ก่อนที่เราจะไปเริ่มคุยกันเรื่องกองทุนรวม ขอ Update ข่าวนิดนึงนะครับ สำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ที่ผมมาเล่าให้ฟังเมื่อคราวที่แล้ว ปรากฎว่า ผมไปเจอข่าวว่า ขายหมดไปซะแล้วครับ (หมดภายในวันเดียวเลย) ถ้าใครจะไปจองในงาน ตราสารหนี้พบประชาชนวันเสาร์นี้ เผื่อใจไปก็ดีนะครับ เพราะถ้าเค้าไม่ได้กันไว้ให้บางส่วน เพื่อมาจองกันในงาน ก็คงอดครับ
เอาหล่ะครับ มาเริ่มเรื่องกองทุนรวมกันเลยดีกว่า
กองทุนรวมคืออะไร ?
ถ้าว่ากันแบบง่าย กองทุนรวมก็คือการที่คนจำนวนหนึ่งนำเงินมารวมกัน จัดตั้งเป็นกองทุน เพื่อที่จะนำเงินนั้นๆ ไปลงทุนในอะไรบางอย่าง โดยที่จะมีการตั้งผู้ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนนั้นๆ ทำหน้าที่บริหารกองทุนอีกทีหนึ่ง
ซึ่งโดยปกติ ผู้ที่จะทำหน้าที่จัดตั้งกองทุนขึ้นมา และ รับหน้าที่บริหารกองทุนนั้นๆ ก็คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) โดยตอนที่บลจ. จัดตั้งกองทุนขึ้นมา ก็จะมีการออกหนังสือชี้ชวน เพื่อบอกรายละเอียดว่ากองทุนนั้นๆจะไปลงทุนในอะไร ผู้ลงทุนที่จะนำเงินมาให้กับกองทุนจะได้ทราบ และ เมื่อผู้ลงทุนนำเงินมาให้กับกองทุนแล้ว ผู้ลงทุนก็จะได้รับเอกสาร เพื่อยืนยันว่าตนเองได้มีการลงทุนในกองทุนนั้นๆ โดยจะระบุว่าผู้ลงทุน มีการลงทุน เป็นจำนวนกี่หน่วยลงทุน เช่น กองทุนมีการขายหน่วยลงทุน หน่วยละ 10 บาท ถ้าผมซื้อ 10 บาท ก็จะได้มา 1 หน่วยลงทุน เป็นต้น
หมายเหตุ : กองทุนใดๆ เมื่อจัดตั้งขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว จะถือเป็นคนละนิติบุคคลกับ บลจ. ดังนั้นแม้ว่า บลจ. จะล้มละลาย กองทุนก็ยังคงอยู่ได้
กองทุนรวมจะไปลงทุนในอะไร ?
กองทุนรวมก็จะไปลงทุนในตราสารต่างๆ เหมือนที่ได้เล่าไปในคราวที่แล้ว เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้, หุ้นสามัญ ฯลฯ หรือบางกองทุนก็จะไปลงทุนอะไรที่แปลกขึ้นมาหน่อย เช่น ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนในต่างประเทศ, ลงทุนในทองคำ, ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ
กองทุนรวมมีกี่ประเภท
จริงๆแล้วถ้าแบ่งอย่างเป็นทางการ จะแบ่งได้ตาม Link นี้ แต่ผมจะขอแบ่งแบบง่ายๆแล้วกันนะครับ ได้ตามนี้เลยครับ
แบ่งตามการขายคืนหน่วยลงทุน แบ่งได้ 2 ประเภท
- กองทุนปิด เป็นกองทุนที่จะมีการขายหน่วยลงทุนครั้งเดียว ตอนจัดตั้งกองทุน หลังจากนั้นจะไม่มีการรับซื้อคืน หรือขายหน่วยลงทุนอีก จนกว่าจะหมดอายุของโครงการที่กองทุนนั้นๆ ไปลงทุน (แต่ปกติก็จะมีการเพิ่มสภาพคล่องของกองทุน เช่น ทางบลจ. ก็จะนำกองทุนนั้น ไปจดทะเบียนซื้อ - ขายในตลาดหลักทรัพย์)
- กองทุนเปิด เป็นกองทุนที่มีการรับซื้อคืน หรือ ขายหน่วยลงทุน ได้เรื่อยๆ ตามเวลาที่บลจ. กำหนด เช่น ทุกวัน, ทุกเดือน
- กองทุนรวมตราสารหนี้ เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ซึ่งความเสี่ยงก็จะแล้วแต่ตราสารหนี้ที่กองทุนนั้นๆไปลงทุน เช่น ถ้ากองทุนไปลงทุนในหุ้นกู้บริษัทเอกชน ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่า กองทุนที่ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล
- กองทุนรวมผสม เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในทั้งตราสารหนี้ และ ตราสารทุน (หุ้น) โดยทางผู้บริหารกองทุน จะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนการลงทุน
- กองทุนรวมตราสารทุน เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในตราสารทุนเป็นหลัก ซึ่งก็คือนำเงินไปลงทุนในหุ้นบริษัทต่างๆนั่นเอง
- กองทุนรวมเหมาะกับผู้ที่ไม่มีเวลา หรือ ไม่ต้องการศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างลึกซึ้ง เพราะ กองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุน ที่เป็นผู้บริหารกองทุนนั้นๆให้กับผู้ลงทุน ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ที่ทาง บลจ. ได้ทำการคัดเลือกมาแล้ว
- กองทุนรวมสามารถไปลงทุนในสินทรัพย์ หรือ ตราสารบางอย่างที่นักลงทุนรายย่อย ไม่สามารถไปลงทุนได้ เช่น ตราสารหนี้บางรุ่น ที่กำหนดว่าจะขายให้กับนักลงทุนที่เป็นสถาบันเท่านั้น (กองทุนถือเป็นนักลงทุนที่เป็นสถาบันประเภทหนึ่ง) ไม่ขายให้กับนักลงทุนรายย่อย
- นักลงทุนไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ ก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ หรือ ตราสาร ที่มีราคาแพงได้ ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาลซึ่งกำหนดให้ซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท ซึ่งถ้าเรามีเงินไม่ถึงก็จะซื้อไม่ได้ แต่ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไปลงทุนในพันธบัตรนั้นๆ เราจะใช้เงินไม่มาก แค่เท่ากับขั้นต่ำที่บลจ.กำหนดให้เราซื้อ สำหรับแต่ละกองทุน เช่น 2,000 หรือ 5,000 บาท
ข้อเสียของกองทุนรวมเท่าที่ผมนึกออก ก็คือ
- เราจะไม่มีอิสระในการบริหารการลงทุนนั้นๆ เนื่องจากเราได้ตกลงที่จะเอาเงินไปให้กับ ผู้บริหารกองทุนจัดการแล้ว ซึ่งบางครั้งผู้บริหารกองทุนอาจจะดำเนินนโยบายขัดกับที่เราต้องการ เช่น ซื้อหุ้นบางตัวที่เราเห็นว่าไม่ดี ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากขายหน่วยลงทุนในกองทุนนั้นๆไป
- การรับรู้ข้อมูลการลงทุนของกองทุน จะไม่เป็นปัจจุบัน (ไม่ Real-time) เช่น เราต้องการรู้ว่ากองทุนลงทุนในหุ้นอะไรบ้าง ก็จะต้องรอหนังสือสรุปจากกองทุน ซึ่งจะสรุปแค่ ครึ่งปีครั้ง
ผลตอบแทนจะมีออกมาเป็น 2 ลักษณะคือ
- การขายหน่วยลงทุนได้ราคามากกว่าตอนที่ซื้อ เช่น ตอนที่เราซื้อหน่วยลงทุน ซื้อที่ราคา 10 บาท แต่ตอนที่ขาย อาจจะขายได้ที่ 11 บาท ก็จะได้กำไร 1 บาท (ราคาหน่วยลงทุน โดยปกติเราจะเรียกว่า NAV ของกองทุนนั้นๆ) - ผลตอบแทนในกรณีนี้ ไม่เสียภาษี
- การที่กองทุนมีการจ่ายเงินปันผลออกมา - ผลตอบแทนในกรณีนี้ จะเสียภาษี
จากที่เล่ามาแล้ว ผมก็หวังว่าน่าจะทำให้ผู้อ่านรู้จักกองทุนรวมมากขึ้นนะครับ :) ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าถ้าใครจะเริ่มต้นการลงทุน กองทุนรวมนี่แหละ น่าจะเป็นบันไดขั้นแรกที่เราจะได้ลองลงทุนดู ก่อนที่จะขยับขยายไปสู่การลงทุนเองต่อไป
X
ปล. จริงๆแล้วยังมีกองทุนบางประเภทที่ดังๆ แต่ผมยังไม่ได้พูดถึง เดี๋ยวไว้คราวหน้าจะมาพูดถึงนะครับ อย่างเช่น กองทุน LTF/RMF, กองทุนอสังหาริมทรัพย์
ปล.2 ถ้าใครเริ่มสนใจกองทุนรวมแล้ว และอยากรู้รายละเอียดแบบเจาะลึก ก็เชิญได้ที่ Website ของสมาคมบลจ.นะครับ ที่ www.thaimutualfund.com หรืออาจจะลองแวะเข้าไปที่ Website ของบลจ. ต่างๆ ไปดูหน้าตาของกองทุนต่างๆดูได้ครับที่ Link

2 ความคิดเห็น:
ขอบคุณมากครับ
อธิบายได้เข้าใจง่ายดีครับ
ขอบคุณครับ คุณ Marcus147 ยังไงถ้าอยากรู้เรื่องอะไรเพิ่ม บอกได้นะครับ :)
แสดงความคิดเห็น