วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

4 | ลงทุนอะไรดี ?


สวัสดีครับ :) ช่วงนี้ผมเปิดเทอมแล้ว ก็เลย up Blog ได้บ่อยน้อยลงหล่ะ แต่ยังไงจะพยายามมา up ให้ได้อย่างน้อยก็อาทิตย์ละ 1 ครั้งนะครับ

คราวนี้เรามาคุยกันดีกว่าครับ ว่าเราจะไปลงทุนอะไรกันดี เพราะจริงๆ ถ้าพูดถึงการลงทุน ก็มีอยู่หลายอย่าง ทั้งการซื้อตราสารต่างๆ การนำเงินไปเปิดธุรกิจของตัวเอง การซื้อทอง การซื้อที่ดิน ฯลฯ ในที่นี้ ผมจะขอพูดถึงเฉพาะการลงทุนที่ผมเคยมีประสบการณ์แล้วกันนะครับ เพราะสิ่งที่ไม่เคยลงทุน กลัวว่าเล่าไปจะผิดซะเปล่าๆ -_-'

ผมขอเล่าถึงการลงทุนแต่ละประเภท โดยเรียงลำดับจากความเสี่ยงน้อย ไปหาความเสี่ยงมากแล้วกันนะครับ ตามนี้เลยครับ (อัตราผลตอบแทนก็จะเรียงจากน้อยไปหามากเหมือนกันนะครับ ตามหลัก High Risk, High Return)

1. ตราสารหนี้ภาครัฐ หมายถึง การที่ภาครัฐทำการขอกู้เงินจากพวกเรา โดยมีการออกเอกสารยืนยันการขอกู้ชัดเจน และมีการกำหนดผลตอบแทนไว้ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น พันธบัตรรัฐบาล ซึ่งจะคล้ายๆกับหนังสือเงินกู้ ซึ่งระบุว่า รัฐจะคืนเงินให้เราเมื่อไร, ให้ดอกเบี้ยแก่เราเท่าไร และ ระยะเวลาที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้เราแต่ละงวดเป็นเท่าไร ซึ่งโดยปกติ จะมีระยะเวลากว่าที่จะคืนเงินค่อนข้างนาน ประมาณ 3 - 5 ปีขึ้นไป

สมัยก่อน พันธบัตรรัฐบาลมักจะไม่ได้ขายให้รายย่อยเท่าไร แต่มาพักหลังๆ ก็เริ่มมีการขายให้รายย่อยแบบพวกเราแล้วครับ รู้สึกจะเรียกว่า พันธบัตรออมทรัพย์ อย่างล่าสุดก็มี พันธบัตรออมทรัพย์ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน

สถานที่ซื้อ : ธนาคาร (ต้องตามข่าวดีๆนะครับ ปกติจะไม่ค่อยมีข่าวเท่าไหร่)
ผลตอบแทนที่ได้รับ : ดอกเบี้ย

2. ตราสารหนี้ภาคเอกชน จะมีลักษณะเหมือนกับตราสารหนี้ภาครัฐเลย เพียงแต่เปลี่ยนจากรัฐเป็นคนขอกู้เรา เป็น บริษัทเอกชนขอกู้เงินจากพวกเราแทน ตัวอย่างของตราสารหนี้ภาคเอกชน ก็อย่างเช่น หุ้นกู้ (ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นหุ้นส่วนเลย แต่ดันตั้งชื่อ มีคำว่า "หุ้น" อยู่ด้วย -_-')

โดยปกติ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ก็จะไม่ค่อยขายให้กับรายย่อย อีกเช่นกัน แต่ก็มีออกมาบ้างเหมือนกัน เช่นล่าสุดที่ผมเห็น ก็มีหุ้นกู้ของแบงค์กรุงศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม เวลาที่มีหุ้นกู้พวกนี้ออกมา มักจะมาไม่ค่อยถึงมือพวกเรา เพราะว่า "คนใน" เช่น พนักงานบริษัทนั้นๆ หรือ พนักงานแบงค์ มักจะซื้อไปหมด ก่อนแบงค์จะเปิดในวันแรกที่ให้จองซะอีก T_T

การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชน จะต้องมีการดูถึงบริษัทที่ออกตราสารหนี้นั้นๆด้วย เพราะถ้าบริษัทมีฐานะการเงินไม่ค่อยดี ก็มีสิทธิที่จะเบี้ยว ไม่จ่ายดอกเบี้ย หรือ คืนเงินต้นเราได้ แต่เพื่อไม่ให้เราลำบากเกินไปในการที่จะต้องไปสืบทราบเรื่องของบริษัทนั้นๆ อย่างละเอียด จึงมีบริษัทที่ทำหน้าที่จัดอันดับเรทติ้งของตราสารหนี้เข้ามาช่วยพวกเรา เพื่อบอกให้เราทราบว่า ตราสารหนี้นั้นๆ ออกโดยบริษัทที่มีฐานะเป็นอย่างไร มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เช่น TRIS เป็นต้น ที่พวกเราได้ยินบ่อยๆว่า ตราสารหนี้บริษัท XXX ได้เรทติ้ง BBB ประมาณนี้หน่ะครับ นั่นแหละครับอันดับเรทติ้ง โดยถ้าตราสารหนี้ไหนได้เรทติ้งไม่ค่อยดี ก็จะต้องมีการให้ผลตอบแทนที่สูง เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุน

สถานที่ซื้อ : ธนาคาร (ต้องตามข่าวดีๆนะครับ ปกติจะไม่ค่อยมีข่าวเท่าไหร่)
ผลตอบแทนที่ได้รับ : ดอกเบี้ย

3. ตราสารทุน (หุ้น) หมายถึง การที่บริษัทต่างๆ ทำการขายหุ้นของบริษัทตัวเองออกมา ให้เราสามารถซื้อมาเป็นเจ้าของได้ ซึ่งเมื่อซื้อเจ้าหุ้นนี่มาแล้ว ก็จะเสมือนว่า เราเป็นหุ้นส่วนคนนึงของบริษัทนั้นๆ โดยจะมีการออกเอกสารเพื่อยืนยันการเป็นหุ้นส่วนของเราในบริษัทนั้นๆ เรียกว่า ใบหุ้น (ในปัจจุบันไม่ค่อยมีใครถือใบหุ้นกันแล้ว เพราะ เราใช้วิธีบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์เอา ว่าบริษัท มีใครถือหุ้นอยู่บ้าง) และเมื่อบริษัทมีกำไร บริษัทก็จะจ่ายผลตอบแทนให้กับหุ้นส่วนทุกท่าน ในรูปของเงินปันผล โดยจะได้มาก ได้น้อย ในแต่ละครั้ง ก็ขึ้นอยู่กับผลกำไรของบริษัท ที่บริษัททำได้ และนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทนั้นๆ เช่น จ่ายไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรที่ทำได้ เป็นต้น

การร่วมเป็นหุ้นส่วนของบริษัทจะมีความเสี่ยงมากกว่า การเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท เนื่องจาก ถ้าบริษัทล้มละลาย และ ทำการขายสินทรัพย์ออกไป บริษัทจะต้องคืนเจ้าหนี้ก่อน ถ้ามีเหลือ จึงจะค่อยมาคืนเจ้าของบริษัททั้งหลาย หรือ หุ้นส่วนทุกท่านนั่นเอง

ทีนี้ถ้าสมมติเราเป็นหุ้นส่วนของบริษัทใดๆอยู่ แล้วต้องการจะขายหุ้นให้กับคนอื่น จะทำอย่างไร จะไปเร่ขายเหมือนปู ปลา ก็คงจะลำบาก หรือ ถ้าต้องการซื้อหุ้น ก็คงลำบากเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าใครต้องการจะขายหุ้นบริษัทที่เราต้องการ จึงเป็นที่มาของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นตลาดที่เราจะไปซื้อ-ขาย ความเป็นหุ้นส่วนของเราในบริษัทต่างๆกัน โดยการซื้อ-ขาย จะใช้วิธีประมูลราคากัน ทำให้ราคาของหุ้นแต่ละตัว ไปตามอุปสงค์-อุปทานของคนในตลาดฯ ดังนั้น ถ้าสมมติว่าหุ้นที่เราถืออยู่ มีคนต้องการมาก ราคาของหุ้นก็จะวิ่งขึ้นไป ทำให้เราสามารถขายได้ที่ราคาสูงขึ้นกว่าที่เราซื้อมา ทำให้เราสามารถได้กำไรได้

สถานที่ซื้อ : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ผลตอบแทนที่ได้รับ : เงินปันผล และ กำไรจากการขายหุ้นออกไปได้มากกว่าราคาที่ซื้อมา

จริงๆแล้ว ยังมีการลงทุนในสิ่งต่างๆอีกหลายอย่าง เช่น ตราสารอนุพันธ์, ทอง, อสังหาริมทรัพย์ แต่อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่า ผมจะขอเล่าเฉพาะการลงทุนที่ผมมีประสบการณ์ ดังนั้นต้องขออภัยสำหรับผู้ที่อยากรู้ด้วยนะครับ :)

จากที่ผมเล่ามาทั้งหมด จะเห็นว่า การจะลงทุนใดๆ จำเป็นจะต้องมีความรู้ในการลงทุนนั้นๆ พอสมควร ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่า ไม่ถนัด หรือ ไม่ต้องการศึกษา จึงเป็นที่มาของกองทุนรวม ซึ่งก็คือการที่เราเอาเงินมารวมกัน แล้วไปจ้างคนมาบริหาร ซึ่งเราจะกล่าวถึงในคราวต่อไปครับ

X

4 ความคิดเห็น:

Meen กล่าวว่า...

ขอบคุณอีกคราสำหรับความรู้ดีๆ

จริงๆ ยังมีอีกทางสำหรับคนที่ขี้เกียจศึกษาข้อมูลการลงทุน ซึ่งวิิธีที่ว่าเนี่ยเราเองก็ใช้อยู่ ... คือใช้"เพื่อน"น่ะ

:D

a_goo กล่าวว่า...

ถ้ามีภาษาอังกฤษกำกับ terms ต่างๆด้วยจะเยี่ยมมากเลยนะท่าน x

@World กล่าวว่า...

เห็นว่า มีกองทุน ของ tmbam ลง เกาหลี เสี่ยว่าไงคับ

xcha กล่าวว่า...

กองทุนที่ไปลงทุนในพันธบัตรของประเทศเกาหลี ก็น่าจะ ok นะ เพราะเท่าที่อ่านรายละเอียดดู พันธบัตรของรัฐบาลเกาหลี ได้รับการจัดอันดับ Rating ความน่าเชื่อถือดีกว่า พันธบัตรรัฐบาลไทยซะอีก -_-' แถมด้วยระยะเวลาการลงทุนใกล้เคียงกัน (ประมาณ 1 ปี 6 เดือน) ยังได้ผลตอบแทนสูงกว่าอีกต่างหาก

แต่ยังไงอาจจะต้องดูเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนหน่อยนะ ว่ากองทุนมีการจัดการอย่างไร