ในวาระปีใหม่นี้ ก็ขอให้ทุกๆท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน ได้ผลตอบแทนดีๆกันถ้วนหน้านะครับ (อวยพรให้เข้ากับ Blog หน่อย แฮ่ม :D)
สำหรับครั้งนี้ผมจะขอให้ของขวัญปีใหม่กับทุกท่าน เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยิน & ได้อ่านมาเกี่ยวกับเรื่องของความมั่งคั่ง และ วิธีการสร้างความมั่งคั่ง กันนะครับ
ความมั่งคั่งคืออะไร ?
ช่วงประมาณกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปฟังเสวนา ซึ่งมี ดร.สมจินต์ ศรไพศาล มาพูด ซึ่งมีคำพูดอยู่ช่วงหนึ่งเกี่ยวกับความมั่งคั่งที่ท่านพูดไว้ และผมเห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยอยากจะเอามาเผื่อแผ่กันครับ
โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า ความมั่งคั่ง คือ อัตราส่วนระหว่างรายได้ กับ ค่าใช้จ่าย (ความมั่งคั่ง = รายได้ / ค่าใช้จ่าย) นั่นก็คือ การที่เรามีรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งขัดกับความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่า คนที่ได้ชื่อว่ามีความมั่งคั่ง คือ คนที่มีรายได้สูง หรือ มีทรัพย์สมบัติต่างๆมาก แต่จริงๆแล้ว คนที่มีรายได้ไม่สูงนัก ก็สามารถที่จะมีความมั่งคั่งได้
ผมขอยกตัวอย่าง ของคน 2 คนนะครับ
- นาย A มีรายได้สูงมาก เป็นถึงระดับผู้บริหารของบริษัท แต่ว่า นาย A ก็มีค่าใช้จ่ายสูงมากด้วย ไหนจะต้องผ่อนบ้านหลังใหญ่ ผ่อนรถยุโรป ซื้อเสื้อผ้าราคาแพง ฯลฯ จนในบางเดือนก็ถึงกับชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็มี
- นาย B มีรายได้ไม่สูงนัก เป็นพนักงานกินเดือนธรรมดา แต่ว่า นาย B มีค่าใช้จ่ายไม่เยอะ เพราะรู้จักที่จะประหยัด อยู่บ้านหลังพอดีๆ ใช้รถญี่ปุ่นธรรมดา ใส่เสื้อผ้าธรรมดา ซึ่งนาย B ก็พบว่า ในแต่ละเดือน มักจะมีเงินเหลืออยู่เสมอ
ความมั่งคั่งมีประโยชน์อย่างไร
ผู้ที่มีความมั่งคั่ง ย่อมสามารถที่จะทำให้ตัวเอง และ คนรอบตัวมีความสุขได้ สามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัว ให้การศึกษาที่ดีกับลูกๆ รวมไปถึงการดูแล ญาติมิตร ที่ประสบเหตุเดือดร้อนต่างๆได้
นอกจากนี้ ผู้ที่มีความมั่งคั่ง มากเพียงพอ ยังสามารถที่จะเผื่อแผ่ความมั่งคั่งของตน ไปยังผู้อื่นที่เดือดร้อนในสังคมได้ ซึ่งย่อมที่จะทำให้สังคมนั้นๆ มีความสุขมากยึ่งขึ้น
เราจะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างไร
การสร้างความมั่งคั่ง ทำได้ 2 ทางคือ เพิ่มรายได้ หรือ ลดค่าใช้จ่าย แต่ผมแนะนำให้ลดค่าใช้จ่ายก่อน เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ทันที และ อยู่ในความควบคุมของเรา
ซึ่งการลดค่าใช้จ่ายนี้ เป็นยาขมสำหรับหลายๆคนเลยทีเดียว ผมจึงอยากจะเสนอวิธีๆหนึ่ง ซึ่งผมไปอ่านเจอมาในหนังสือที่ชื่อว่า "The Richest Man in Babylon" หรือ ชื่อภาษาไทยว่า "เศรษฐีชี้ทางรวย" นั่นก็คือ หลักที่ว่า "ส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่ท่านหามาได้ เป็นของท่านที่จะเก็บรักษามันเอาไว้" หลักนี้หมายความว่า เวลาที่เรามีรายได้เข้ามา ให้เราหักส่วนหนึ่งไว้ก่อนทันที (ในหนังสือจะกล่าวไว้ว่า ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10) แล้วพยายามใช้จ่าย โดยใช้เงินที่เหลืออยู่ ให้เพียงพอให้ได้ (หลายๆคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า แล้วถ้าส่วนที่เหลือมันน้อยจริงๆ มันจะพอใช้ได้อย่างไร ในหนังสือกล่าวไว้ว่า ถ้าเราพยายามจริงๆ มันก็จะเพียงพอได้ครับ โดยอาจจะต้องทำบัญชีรายการค่าใช้จ่าย แล้วมาเลือกตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป หรือ ลดค่าใช้จ่ายบางรายการลง)
ในทางปฏิบัติ การหักส่วนหนึ่งของรายได้ (เช่น เงินเดือน) ไว้ก่อน สามารถทำได้หลายวิธีครับ ทั้งการเป็นสมาชิกสหกรณ์ (สำหรับบริษัทไหนที่มีสหกรณ์) ซึ่งจะหักเงินเดือนเราไปซื้อหุ้นทุกๆเดือน ตามที่เราแจ้งความจำนงไว้, การเปิดบัญชีธนาคารไว้อีกบัญชีหนึ่ง พอเงินเดือนออกปุ๊ป ก็โอนเงินที่จะเก็บจากบัญชีเงินเดือน ไปเก็บไว้ที่บัญชีนั้น จะได้ไม่เผลอใช้, การตั้งโปรแกรมให้ซื้อหน่วยลงทุนอัตโนมัติ ทุกๆวันที่กำหนด (1 - 2 วันหลังเงินเดือนออก) ฯลฯ
หวังว่าทุกท่านคงพอใจกับของขวัญปีใหม่ที่ผมให้ ผ่านทางเรื่องเล่าครั้งนี้นะครับ
สวัสดีปีใหม่ครับ
X
ปล. หนังสือ The Richest Man in Babylon (ขอเรียกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เพราะผมไม่ชอบชื่อภาษาไทยเลยจริงๆ -_-') เป็นหนังสือที่สอนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารเงิน ผ่านทางการใช้ชีวิตของชาวบาบิโลนครับ เป็นหนังสือที่สนุกมากทีเดียว แนะนำให้อ่านกันนะครับ (ยาวเพียง 150 กว่าหน้าเอง) ภายในยังมีเรื่องอื่นๆอีกมาก ที่ผมยกมา เป็นเพียงเสี้ยวเดียวเองครับ
ปล.2 มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งผมค่อนข้างชอบมาก อยากแชร์ให้อ่านกันครับ (จริงๆจะเก็บไว้เตือนใจตัวเองด้วยแหละ)
"จงมีความสุขกับชีวิตขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ อย่าเข้มงวดหรือพยายามเก็บออมมากเกินไป ถ้าหนึ่งในสิบของเงินทั้งหมดที่ท่านหามาได้ เป็นจำนวนที่ท่านเก็บออมได้อย่างสบายๆ แล้วละก็ จงพอใจที่จะเก็บออมเพียงแค่นั้น จงดำรงชีวิตตามรายได้ของท่าน แต่อย่าทำตัวเป็นคนตระหนี่และไม่กล้าใช้จ่าย ชีวิตจะดีจะร่ำรวยด้วยสิ่งต่างๆ ที่ควรค่า รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่ให้ความสุข"
