออมเงินไว้ เพื่อที่จะใช้จ่ายในยามที่เกษียณแล้ว โดยกองทุน RMF นี้ จะมีทั้งกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ตราสารทุน ฯลฯ เหมือนกับกองทุนรวมทั่วๆไป แต่จะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญอยู่ 2 ข้อ ก็คือ
  1. เมื่อเราซื้อหน่วยลงทุนแล้ว จะขายคืนได้ หลังจากอายุ 55 ปีขึ้นไป (และถือหน่วยลงทุนนั้นมาเกิน 5 ปีแล้ว) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราจะเกษียณ หรือ เกษียณไปแล้ว
  2. ผู้ลงทุนจะต้องซื้อ RMF ทุกปี ไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ หรือ ไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ต่อปี โดยอนุโลมให้เว้นช่วงได้ช่วงละ 1 ปี (สามารถซื้อปีเว้นปีได้) และถ้าผู้ลงทุนไม่มีเงินได้ในปีนั้นๆ ก็จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องซื้อในปีนั้นได้
ซึ่งลักษณะพิเศษ หรือ ข้อกำหนด 2 ข้อนี้ ก็มีขึ้นเพื่อที่จะให้การลงทุนของผู้ลงทุน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนนั่นเอง
(แนวคิดของกองทุน RMF จะเหมือนกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เลยครับ คือ ออมไว้ใช้ตอนเกษียณ หรือ ออมไว้ใช้ตอนออกจากงาน)

ถ้ามีข้อกำหนดอย่างนี้ เพื่อนๆอาจจะถามว่า แล้วใครจะซื้อหล่ะ ต้องทิ้งเงินไว้ กว่าจะได้ใช้อีกตั้งนาน ... ผมคิดว่าจริงๆมันก็น่าซื้อนะครับ สำหรับผู้ที่คิดว่าตนเองยังอาจจะมีวินัยทางการเงินไม่สูงนัก เพราะจะเป็นการบังคับเราออมไปในตัว ไม่ให้เราเผลอนำเงินไปใช้จ่ายจนหมด แล้วไม่มีเงินที่จะเลี้ยงตนเองตอนเกษียณ

ฟังจากเหตุผลที่ผมบอกไป อาจจะยังไม่ดึงดูดนัก ทางรัฐบาล (ที่อยากส่งเสริมให้คนออมเงินไว้ตอนเกษียณเยอะๆ รัฐจะได้ไม่ต้องลำบากมาช่วยเลี้ยง -_-' เพราะเงินที่เราจะได้จากประกันสังคมมันน้อยนิดมาก) จึงได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ที่ซื้อกองทุน RMF โดยการให้ผู้ที่ซื้อ RMF สามารถนำเงินที่ซื้อ RMF ไปหักลดหย่อนรายได้ที่จะนำมาคิดภาษีเงินได้ ได้ โดยกำหนดให้หักได้ปีหนึ่งไม่เกิน 15% ของรายได้ และเมื่อรวมเข้ากับเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. ที่ผู้ลงทุนมีอยู่เดิมต้องไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ตัวอย่างเช่น ถ้าผมมีรายได้ 2,000,000 บาท คิด 15% จะได้ 300,000 บาทพอดี แต่ถ้าผมมีจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว 50,000 บาท ผมก็จะซื้อ RMF ได้สูงสุดเพียง 250,000 บาท เป็นต้น และ ยังมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกข้อ คือ กำไรที่ได้หลังจากที่เราขายหน่วยลงทุนแล้ว จะไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรนั้นๆ

สำหรับใครที่ถือหน่วยลงทุน RMF อยู่ แล้วต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วน ไม่สามารถรอไปขายหลังอายุ 55 ปีได้ ก็สามารถขายได้นะครับ แต่ก็จะมีบทลงโทษบางอย่าง ซึ่งผมจะไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ เพราะไม่ส่งเสริมให้ขายก่อนอายุ 55 ปีครับ ;) (บอกไว้เป็นความรู้ ก็คือ จะเป็นการลงโทษเกี่ยวกับการ ให้คืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้ไปนั่นแหละครับ)

จากการที่ RMF มีหลากหลายกองทุน และแต่ละกองทุนก็มีนโยบายที่จะไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆกัน (ไม่เหมือน LTF ที่ลงทุนหุ้นเป็นหลัก) ดังนั้นเพื่อที่จะให้ผู้ลงทุนได้ปรับการลงทุนของตน ตามความเสี่ยงในแต่ละช่วงได้ (เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาวมาก) ทางรัฐจึงยอมให้ผู้ลงทุนสามารถสลับเงินลงทุนระหว่างกองทุน RMF ด้วยกันได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขายหน่วยลงทุน เช่น ตอนแรกผมอาจจะซื้อเป็นกองทุน RMF ที่ลงทุนในพันธบัตร ซึ่งเสี่ยงน้อย แต่ผลตอบแทนก็น้อย พอมาปีนี้ ผมคิดว่าหุ้นน่าจะขึ้นแรงแน่ๆ ผมก็สามารถสลับเงินลงทุนไปยังกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นได้ เป็นต้น

เป็นไงบ้างครับ อ่านกันมาถึงบรรทัดนี้ สนใจ RMF กันไหมครับ ถ้าถามความเห็นผมว่าน่าซื้อ RMF หรือเปล่า ก็คงตอบอย่างที่บอกไปแล้วว่า ผมสนับสนุนให้ซื้อนะครับ สำหรับผู้ที่คิดว่า ถ้าเก็บเงินไว้เอง จะต้องเอาไปใช้จ่ายหมด ไม่เหลือถึงตอนแก่แน่ๆ ส่วนถ้าถามว่าจะซื้อ RMF ที่ลงทุนในอะไรดี ผมเชียร์กองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นครับ เพราะจากการวิจัยที่ผมเคยอ่านเจอ (จำไม่ได้แล้วว่าอ่านเจอที่ไหน) การลงทุนที่ดีที่สุดในระยะยาว ก็คือ หุ้นครับ

X

ปล. สำหรับใครที่สนใจอยากรู้เรื่อง RMF ละเอียดขึ้น (เช่นเกี่ยวกับเรื่องบทลงโทษกรณีขายกองทุนก่อน) ลองไปอ่านได้ที่ Link นี้นะครับ

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2550

9 | กองทุนรวม พันธบัตรออสเตรเลีย

สวัสดีครับ

มีใครที่กำลังมองหาช่องทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนค่อนข้างดี แต่ไม่ค่อยเสี่ยงอยู่ หรือเปล่าครับ? พอดีผมได้รับ Email ประชาสัมพันธ์กองทุนรวมกองใหม่ จากทางบลจ. ทิสโก้มา น่าสนใจทีเดียวครับ ชื่อกองว่า "กองทุนเปิด ทิสโก้ พันธบัตรออสเตรเลีย" โดยกองทุนนี้จะนำเงินของเราไปลงทุนในพันธบัตรรํฐบาลออสเตรเลีย (ซึ่งได้ Rating ถึง AAA เลยทีเดียว) ซึ่งทางบลจ. คาดว่าจะได้ผลตอบแทน 5.9% (ไม่เสียภาษี) ฟํงดูแล้วก็น่าสนใจทีเดียวนะครับเนี่ย แต่จะมีเรื่องที่จะต้องพิจารณาอยู่เรื่องหนึ่ง ก็คือ กองทุนนี้จะลงทุนประมาณ 1 ปี 9 เดือน 15 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวทีเดียว (จริงๆแล้ว ก็ไม่ยาวมาก ถ้าเราเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง แต่จะมีข้อแตกต่างนิดนึง คือ กองทุนนี้ จะไม่มีดอกเบี้ยให้ เหมือนกับเราลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่เราจะได้ผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนตอนจบทีเดียว) ยังไงก็ลองดูกันนะครับ :) เสนอขาย 3 - 14 ธันวาคม 2550 นี้

สำหรับรายละเอียดของกองทุน สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของบลจ. ทิสโก้ ที่ https://www.tiscoasset.com นะครับ (เพิ่มเติมนิดนึงครับ ว่าการไปลงทุนในออสเตรเลียเนี่ย เป็นแหล่งลงทุนใหญ่เลย ของชาวญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเนี่ย ให้ดอกเบี้ยเงินฝากน้อยมาก - ไม่ให้เลย ทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องหนี ออกมาลงทุนในต่างประเทศกันเยอะมากครับ)

X

ปล. แถมนิดนึงครับ :) พอดีผมไปเข้าเว็บบริการวางแผนทางการเงินของกสิกร แล้วเค้ามีโปรแกรมให้ทดลองวางแผนอนาคตหลังเกษียณอยู่ ยังไงลองไปทดลองกันดูนะครับ ที่ Link นี้เลยครับ ผมลองดูแล้ว หน้าซีดเลยครับ เพราะเงินที่ต้องมีเพื่อใช้หลังเกษียณนี่ ถ้าคิดเงินเฟ้อเข้าไปด้วย พบว่ามหาศาลมากๆครับ จะทำยังไงถึงจะมีเงินขนาดนั้นหล่ะเนี่ย -_-' (ผมลองใส่เงินเฟ้อ 5% เข้าไป)

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

8 | LTF คืออะไร ?

สวัสดีครับ

ไม่ได้มา Update Blog ซะนานเลยครับ ยังไงจะพยายามมา Update ไม่ให้ขาดนะครับ :)

ช่วงที่ผ่านมามีใครสังเกตหรือเปล่าครับ ว่าทาง Money Channel เค้ามีการเปลี่ยน Logo ของช่อง รวมไปถึงสโลแกนของช่องด้วย ที่ผมติดใจจนอยากมาเล่าให้ฟัง ก็คือ ตัวสโลแกนนี่แหละครับ "Investment = (saving) ยกกำลัง 2" ... ส่วนตัวผมชอบมากเลยครับ ดูมันเป็นความจริงมากๆ เพื่อนๆเห็นว่าอย่างไรกัน ก็แสดงความคิดเห็นเข้ามาได้นะครับ

เอาหล่ะ มาว่ากันถึงเรื่องที่เราจั่วหัวไว้กันดีกว่า ว่าไอ้เจ้า LTF เนี่ยมันคืออะไร

LTF ย่อมาจาก Long Term Equity Fund หรือชื่อภาษาไทยว่า กองหุ้นรวมหุ้นระยะยาว ซึ่งถ้าเราดูจากชื่อ ก็บอกได้เลยว่า เป็นกองทุนรวม ที่ระดมเงินไปลงทุนในหุ้นแน่ๆ (ใครที่ไม่รู้ว่า กองทุนรวม คืออะไร อ่านได้ที่ Link ครับ) แต่แล้วไอ้คำว่า "ระยะยาว" นี่หล่ะ มันคืออะไร

ก่อนอื่นก็ต้องมาว่าถึงจุดกำเนิดของ LTF กันก่อน LTF เนี่ย เกิดมาจากการที่ทางภาครัฐ ต้องการที่จะเพิ่มสัดส่วนของนักลงทุนสถาบัน ในตลาดหลักทรัพย์ให้มากขึ้น (กองทุนรวมก็เป็นนักลงทุนสถาบันประเภทหนึ่ง) เพื่อที่ตลาดฯจะได้ไม่ผันผวนไปตามแรงซื้อ-ขายของนักลงทุนรายย่อย และ นักลงทุนต่างประเทศมากเกินไป (จากฐานความเชื่อที่ว่า นักลงทุนสถาบันจะมีระยะเวลาการถือหุ้นที่ยาวกว่า และ ไม่ได้เข้ามาเล่นหุ้นในแนวเก็งกำไรมากนัก)

ดังนั้นทางภาครัฐจึงทำการออกกองทุน LTF ขึ้นมา โดยมีสิ่งจูงใจให้คนซื้อคือ ผู้ซื้อสามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อ LTF ไปหักลดจากรายได้ที่จะนำไปคิดภาษีของตนได้ สำหรับการคิดภาษีในปีนั้นๆ ที่เราทำการซื้อ LTF (เช่น ผมซื้อ LTF ปีนี้ 5,000 บาท และปีนี้ผมมีรายได้ 200,000 บาท รายได้ที่จะเอาไปคิดภาษีของผม ก็จะได้ลด เหลือแค่ 195,000 บาท เท่านั้น แต่ก็เฉพาะปีนี้นะครับ ปีหน้าถ้าอยากลดอีก ก็ต้องซื้ออีก) แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่า ผู้ที่ทำการซื้อกองทุนนี้แล้ว จะขายได้อีกที เมื่อผ่านไป 5 ปีปฏิทิน เพื่อที่จะได้สมดังความตั้งใจของทางภาครัฐ ที่ต้องการลดความผันผวนของตลาดฯ โดยการส่งเสริมให้ถือหุ้นเป็นระยะเวลานานๆ จึงเป็นที่มาของคำว่า "ระยะยาว" ในชื่อของ LTF นั่นเอง

อาจจะมีบางคนสงสัยว่า 5 ปีปฏิทิน ต่างกับ 5 ปีเฉยๆอย่างไร ปกติถ้าเราพูดว่า 5 ปี เราจะหมายถึง การนับเดือนชนเดือน เช่น ถ้าเริ่มนับวันแรกเป็นวันที่ 1 ธ.ค. 2550 จะครบ 5 ปี ตอนวันที่ 30 พ.ย. 2555 แต่ถ้าเราบอกว่า 5 ปีปฏิทิน จะหมายถึง การนับจำนวนปีจากเฉพาะตัวเลขปี พ.ศ. อย่างเดียว ไม่ดูเดือน เช่น ถ้าเริ่มนับวันแรกเป็นวันใดก็ได้ในปี 2550 จะครบ 5 ปีปฏิทิน ตอนวันที่ 1 ม.ค. 2554

ดังนั้น ถ้าเราจะถือครอง LTF ให้สั้นที่สุด เราก็ซื้อ LTF วันที่ 31 ธ.ค. 2550 แล้วไปขายวันที่ 1 ม.ค. 2554 ก็จะถือเป็น 5 ปีปฏิทินแล้ว แต่ก็ต้องระวังนิดนึง เพราะกองทุน LTF จะเปิดให้เราขายได้ แค่ 2 ครั้งต่อปี ในช่วงเวลาที่กองนั้นๆกำหนด เพราะฉะนั้น ถ้ากองที่เราซื้ออยู่ ไม่ได้เปิดให้เราขาย ตอนต้นๆปี เราก็จะขายไม่ได้ ต้องรอไปจนถึงเวลาที่ทางกองทุนกำหนด

ข้อควรระวังอีกข้อก็คือ ถ้าเราทำผิดกฎของ LTF คือมีการขายคืนกองทุน ก่อน 5 ปีปฏิทิน เราจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่เราได้รับไปในปีที่เราซื้อนั้น + ดอกเบี้ย ซึ่งผมไม่แนะนำให้ทำผิดกฎนะครับ เพราะเท่าที่จำได้ ดอกเบี้ยคิดโหดทีเดียว และข้อควรระวังข้อสุดท้าย ... LTF จะให้สิทธิเราลดหย่อนรายได้ที่เราจะไปคิดภาษี ได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ของเราในปีนั้นๆ หรือ ไม่เกิน 300,000 บาท ขึ้นกับว่าค่าไหนต่ำกว่ากัน เช่น ถ้าผมรายได้ 1,000,000 บาท ผมก็สามารถซื้อ LTF เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนรายได้ที่จะนำไปคิดภาษีได้ = 15% ของ 1,000,000 บาท คือ 150,000 บาท โดยถ้าผมซื้อ LTF เกิน 150,000 บาทนี้ ก็สามารถซื้อได้นะครับ แต่จะเอามาลดหย่อนได้แค่ 150,000 บาทเท่านั้น หรือ ถ้าผมมีรายได้ 2,200,000 บาท ผมควรจะซื้อ LTF แค่ 300,000 บาทเท่านั้น (เนื่องจาก 15% ของ 2,200,000 บาทคือ 330,000 บาทซึ่งเกิน 300,000 บาท เราจึงใช้ค่าที่ต่ำกว่าครับ)

เนื่องจาก LTF เป็นกองทุนรวมประเภทที่ไปลงทุนในหุ้น ซึ่งมีข้อกำหนดว่าจะต้องลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 65% แต่ส่วนที่เหลือ จะไปลงทุนในอะไรก็ได้ จึงทำให้ LTF แต่ละกองทุน มีความแตกต่างกันในสัดส่วนการลงทุน และ นอกจากนี้แต่ละกองยังแตกต่างกัน ในนโยบายการจ่ายปันผล (บางกองก็จ่าย บางกองก็ไม่จ่าย) รวมไปถึงนโยบายการบริหาร ทำให้มี LTF มากมายหลายประเภทอยู่ในท้องตลาด ซึ่งการแบ่งประเภทของ LTF สามารถไปดูได้ที่ Link ครับ

อ่านแล้วหลายๆคนคงสนใจ LTF กันพอสมควร โดยเฉพาะในประเด็นการประหยัดภาษี ยังไงถ้าใครอ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ หรือ อยากถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถถามมาได้นะครับที่ปุ่มแสดงความคิดเห็นทางด้านล่าง หรือจะลองเข้าไปศึกษาที่ www.set.or.th/ltf ดูก็ได้ครับ :)

X

ปล. ผมมีบทความจากหนังสือ Money & Wealth ที่สรุป LTF ทุกกองทุนในท้องตลาด พร้อมทั้งจำแนกประเภทไว้เรียบร้อย อยู่ ถ้าใครสนใจก็บอกมาได้นะครับ เดี๋ยวผมจะ scan แล้ว Email ไปให้

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

7 | พันธบัตรออมทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ ปีงบประมาณ 2551

สวัสดีครับ

วันนี้แวะมาแจ้งข่าวครับ

จำพันธบัตรออมทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่ผมเคยเล่าให้ฟังได้หรือเปล่า ตอนนี้เค้ากำหนดดอกเบี้ยออกมาแล้วนะครับ
แบบอายุ 2 ปี : 4.20% ต่อปี
แบบอายุ 4 ปี : 4.65% ต่อปี
(ดอกเบี้ย เสียภาษี 15% ณ ที่จ่าย)
ถ้าใครสนใจก็อย่าลืมไปจับจองกันนะครับ กำหนดขายวันที่ 22 - 29 พ.ย. 2550 ที่แบงค์ใหญ่ๆทุกแบงค์ ดู รายละเอียดได้ที่ Link

X

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

6 | กองทุนรวมคืออะไร ?

สวัสดีวันเสาร์ครับ

ก่อนที่เราจะไปเริ่มคุยกันเรื่องกองทุนรวม ขอ Update ข่าวนิดนึงนะครับ สำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ที่ผมมาเล่าให้ฟังเมื่อคราวที่แล้ว ปรากฎว่า ผมไปเจอข่าวว่า ขายหมดไปซะแล้วครับ (หมดภายในวันเดียวเลย) ถ้าใครจะไปจองในงาน ตราสารหนี้พบประชาชนวันเสาร์นี้ เผื่อใจไปก็ดีนะครับ เพราะถ้าเค้าไม่ได้กันไว้ให้บางส่วน เพื่อมาจองกันในงาน ก็คงอดครับ

เอาหล่ะครับ มาเริ่มเรื่องกองทุนรวมกันเลยดีกว่า

กองทุนรวมคืออะไร ?

ถ้าว่ากันแบบง่าย กองทุนรวมก็คือการที่คนจำนวนหนึ่งนำเงินมารวมกัน จัดตั้งเป็นกองทุน เพื่อที่จะนำเงินนั้นๆ ไปลงทุนในอะไรบางอย่าง โดยที่จะมีการตั้งผู้ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนนั้นๆ ทำหน้าที่บริหารกองทุนอีกทีหนึ่ง

ซึ่งโดยปกติ ผู้ที่จะทำหน้าที่จัดตั้งกองทุนขึ้นมา และ รับหน้าที่บริหารกองทุนนั้นๆ ก็คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) โดยตอนที่บลจ. จัดตั้งกองทุนขึ้นมา ก็จะมีการออกหนังสือชี้ชวน เพื่อบอกรายละเอียดว่ากองทุนนั้นๆจะไปลงทุนในอะไร ผู้ลงทุนที่จะนำเงินมาให้กับกองทุนจะได้ทราบ และ เมื่อผู้ลงทุนนำเงินมาให้กับกองทุนแล้ว ผู้ลงทุนก็จะได้รับเอกสาร เพื่อยืนยันว่าตนเองได้มีการลงทุนในกองทุนนั้นๆ โดยจะระบุว่าผู้ลงทุน มีการลงทุน เป็นจำนวนกี่หน่วยลงทุน เช่น กองทุนมีการขายหน่วยลงทุน หน่วยละ 10 บาท ถ้าผมซื้อ 10 บาท ก็จะได้มา 1 หน่วยลงทุน เป็นต้น
หมายเหตุ : กองทุนใดๆ เมื่อจัดตั้งขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว จะถือเป็นคนละนิติบุคคลกับ บลจ. ดังนั้นแม้ว่า บลจ. จะล้มละลาย กองทุนก็ยังคงอยู่ได้

กองทุนรวมจะไปลงทุนในอะไร ?

กองทุนรวมก็จะไปลงทุนในตราสารต่างๆ เหมือนที่ได้เล่าไปในคราวที่แล้ว เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, หุ้นสามัญ ฯลฯ หรือบางกองทุนก็จะไปลงทุนอะไรที่แปลกขึ้นมาหน่อย เช่น ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนในต่างประเทศ, ลงทุนในทองคำ, ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

กองทุนรวมมีกี่ประเภท

จริงๆแล้วถ้าแบ่งอย่างเป็นทางการ จะแบ่งได้ตาม Link นี้ แต่ผมจะขอแบ่งแบบง่ายๆแล้วกันนะครับ ได้ตามนี้เลยครับ

แบ่งตามการขายคืนหน่วยลงทุน แบ่งได้ 2 ประเภท
  1. กองทุนปิด เป็นกองทุนที่จะมีการขายหน่วยลงทุนครั้งเดียว ตอนจัดตั้งกองทุน หลังจากนั้นจะไม่มีการรับซื้อคืน หรือขายหน่วยลงทุนอีก จนกว่าจะหมดอายุของโครงการที่กองทุนนั้นๆ ไปลงทุน (แต่ปกติก็จะมีการเพิ่มสภาพคล่องของกองทุน เช่น ทางบลจ. ก็จะนำกองทุนนั้น ไปจดทะเบียนซื้อ - ขายในตลาดหลักทรัพย์)
  2. กองทุนเปิด เป็นกองทุนที่มีการรับซื้อคืน หรือ ขายหน่วยลงทุน ได้เรื่อยๆ ตามเวลาที่บลจ. กำหนด เช่น ทุกวัน, ทุกเดือน
แบ่งตามนโยบายการลงทุนว่าไปลงทุนในอะไร อันนี้ผมขอแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ประเภทครับ (เรียงตามความเสี่ยง จากน้อย ไป มาก)
  1. กองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ซึ่งความเสี่ยงก็จะแล้วแต่ตราสารหนี้ที่กองทุนนั้นๆไปลงทุน เช่น ถ้ากองทุนไปลงทุนในหุ้นกู้บริษัทเอกชน ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่า กองทุนที่ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
  2. กองทุนรวมผสม เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในทั้งตราสารหนี้ และ ตราสารทุน (หุ้น) โดยทางผู้บริหารกองทุน จะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนการลงทุน
  3. กองทุนรวมตราสารทุน เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในตราสารทุนเป็นหลัก ซึ่งก็คือนำเงินไปลงทุนในหุ้นบริษัทต่างๆนั่นเอง
กองทุนรวมมีข้อดีอย่างไร
  1. กองทุนรวมเหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลา หรือ ไม่ต้องการศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างลึกซึ้ง เพราะ กองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุน ที่เป็นผู้บริหารกองทุนนั้นๆให้กับผู้ลงทุน ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ที่ทาง บลจ. ได้ทำการคัดเลือกมาแล้ว
  2. กองทุนรวมสามารถไปลงทุนในสินทรัพย์ หรือ ตราสารบางอย่างที่นักลงทุนรายย่อย ไม่สามารถไปลงทุนได้ เช่น ตราสารหนี้บางรุ่น ที่กำหนดว่าจะขายให้กับนักลงทุนที่เป็นสถาบันเท่านั้น (กองทุนถือเป็นนักลงทุนที่เป็นสถาบันประเภทหนึ่ง) ไม่ขายให้กับนักลงทุนรายย่อย
  3. นักลงทุนไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ ก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ หรือ ตราสาร ที่มีราคาแพงได้ ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลซึ่งกำหนดให้ซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท ซึ่งถ้าเรามีเงินไม่ถึงก็จะซื้อไม่ได้ แต่ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไปลงทุนในพันธบัตรนั้นๆ เราจะใช้เงินไม่มาก แค่เท่ากับขั้นต่ำที่บลจ.กำหนดให้เราซื้อ สำหรับแต่ละกองทุน เช่น 2,000 หรือ 5,000 บาท
กองทุนรวมมีข้อเสียหรือไม่

ข้อเสียของกองทุนรวมเท่าที่ผมนึกออก ก็คือ
  1. เราจะไม่มีอิสระในการบริหารการลงทุนนั้นๆ เนื่องจากเราได้ตกลงที่จะเอาเงินไปให้กับ ผู้บริหารกองทุนจัดการแล้ว ซึ่งบางครั้งผู้บริหารกองทุนอาจจะดำเนินนโยบายขัดกับที่เราต้องการ เช่น ซื้อหุ้นบางตัวที่เราเห็นว่าไม่ดี ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากขายหน่วยลงทุนในกองทุนนั้นๆไป
  2. การรับรู้ข้อมูลการลงทุนของกองทุน จะไม่เป็นปัจจุบัน (ไม่ Real-time) เช่น เราต้องการรู้ว่ากองทุนลงทุนในหุ้นอะไรบ้าง ก็จะต้องรอหนังสือสรุปจากกองทุน ซึ่งจะสรุปแค่ ครึ่งปีครั้ง
ผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวม

ผลตอบแทนจะมีออกมาเป็น 2 ลักษณะคือ
  1. การขายหน่วยลงทุนได้ราคามากกว่าตอนที่ซื้อ เช่น ตอนที่เราซื้อหน่วยลงทุน ซื้อที่ราคา 10 บาท แต่ตอนที่ขาย อาจจะขายได้ที่ 11 บาท ก็จะได้กำไร 1 บาท (ราคาหน่วยลงทุน โดยปกติเราจะเรียกว่า NAV ของกองทุนนั้นๆ) - ผลตอบแทนในกรณีนี้ ไม่เสียภาษี
  2. การที่กองทุนมีการจ่ายเงินปันผลออกมา - ผลตอบแทนในกรณีนี้ จะเสียภาษี

จากที่เล่ามาแล้ว ผมก็หวังว่าน่าจะทำให้ผู้อ่านรู้จักกองทุนรวมมากขึ้นนะครับ :) ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าถ้าใครจะเริ่มต้นการลงทุน กองทุนรวมนี่แหละ น่าจะเป็นบันไดขั้นแรกที่เราจะได้ลองลงทุนดู ก่อนที่จะขยับขยายไปสู่การลงทุนเองต่อไป

X

ปล. จริงๆแล้วยังมีกองทุนบางประเภทที่ดังๆ แต่ผมยังไม่ได้พูดถึง เดี๋ยวไว้คราวหน้าจะมาพูดถึงนะครับ อย่างเช่น กองทุน LTF/RMF, กองทุนอสังหาริมทรัพย์
ปล.2 ถ้าใครเริ่มสนใจกองทุนรวมแล้ว และอยากรู้รายละเอียดแบบเจาะลึก ก็เชิญได้ที่ Website ของสมาคมบลจ.นะครับ ที่ www.thaimutualfund.com หรืออาจจะลองแวะเข้าไปที่ Website ของบลจ. ต่างๆ ไปดูหน้าตาของกองทุนต่างๆดูได้ครับที่ Link

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

5 | มหกรรมตราสารหนี้ เพื่อประชาชน ครั้งที่ 7

สวัสดีครับ

วันนี้ขอมาโฆษณาช่วยที่องค์กรซะหน่อย :)

วันเสาร์นี้ (17 พ.ย.) ทาง BEX หรือ ตลาดตราสารหนี้ เค้าจะมีการจัดงาน “มหกรรมตราสารหนี้ เพื่อประชาชน” โดยมีรายละเอียดคร่าวๆ ตามนี้เลยครับ (รายละเอียดเต็มๆ ดูได้ที่ Link)

"ตลาดตราสารหนี้ (BEX) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนจัดงานมหกรรมตราสารหนี้ เพื่อประชาชนครั้งที่ 7 เพื่อให้ความรู้เรื่องการลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ พร้อมเปิดให้ผู้ร่วมงานจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นเดือนพฤศจิกายนที่ออกโดยกระทรวงการคลัง นอกจากนี้ ยังเปิดให้ทดลองซื้อขายตราสารหนี้ผ่านระบบเสมือนจริง และฟังเสวนาทิศทางการลงทุน ฟรีตลอดงาน ตั้งแต่ 9.00 น.

โดยในงานมหกรรมตราสารหนี้ เพื่อประชาชน ครั้งที่ 7 นี้ จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาให้คำปรึกษาและแนะนำกลยุทธ์การลงทุน พร้อมทั้งเปิดให้มีการทดลองซื้อขายตราสารหนี้ ด้วยระบบเสมือนจริงในเวลา 9.30-12.00 น. และ 13.30-16.00 น. และยังเปิดให้เข้าฟังการเสวนาในเวลา 10.00 – 12.00 น.ได้ฟรี หัวข้อ “ลงทุนโลด เศรษฐกิจแล่น ขานรับเลือกตั้ง” โดยนายพงศ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ นางสาวสิริมาศ วัฒนะโชติ รองเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร และดร.สันติ กีระนันทน์ ผู้จัดการตลาดตราสารหนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ"

ยังไงถ้าใครว่างๆก็ลองไปกันดูนะครับ ฟรีตลอดงานครับ

ขออธิบายเพิ่มเติมนิดนึง สำหรับบางท่านที่อาจจะยังไม่รู้จัก BEX นะครับ จากคราวที่แล้วที่เราพูดถึงการลงทุนในตราสารหนี้กัน และ ผมได้บอกไปว่าตราสารหนี้ส่วนใหญ่ มักจะมีระยะเวลาผูกพันที่ค่อนข้างนาน เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี ทำให้ถ้าเกิดว่าเรามีความจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา ถ้าจะขายก็จะเกิดความลำบาก เพราะไม่รู้ว่าจะไปขายให้ใคร จึงเกิดเป็น BEX หรือ ตลาดตราสารหนี้ขึ้นมาครับ ซึ่งก็จะเป็นกับตลาดหลักทรัพย์ที่ให้คนมาซื้อขาย แลกเปลี่ยนตราสารหนี้กัน

อ้อ แล้วก็เห็นว่าในงานจะมีให้จองซื้อ พันธบัตรออมทรัพยของกระทรวงการคลัง กันด้วย ผมมีรายละเอียดเพิ่มเติมมาให้สำหรับผู้ที่สนใจนะครับ พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง นี่จะมีออกทุกเดือนครับ โดยแต่ละเดือนก็จะมีดอกเบี้ยแตกต่างกันไป ขึ้นกับสภาพตลาดขณะนั้นๆ โดยสำหรับรุ่นนี้ ได้ดอกเบี้ย 4.25% ต่อปี (แต่ดอกเบี้ยต้องเสียภาษี 15% นะครับ) อายุ 3 ปี จ่ายดอกปีละ 2 ครั้ง ขายที่ ธ.กรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. (ถ้าเอาละเอียดๆเลย ดูได้ที่ Link) ซึ่งผมคิดว่า ถ้าใครสนใจจริงๆ ไปซื้อที่ ธ.กรุงเทพ เถอะครับ อย่ารอถึงวันงานเลย กลัวมันจะหมดก่อนวันงานซะก่อน -_-' หรือ ถ้าใครจองซื้อไม่ทันจริงๆ อาจจะรอรุ่นถัดไป หรือรอดููพันธบัตรออมทรัพย์ ของกองทุนฟื้นฟูที่ผมพูดถึงเมื่อคราวที่แล้วก็ได้ครับ (ประกาศดอกเบี้ย 16 พ.ย. จองซื้อ 22-29 พ.ย. ที่ธนาคารเกือบทุกแห่ง)

ครั้งนี้มีโฆษณามาคั่น เลยยังไม่ได้พูดถึงเรื่องกองทุนรวมเลย คราวหน้าไม่พลาดแน่ครับ :)

X

4 | ลงทุนอะไรดี ?


สวัสดีครับ :) ช่วงนี้ผมเปิดเทอมแล้ว ก็เลย up Blog ได้บ่อยน้อยลงหล่ะ แต่ยังไงจะพยายามมา up ให้ได้อย่างน้อยก็อาทิตย์ละ 1 ครั้งนะครับ

คราวนี้เรามาคุยกันดีกว่าครับ ว่าเราจะไปลงทุนอะไรกันดี เพราะจริงๆ ถ้าพูดถึงการลงทุน ก็มีอยู่หลายอย่าง ทั้งการซื้อตราสารต่างๆ การนำเงินไปเปิดธุรกิจของตัวเอง การซื้อทอง การซื้อที่ดิน ฯลฯ ในที่นี้ ผมจะขอพูดถึงเฉพาะการลงทุนที่ผมเคยมีประสบการณ์แล้วกันนะครับ เพราะสิ่งที่ไม่เคยลงทุน กลัวว่าเล่าไปจะผิดซะเปล่าๆ -_-'

ผมขอเล่าถึงการลงทุนแต่ละประเภท โดยเรียงลำดับจากความเสี่ยงน้อย ไปหาความเสี่ยงมากแล้วกันนะครับ ตามนี้เลยครับ (อัตราผลตอบแทนก็จะเรียงจากน้อยไปหามากเหมือนกันนะครับ ตามหลัก High Risk, High Return)

1. ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง การที่ภาครัฐทำการขอกู้เงินจากพวกเรา โดยมีการออกเอกสารยืนยันการขอกู้ชัดเจน และมีการกำหนดผลตอบแทนไว้ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะคล้ายๆกับหนังสือเงินกู้ ซึ่งระบุว่า รัฐจะคืนเงินให้เราเมื่อไร, ให้ดอกเบี้ยแก่เราเท่าไร และ ระยะเวลาที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้เราแต่ละงวดเป็นเท่าไร ซึ่งโดยปกติ จะมีระยะเวลากว่าที่จะคืนเงินค่อนข้างนาน ประมาณ 3 - 5 ปีขึ้นไป

สมัยก่อน พันธบัตรรัฐบาลมักจะไม่ได้ขายให้รายย่อยเท่าไร แต่มาพักหลังๆ ก็เริ่มมีการขายให้รายย่อยแบบพวกเราแล้วครับ รู้สึกจะเรียกว่า พันธบัตรออมทรัพย์ อย่างล่าสุดก็มี พันธบัตรออมทรัพย์ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

สถานที่ซื้อ : ธนาคาร (ต้องตามข่าวดีๆนะครับ ปกติจะไม่ค่อยมีข่าวเท่าไหร่)
ผลตอบแทนที่ได้รับ : ดอกเบี้ย

2. ตราสารหนี้ภาคเอกชน จะมีลักษณะเหมือนกับตราสารหนี้ภาครัฐเลย เพียงแต่เปลี่ยนจากรัฐเป็นคนขอกู้เรา เป็น บริษัทเอกชนขอกู้เงินจากพวกเราแทน ตัวอย่างของตราสารหนี้ภาคเอกชน ก็อย่างเช่น หุ้นกู้ (ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นหุ้นส่วนเลย แต่ดันตั้งชื่อ มีคำว่า "หุ้น" อยู่ด้วย -_-')

โดยปกติ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ก็จะไม่ค่อยขายให้กับรายย่อย อีกเช่นกัน แต่ก็มีออกมาบ้างเหมือนกัน เช่นล่าสุดที่ผมเห็น ก็มีหุ้นกู้ของแบงค์กรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม เวลาที่มีหุ้นกู้พวกนี้ออกมา มักจะมาไม่ค่อยถึงมือพวกเรา เพราะว่า "คนใน" เช่น พนักงานบริษัทนั้นๆ หรือ พนักงานแบงค์ มักจะซื้อไปหมด ก่อนแบงค์จะเปิดในวันแรกที่ให้จองซะอีก T_T

การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน จะต้องมีการดูถึงบริษัทที่ออกตราสารหนี้นั้นๆด้วย เพราะถ้าบริษัทมีฐานะการเงินไม่ค่อยดี ก็มีสิทธิที่จะเบี้ยว ไม่จ่ายดอกเบี้ย หรือ คืนเงินต้นเราได้ แต่เพื่อไม่ให้เราลำบากเกินไปในการที่จะต้องไปสืบทราบเรื่องของบริษัทนั้นๆ อย่างละเอียด จึงมีบริษัทที่ทำหน้าที่จัดอันดับเรทติ้งของตราสารหนี้เข้ามาช่วยพวกเรา เพื่อบอกให้เราทราบว่า ตราสารหนี้นั้นๆ ออกโดยบริษัทที่มีฐานะเป็นอย่างไร มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เช่น TRIS เป็นต้น ที่พวกเราได้ยินบ่อยๆว่า ตราสารหนี้บริษัท XXX ได้เรทติ้ง BBB ประมาณนี้หน่ะครับ นั่นแหละครับอันดับเรทติ้ง โดยถ้าตราสารหนี้ไหนได้เรทติ้งไม่ค่อยดี ก็จะต้องมีการให้ผลตอบแทนที่สูง เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน

สถานที่ซื้อ : ธนาคาร (ต้องตามข่าวดีๆนะครับ ปกติจะไม่ค่อยมีข่าวเท่าไหร่)
ผลตอบแทนที่ได้รับ : ดอกเบี้ย

3. ตราสารทุน (หุ้น) หมายถึง การที่บริษัทต่างๆ ทำการขายหุ้นของบริษัทตัวเองออกมา ให้เราสามารถซื้อมาเป็นเจ้าของได้ ซึ่งเมื่อซื้อเจ้าหุ้นนี่มาแล้ว ก็จะเสมือนว่า เราเป็นหุ้นส่วนคนนึงของบริษัทนั้นๆ โดยจะมีการออกเอกสารเพื่อยืนยันการเป็นหุ้นส่วนของเราในบริษัทนั้นๆ เรียกว่า ใบหุ้น (ในปัจจุบันไม่ค่อยมีใครถือใบหุ้นกันแล้ว เพราะ เราใช้วิธีบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์เอา ว่าบริษัท มีใครถือหุ้นอยู่บ้าง) และเมื่อบริษัทมีกำไร บริษัทก็จะจ่ายผลตอบแทนให้กับหุ้นส่วนทุกท่าน ในรูปของเงินปันผล โดยจะได้มาก ได้น้อย ในแต่ละครั้ง ก็ขึ้นอยู่กับผลกำไรของบริษัท ที่บริษัททำได้ และนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทนั้นๆ เช่น จ่ายไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรที่ทำได้ เป็นต้น

การร่วมเป็นหุ้นส่วนของบริษัทจะมีความเสี่ยงมากกว่า การเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท เนื่องจาก ถ้าบริษัทล้มละลาย และ ทำการขายสินทรัพย์ออกไป บริษัทจะต้องคืนเจ้าหนี้ก่อน ถ้ามีเหลือ จึงจะค่อยมาคืนเจ้าของบริษัททั้งหลาย หรือ หุ้นส่วนทุกท่านนั่นเอง

ทีนี้ถ้าสมมติเราเป็นหุ้นส่วนของบริษัทใดๆอยู่ แล้วต้องการจะขายหุ้นให้กับคนอื่น จะทำอย่างไร จะไปเร่ขายเหมือนปู ปลา ก็คงจะลำบาก หรือ ถ้าต้องการซื้อหุ้น ก็คงลำบากเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าใครต้องการจะขายหุ้นบริษัทที่เราต้องการ จึงเป็นที่มาของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นตลาดที่เราจะไปซื้อ-ขาย ความเป็นหุ้นส่วนของเราในบริษัทต่างๆกัน โดยการซื้อ-ขาย จะใช้วิธีประมูลราคากัน ทำให้ราคาของหุ้นแต่ละตัว ไปตามอุปสงค์-อุปทานของคนในตลาดฯ ดังนั้น ถ้าสมมติว่าหุ้นที่เราถืออยู่ มีคนต้องการมาก ราคาของหุ้นก็จะวิ่งขึ้นไป ทำให้เราสามารถขายได้ที่ราคาสูงขึ้นกว่าที่เราซื้อมา ทำให้เราสามารถได้กำไรได้

สถานที่ซื้อ : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ผลตอบแทนที่ได้รับ : เงินปันผล และ กำไรจากการขายหุ้นออกไปได้มากกว่าราคาที่ซื้อมา

จริงๆแล้ว ยังมีการลงทุนในสิ่งต่างๆอีกหลายอย่าง เช่น ตราสารอนุพันธ์, ทอง, อสังหาริมทรัพย์ แต่อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่า ผมจะขอเล่าเฉพาะการลงทุนที่ผมมีประสบการณ์ ดังนั้นต้องขออภัยสำหรับผู้ที่อยากรู้ด้วยนะครับ :)

จากที่ผมเล่ามาทั้งหมด จะเห็นว่า การจะลงทุนใดๆ จำเป็นจะต้องมีความรู้ในการลงทุนนั้นๆ พอสมควร ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่า ไม่ถนัด หรือ ไม่ต้องการศึกษา จึงเป็นที่มาของกองทุนรวม ซึ่งก็คือการที่เราเอาเงินมารวมกัน แล้วไปจ้างคนมาบริหาร ซึ่งเราจะกล่าวถึงในคราวต่อไปครับ

X

3 | ควรจะพักเงินลงทุนไว้ที่ไหน ?

เรื่องที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะกับช่วงต้นเดือนแบบนี้พอดี เนื่องจาก ช่วงนี้เป็นช่วงที่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย (รวมทั้งผมด้วย) พึ่งจะได้รับเงินเดือนมา ซึ่งไอ้เจ้าเงินเดือนนี่แหละ ที่เป็นแหล่งเงินที่เราจะนำไปลงทุน แต่เนื่องจากการลงทุนมันก็ต้องมีจังหวะ มีช่วงเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าเงินเดือนออกปุ๊ปก็เอาไปลงทุนทันที ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วระหว่างที่เราพักเงินลงทุนไว้ เพื่อรอช่วงเวลาในการลงทุนที่เหมาะสมเนี่ย เราจะเอาเงินลงทุนไปพักไว้ที่ไหนดี?

บางคนก็บอกว่า เงินเดือน โอนเข้ามาบัญชีออมทรัพย์ของเราอยู่แล้ว งั้นก็ปล่อยไว้นั่นแหละ ไว้จะลงทุนค่อยถอนออกมา ไม่ต้องวุ่นวาย ได้ดอกเบี้ยด้วย แต่อย่าลืมครับ!! ดอกเบี้ยออมทรัพย์ตอนนี้ 0.75% เท่านั้น น้อยกว่าเงินเฟ้อ (ตอนนี้ประมาณ 2% กว่าๆ) ตั้งเยอะ แล้วจะปล่อยไว้ทำไมหล่ะครับ?

วันนี้ผมเลยมาเสนอแหล่งพักเงินลงทุนที่ต่างๆ ที่ผมเคยทดลองมา ... ตามมาดูกันเลยครับ

ทางเลือกที่ 1 : ฝากออมทรัพย์นั่นแหละ แต่เลือกแบงค์เล็กหน่อย เช่น ธนชาต (ดอกเบี้ย 2%), ทิสโก้ แบงค์ (ดอกเบี้ย 2%), LH Bank (ดอกเบี้ย 1.625%) ฯลฯ ซึ่งสาเหตุที่แบงค์พวกนี้ให้ดอกเบี้ยเยอะ เพราะเป็นแบงค์เล็ก ระดมเงินได้ยาก ก็เลยต้องมีดอกเบี้ยล่อใจหน่อย (ที่แบงค์เล็ก ระดมเงินได้ยาก เพราะคนกลัวว่าแบงค์จะล้ม แต่พวกเราไม่ต้องกลัวเท่าไหร่ เพราะปัจจุบัน กองทุนฟื้นฟู ยังประกันเงินฝากของเราให้ 100% อยู่ และแม้ว่าต่อไปจะมีพรบ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ก็จะยังคุ้มครองเงิน 1 ล้านแรกที่เราฝากไว้ในแต่ละแบงค์ 100% อยู่ดี)

ทางเลือกที่ 2 : [ทางเลือกนี้ผมใช้อยู่ จากที่เคยใช้ทางเลือกแรก] นำเงินไปซื้อกองทุนรวม* ที่ลงทุนในตราสารเงิน* หรือ ตราสารหนี้ระยะสั้น* (ผมขอเรียกง่ายๆว่า กองทุนตราสารเงิน แล้วกันนะครับ) ซึ่งตราสารเหล่านี้จะมีความเสี่ยงต่ำ ถึง ต่ำมาก เผลอๆ บางตราสารยังต่ำกว่า ฝากแบงค์อีกครับ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งยังไงรัฐไม่มีทางล้มแน่ๆ (เพราะถ้ารัฐจะล้ม ไม่มีเงินมาคืนหนี้ ก็จะออกพันธบัตรอีก ไปเรื่อยๆ ฮ่าๆๆ) ในขณะที่แบงค์ยังมีสิทธิล้มได้

* ใครที่อ่านแล้วงงว่า กองทุนรวมคืออะไร ตราสารคืออะไร เดี๋ยวครั้งต่อๆไป ผมจะเล่าโดยละเอียดให้ฟังนะครับ ครั้งนี้เอาคร่าวๆ ก่อน ตามนี้เลยครับ
- กองทุนรวม คือ การที่คนหลายๆคนเอาเงินมารวมกัน แล้วก็มีคนที่รับเอาไปบริหาร (โดยปกติที่เราซื้อกองทุนรวมกัน บริษัทที่รับ
เงินของเราไปบริหาร จะเรียกว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม - บลจ.)
- ตราสารหนี้ ถ้าพูดแบบชาวบ้านๆก็คือ สัญญาเงินกู้ นั่นเอง เช่น พันธบัตรรัฐบาล ก็คือสัญญาเงินกู้ ที่รัฐกู้เงินจากเรา โดยมีกำหนดว่าจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เราตามสัญญา และมีระยะเวลาที่จะคืนเงินกู้ในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา
- ตราสารเงิน ก็จะคล้ายๆกับตราสารหนี้ แต่ผลตอบแทนที่ได้ จะมาจากส่วนลดที่เราได้จากตราสารนั้นๆ แทนที่จะเป็นดอกเบี้ย เช่น ตั๋วแลกเงินที่ผู้ที่ต้องการกู้เงินจากเรา ขายให้เราในราคา 97 บาท และกำหนดว่าจะให้เราแลกเงินคืนได้ 100 บาท ในอีก 3 เดือน เป็นต้น

หลายๆคน เห็นว่ากองทุนพวกนี้ความเสี่ยงต่ำ ก็คิดว่าผลตอบแทนก็น่าจะต่ำไปด้วย (ตามหลัก Low Risk Low Return) ปรากฎว่า ผลตอบแทนกลับสูงกว่าฝากแบงค์อีกครับ เช่น
- กองทุนเปิดทหารไทยธนรัฐ ของ บลจ.ทหารไทย ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน ที่ 2.60% ต่อปี
- กองทุนเปิดทหารไทยธนบดี ของ บลจ. ทหารไทย ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน ที่ 2.71% ต่อปี (กองนี้ ผมเป็นลูกค้าอยู่ :))
- กองทุนอยุธยาตราสารเงิน ของ บลจ. อยุธยา ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน ที่ 2.54% ต่อปี

แถมกองพวกนี้มีสภาพคล่องค่อนข้างสูงทีเดียวครับ คือกรณีที่เราซื้อไปแล้ว เมื่อขาย จะได้รับเงินคืนวันรุ่งขึ้นหลังจากวันที่ขายเลย (เรียกว่า ได้รับเงินคืน ในวันที่ T+1 เมื่อ T คือวันที่เราทำรายการ) และกองพวกนี้ยังมีค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขายที่ต่ำมาก ขนาด ว่าซื้อวันนี้ ขายพรุ่งนี้ ยังคุ้มค่าธรรมเนียมเลยครับ

จากที่ได้บอกไปแล้วว่า ผมเอง เลือกทางเลือกที่ 2 ในการพักเงินลงทุน โดยที่ผมปฏิบัติอยู่ ก็คือ พอเงินเดือนออก ก็จะโอนเงินส่วนที่กันไว้ว่าจะใช้ลงทุนของแต่ละเดือน ไปเก็บไว้ในกองทุนตราสารเงิน และพอมีการลงทุนอะไรที่สนใจ ก็จะขายกองทุนนำเงินไปลงทุนอีกทีหนึ่ง (วิีธีนี้นอกจากได้ผลตอบแทนดีกว่าทิ้งเงินไว้ในออมทรัพย์แล้ว ยังช่วยให้เราไม่เผลอเอาเงินที่เราจะเก็บไว้ลงทุน มาใช้ด้วยครับ :D)

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ผมซื้อๆ-ขายๆ กองทุนไปมานี่ไม่ลำบากหรือ คำตอบก็คือไม่เลยครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ทางบลจ. เค้าจะมีให้บริการซื้อ-ขาย ทาง Internet, ทางโทรศัพท์, ทางตู้ ATM ได้ สะดวกทีเดียวครับ นอกจากนี้ บางบลจ. ยังมีพิเศษกว่านั้น เช่น บลจ. ทหารไทย ที่มีบริการบัตร TMB Extra Cash ซึ่งเป็นบัตรคล้ายๆ ATM ให้เราสามารถสั่งขายกองทุนทหารไทยธนบดีที่ตู้ ATM และได้เงินออกมาเลยทันที (ถ้าบลจ. อื่น หรือ กองทุนอื่น สั่งขายได้ แต่ไม่ได้เงินทันที)

ยังไงถ้าใครสนใจเกี่ยวกับการพักเงินลงทุนไว้ในกองทุนตราสารเงิน ก็ Comments กันเข้ามาได้นะครับ เผื่อจะได้เขียนเป็นอีกตอนนึงครับ :)

X

ปล. เนื่องจากผมไม่มีวัน update Blog ที่แน่นอน ดังนั้น อาจจะต้องรบกวนผู้ที่สนใจ สมัครรับ RSS Feed โดยกดที่ Subscribe in a reader ทางขวาของหน้าจอครับ

2 | สาเหตุที่ต้องศึกษาการลงทุน (ต่อ)

สวัสดีกลางสัปดาห์ครับ มีใครเบื่อทำงานเหมือนผมบ้างหรือเปล่าเนี่ย ยิ่งช่วงนี้เริ่มหนาวแล้ว ยิ่งไม่อยากตื่นไปกันใหญ่ ... บ่นไปอย่างนั้นเองครับ ยังไงก็คงต้องทำต่อไป T_T

คราวที่แล้ว ติดกันไว้ถึงสาเหตุที่เราต้องมาศึกษาเรื่องการลงทุน วันนี้มาต่อกันเลยครับ ... ผมคิดว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่เราต้องศึกษาเรื่องการลงทุน (ซึ่งสัมพันธ์กับ สาเหตุเรื่องเงินเฟ้อที่เราพูดกันไปแล้ว) นั่นก็คือ การมีอายุหลังเกษียณที่ยืนยาวขึ้นของเรา เมื่อเทียบกับในอดีต เนื่องมาจาก การแพทย์ที่ทันสมัยขึ้น เพราะ เมื่อเราเกษียณไปแล้ว ก็จะไม่มีรายได้ มีเพียงรายจ่ายเพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าเราไม่ได้มีการนำเงินที่เราออมไว้ ไปลงทุนแล้ว เงินออมของเราอาจจะโดนเงินเฟ้อกัดกร่อน จนไม่พอกับรายจ่ายที่เกิดขึ้น ในวัยหลังเกษียณของเราได้

ลองคิดง่ายๆ สมมติว่าเราใช้จ่ายอยู่ประมาณเดือนละ 20,000 บาท ถ้าเราคิดว่าจะมีอายุถึง 80 ปี ซึ่งแสดงว่าเราจะต้องมีชีวิตอยู่ โดยไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่ายไปอีก 20 ปี หรือ 240 เดือน นั่นคือ เราต้องมีเงิน 240 คูณด้วย 20,000 ได้เท่ากับ 4,800,000 บาท!!! ซึ่งเงินจำนวนนี้ แค่จะออมให้ถึงก็ลำบากพอสมควรแล้ว ถ้าจะปล่อยให้โดนเงินเฟ้อกัดกร่อนไปอีก ก็คงจะแย่แน่ๆ
(ตัวอย่างนี้ ขนาดยังไม่ได้คิดเรื่องการด้อยค่าของเงินนะครับ เพราะถ้าคิดด้วย ตอนเราอายุ 60 ปี ค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท คงจะไม่เพียงพอแน่ๆ)

อาจจะมีบางคนที่แย้งว่า ตอนหลังเกษียณ เดี๋ยวก็มีลูกหลานมาเลี้ยง สำหรับเรื่องนี้ส่วนตัวผมคิดว่า สังคมไทยในอนาคตน่าที่จะมีแนวโน้มเหมือนกับสังคมฝรั่ง นั่นก็คือ ผู้ที่เกษียณอายุแล้วจะต้องเลี้ยงตัวเอง เนื่องจากสภาพสังคมที่แข่งขันกันมากขึ้น ทำให้ลูกหลานก็จำเป็นที่จะต้องใช้เงินเพื่อชีวิตของตัวเอง ไม่สามารถมาเลี้ยงพ่อ-แม่ได้

รู้อย่างนี้แล้ว มาเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนกันเถอะครับ :)

1 | เปิดตัว ...

สวัสดีครับ

ก่อนอื่นเลยก็คงต้องแนะนำตัวกันก่อน สำหรับคนที่หลงเข้ามาอ่านกัน ผมชื่อเอ็กซ์นะครับ เป็นมนุษย์เงินเดือนคนนึง ที่พอดีสนใจเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนก็เลยอยากจะแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการลงทุน ที่ได้ประสบพบเจอมาให้คนอื่นฟัง (ผสมกับแรงยุจากเพื่อนๆด้วย -_-') และก็อย่างที่บอกว่าผมก็แค่มนุษย์เงินเดือนธรรมดาแถมไม่ได้เรียนจบมาทางด้านนี้ ดังนั้นถ้ามั่วๆอะไรออกมา ก็ช่วยๆกันด่าด้วยนะครับ 555

ครั้งนี้ ผมจะขอเริ่มจากการบอกถึง ความหมายและความสำคัญของการลงทุนก่อนแล้วกันนะครับ

การลงทุนคืออะไร ?

ถ้าพูดแบบชาวบ้านๆ การลงทุนก็คือการเอาเงินต่อเงิน นั่นก็คือ เรามีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง แล้วเอามาทำให้เงินจำนวนนั้นมันงอกเงยขึ้น

แล้วจะเอาเงินจากไหนมาลงทุนหล่ะ แค่ปัจจุบันที่หามาได้ ก็ใช้ไม่พอแล้ว ?

ความเห็นของผม เงินที่จะนำมาลงทุน ควรจะเป็นเงินเย็นจริงๆ คือเป็นเงินออมที่เหลือจากการกันสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินแล้ว (เงินออม = รายได้ - ค่าใช้จ่าย, เงินเย็น = เงินออม - เงินออมส่วนที่กันไว้ใช้ยามฉุกเฉินแล้ว) โดยที่เงินออมส่วนที่กันไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ผมจะกันไว้ประมาณ 3 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน (คิดประมาณว่าถ้าอยู่ดีๆ ไม่มีรายได้อย่างปัจจุบันทันด่วน จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนเพื่อหาแหล่งสร้างรายได้ใหม่) -> ตัวเลข 3 เดือนนี่ เป็นแนวปฏิบัติที่ผมอ่านมาจากที่ไหนซักที่หนึ่ง แต่ถ้าใครจะใช้ตัวเลขอื่นก็ได้นะครับ เช่นอาจจะเพิ่มตัวเลขมากกว่านี้ เมื่ออายุมากขึ้น

ดังนั้น สำหรับบางคนที่ยังไม่มีเงินออม เนื่องจากค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ ผมอยากจะแนะนำให้เริ่มจากการทำบันทึกค่าใช้จ่ายขึ้นมาก่อนครับ เพื่อที่จะได้ดูว่า ปัจจุบันเราใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง อันไหนที่สามารถลดได้หรือเปล่าโดยไอ้บันทึกค่าใช้จ่ายเนี่ย ทำได้ง่ายๆโดยใช้โปรแกรม Microsoft Excel ธรรมดา เอามาแบ่ง Column เป็นประเภทของค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท แล้วก็จดค่าใช้จ่ายแต่ละรายการลงไป ถ้าระหว่างวันกลัวลืมว่าใช้อะไรไปบ้าง จะจดลงโปรแกรม Note ของมือถือก่อน แล้วค่อยมาเอาลง Excel อีกทีก็ได้ครับ (ผมก็ใช้อยู่เหมือนกัน :D)

ทำไมเราต้องศึกษาเรื่องการลงทุน ?

บางคนอาจจะบอกว่าไม่เห็นต้องมาศึกษาเรื่องการลงทุนเลย เวลามีเงินออมก็เอาเก็บใส่ธนาคารไว้ ไม่ต้องเสี่ยงแถมได้ดอกเบี้ยด้วย ... จริงครับ แต่ผมอยากให้คิดถึงเรื่องของเงินเฟ้อด้วย ซึ่งไอ้เจ้าเงินเฟ้อเนี่ย มันจะทำให้เงินที่เรามีมีค่าน้อยลง หรือว่าง่ายๆก็คือ ทำให้เงินของเราใช้ซื้อของได้น้อยลงนั่นเอง ตัวอย่างยอดฮิตตอนนี้ก็คือ จากเดิมที่ปีนี้ เราใช้เงิน 5 บาท ซื้อมาม่าได้ 1 ซองปีหน้าเงิน 5 บาทของเรา ซื้อมาม่า 1 ซอง ไม่ได้แล้วนะครับ เพราะมาม่าขึ้นเป็น 6 บาทซะแล้ว

อาจจะมีคนแย้งว่า อ้าว ... ก็ดอกเบี้ยที่เราได้ไง น่าจะทำให้เงินเราเพิ่มมา พอที่จะซื้อมาม่าในปีหน้าได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วดอกเบี้ยธนาคารตอนนี้ ฝากประจำ 3 เดือน แค่ 2.25% เอง แถมต้องหักภาษีอีกต่างหาก ในขณะที่เงินเฟ้อต่อปี ปีนี้ อยู่ประมาณ2% กว่าๆเหมือนกัน (ปีก่อนๆบางปี 4 - 5% ก็มี)

ดังนั้นถ้าเรามัวแต่เอาเงินฝากธนาคารอยู่ เงินของเราก็จะด้อยค่าลงเรื่อยๆแน่ ดังนั้นเราก็เลยต้องหาวิธีการลงทุนอย่างอื่นเพื่อมาช่วยไม่ให้เงินของเราด้อยค่าลงนั่นเอง

จริงๆ สาเหตุที่เราต้องมาศึกษาเรื่องการลงทุนยังมีอีก แต่ผมขอติดไว้เล่าคราวหน้าแล้วกันนะครับ

X

ปล. ผมคงมา update blog ประมาณอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งนะครับ ช่วยๆกันติดตามด้วยเน้อ :)