วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2550

13 | มาสร้างความมั่งคั่งกันเถอะ

สวัสดีครับ

ในวาระปีใหม่นี้ ก็ขอให้ทุกๆท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน ได้ผลตอบแทนดีๆกันถ้วนหน้านะครับ (อวยพรให้เข้ากับ Blog หน่อย แฮ่ม :D)

สำหรับครั้งนี้ผมจะขอให้ของขวัญปีใหม่กับทุกท่าน เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยิน & ได้อ่านมาเกี่ยวกับเรื่องของความมั่งคั่ง และ วิธีการสร้างความมั่งคั่ง กันนะครับ

ความมั่งคั่งคืออะไร ?

ช่วงประมาณกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปฟังเสวนา ซึ่งมี ดร.สมจินต์ ศรไพศาล มาพูด ซึ่งมีคำพูดอยู่ช่วงหนึ่งเกี่ยวกับความมั่งคั่งที่ท่านพูดไว้ และผมเห็นว่าน่าสนใจดี ก็เลยอยากจะเอามาเผื่อแผ่กันครับ

โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า ความมั่งคั่ง คือ อัตราส่วนระหว่างรายได้ กับ ค่าใช้จ่าย (ความมั่งคั่ง = รายได้ / ค่าใช้จ่าย) นั่นก็คือ การที่เรามีรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งขัดกับความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจว่า คนที่ได้ชื่อว่ามีความมั่งคั่ง คือ คนที่มีรายได้สูง หรือ มีทรัพย์สมบัติต่างๆมาก แต่จริงๆแล้ว คนที่มีรายได้ไม่สูงนัก ก็สามารถที่จะมีความมั่งคั่งได้

ผมขอยกตัวอย่าง ของคน 2 คนนะครับ
  • นาย A มีรายได้สูงมาก เป็นถึงระดับผู้บริหารของบริษัท แต่ว่า นาย A ก็มีค่าใช้จ่ายสูงมากด้วย ไหนจะต้องผ่อนบ้านหลังใหญ่ ผ่อนรถยุโรป ซื้อเสื้อผ้าราคาแพง ฯลฯ จนในบางเดือนก็ถึงกับชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็มี
  • นาย B มีรายได้ไม่สูงนัก เป็นพนักงานกินเดือนธรรมดา แต่ว่า นาย B มีค่าใช้จ่ายไม่เยอะ เพราะรู้จักที่จะประหยัด อยู่บ้านหลังพอดีๆ ใช้รถญี่ปุ่นธรรมดา ใส่เสื้อผ้าธรรมดา ซึ่งนาย B ก็พบว่า ในแต่ละเดือน มักจะมีเงินเหลืออยู่เสมอ
จากตัวอย่างนี้ ก็จะเห็นได้เลยว่า นาย B มีความมั่งคั่งมากกว่า นาย A

ความมั่งคั่งมีประโยชน์อย่างไร

ผู้ที่มีความมั่งคั่ง ย่อมสามารถที่จะทำให้ตัวเอง และ คนรอบตัวมีความสุขได้ สามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัว ให้การศึกษาที่ดีกับลูกๆ รวมไปถึงการดูแล ญาติมิตร ที่ประสบเหตุเดือดร้อนต่างๆได้

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความมั่งคั่ง มากเพียงพอ ยังสามารถที่จะเผื่อแผ่ความมั่งคั่งของตน ไปยังผู้อื่นที่เดือดร้อนในสังคมได้ ซึ่งย่อมที่จะทำให้สังคมนั้นๆ มีความสุขมากยึ่งขึ้น

เราจะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างไร

การสร้างความมั่งคั่ง ทำได้ 2 ทางคือ เพิ่มรายได้ หรือ ลดค่าใช้จ่าย แต่ผมแนะนำให้ลดค่าใช้จ่ายก่อน เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ทันที และ อยู่ในความควบคุมของเรา

ซึ่งการลดค่าใช้จ่ายนี้ เป็นยาขมสำหรับหลายๆคนเลยทีเดียว ผมจึงอยากจะเสนอวิธีๆหนึ่ง ซึ่งผมไปอ่านเจอมาในหนังสือที่ชื่อว่า "The Richest Man in Babylon" หรือ ชื่อภาษาไทยว่า "เศรษฐีชี้ทางรวย" นั่นก็คือ หลักที่ว่า "ส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่ท่านหามาได้ เป็นของท่านที่จะเก็บรักษามันเอาไว้" หลักนี้หมายความว่า เวลาที่เรามีรายได้เข้ามา ให้เราหักส่วนหนึ่งไว้ก่อนทันที (ในหนังสือจะกล่าวไว้ว่า ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10) แล้วพยายามใช้จ่าย โดยใช้เงินที่เหลืออยู่ ให้เพียงพอให้ได้ (หลายๆคนอาจจะมีข้อสงสัยว่า แล้วถ้าส่วนที่เหลือมันน้อยจริงๆ มันจะพอใช้ได้อย่างไร ในหนังสือกล่าวไว้ว่า ถ้าเราพยายามจริงๆ มันก็จะเพียงพอได้ครับ โดยอาจจะต้องทำบัญชีรายการค่าใช้จ่าย แล้วมาเลือกตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป หรือ ลดค่าใช้จ่ายบางรายการลง)

ในทางปฏิบัติ การหักส่วนหนึ่งของรายได้ (เช่น เงินเดือน) ไว้ก่อน สามารถทำได้หลายวิธีครับ ทั้งการเป็นสมาชิกสหกรณ์ (สำหรับบริษัทไหนที่มีสหกรณ์) ซึ่งจะหักเงินเดือนเราไปซื้อหุ้นทุกๆเดือน ตามที่เราแจ้งความจำนงไว้, การเปิดบัญชีธนาคารไว้อีกบัญชีหนึ่ง พอเงินเดือนออกปุ๊ป ก็โอนเงินที่จะเก็บจากบัญชีเงินเดือน ไปเก็บไว้ที่บัญชีนั้น จะได้ไม่เผลอใช้, การตั้งโปรแกรมให้ซื้อหน่วยลงทุนอัตโนมัติ ทุกๆวันที่กำหนด (1 - 2 วันหลังเงินเดือนออก) ฯลฯ

หวังว่าทุกท่านคงพอใจกับของขวัญปีใหม่ที่ผมให้ ผ่านทางเรื่องเล่าครั้งนี้นะครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ
X

ปล. หนังสือ The Richest Man in Babylon (ขอเรียกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ เพราะผมไม่ชอบชื่อภาษาไทยเลยจริงๆ -_-') เป็นหนังสือที่สอนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารเงิน ผ่านทางการใช้ชีวิตของชาวบาบิโลนครับ เป็นหนังสือที่สนุกมากทีเดียว แนะนำให้อ่านกันนะครับ (ยาวเพียง 150 กว่าหน้าเอง) ภายในยังมีเรื่องอื่นๆอีกมาก ที่ผมยกมา เป็นเพียงเสี้ยวเดียวเองครับ

ปล.2 มีข้อความตอนหนึ่งซึ่งผมค่อนข้างชอบมาก อยากแชร์ให้อ่านกันครับ (จริงๆจะเก็บไว้เตือนใจตัวเองด้วยแหละ)
"จงมีความสุขกับชีวิตขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ อย่าเข้มงวดหรือพยายามเก็บออมมากเกินไป ถ้าหนึ่งในสิบของเงินทั้งหมดที่ท่านหามาได้ เป็นจำนวนที่ท่านเก็บออมได้อย่างสบายๆ แล้วละก็ จงพอใจที่จะเก็บออมเพียงแค่นั้น จงดำรงชีวิตตามรายได้ของท่าน แต่อย่าทำตัวเป็นคนตระหนี่และไม่กล้าใช้จ่าย ชีวิตจะดีจะร่ำรวยด้วยสิ่งต่างๆ ที่ควรค่า รวมทั้งสิ่งต่างๆ ที่ให้ความสุข"

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2550

12 | ระบบการซื้อขายหุ้นแบบ Dollar Cost Average

สวัสดีครับ

ไม่ได้เข้ามา Update ซะนานเลย -_-' ยุ่งๆเรื่องเรียน + ขี้เกียจไปเองอีกต่างหาก ยังไงจะพยายามมา Update ให้ได้สม่ำเสมอขึ้นครับ (คราวนี้หลายๆคนเห็นหัวข้อแล้ว อาจจะตกใจว่าจะมาคุยเรื่องอะไรยากๆหรือเปล่า ยังยืนยันคำเดิมครับ ว่าผมจะพยายามอธิบายเรื่องที่ยากๆให้ คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้นให้ได้ครับ)

โดยครั้งนี้ผมจะมาพูดถึงการลงทุนในหุ้นกันนะครับ โดยครอบคลุมทั้งการลงทุนในหุ้นเอง แล้วก็การลงทุนในหุ้นผ่านทางกองทุนรวม (แน่นอนว่า กองทุน RMF กองที่ลงทุนในหุ้น และ กองทุน LTF ก็รวมอยู่ด้วย) ซึ่งผมจะขอเรียกรวมๆไปว่าหุ้นแล้วกันนะครับ เพื่อความง่ายในการเขียนครับ

ปกติที่เราเข้าใจกันก็คือ เราควรจะซื้อหุ้น ในราคาที่ต่ำๆ แล้วก็ไปขายที่ราคาที่สูงๆ เพื่อที่เราจะได้กำไรกัน แต่หลายๆคนก็จะพบปัญหาว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรหล่ะ ว่าวันไหนที่ราคาที่เราซื้อเนี่ย จะต่ำที่สุด บางคนซื้อหุ้นไปวันนี้ เพราะคิดว่าราคามันน่าจะต่ำแล้ว ปรากฎว่า 1 อาทิตย์ผ่านไป ราคาก็ตกไปต่ำกว่าที่ซื้อเสียอีก ดังนั้นจึงมีผู้ที่คิดค้นวิธีการซื้อขายหุ้นแบบ Dollar Cost Average (DCA) ขึ้นมา โดยจะเป็นวิธีที่ให้เราซื้อหุ้นที่เราต้องการเป็นจำนวนเงินเท่าๆกัน ทุกๆเดือน หรือ ทุกๆปี จนครบจำนวนเงินที่เราต้องการลงทุน เพื่อที่เราจะได้ทำการเฉลี่ยต้นทุนหุ้นของเราไป ทั้งในยามที่หุ้นตัวนั้นตก และ หุ้นตัวนั้นขึ้น เป็นการลดความเสี่ยง ที่เราจะไปซื้อหุ้นตัวดังกล่าว ที่ราคาสูงสุดที่มันขึ้นไป

ตัวอย่างเช่น ​ต้อง​การลงทุน​ใน​หุ้น​ A 120,000 ​บาท​ ​ก็​ให้​ซื้อหุ้น​ A ​ทุกเดือน​ ​เดือนละ​ 10,000 ​บาท​ ​จนครบ​ 120,000 ​บาท​ใน​เวลาหนึ่งปี ถ้า​เดือนแรกที่ซื้อหุ้น​ A ​มีราคาหุ้นละ​ 1 ​บาทเราซื้อ​ได้​ 10,000 ​หุ้น​ ​แต่​ถ้า​เดือนถัดไปหุ้นขึ้นไป​เป็น​ 2 ​บาทต่อหุ้นเราก็ซื้อหุ้น​ A ​เพียง​ 5,000 ​หุ้น เป็นต้น (ตัวอย่างนี้ดัดแปลงมาจากบทความ Trading Sytem ของ ดร​. ​นิ​เวศน์​ ​เหมวชิรวรากร)

ซึ่งวิธีนี้ได้ผ่านการทดลองมาแล้ว พบว่าในระยะยาวสามารถให้ผลตอบแทนได้มากกว่า การพยายามจับจังหวะของตลาด เพื่อที่จะซื้อหุ้นให้ได้ราคาถูกที่สุด และยังช่วยให้ผู้ลงทุนมีวินัยในการลงทุนมากขึ้นอีกด้วยครับ (บังคับลงทุนเดือนละเท่าๆกัน)


สำหรับตัวผมแล้ว ได้นำเอาวิธีนี้มาใช้ในการซื้อกองทุน LTF ครับ เนื่องจากผมเดาไม่ถูกเหมือนกันว่า วันไหนที่ราคาหน่วยลงทุนจะลดต่ำที่สุด ผมก็เลยใช้วิธี DCA ในการซื้อ LTF ครับ โดยที่ผมจะกำหนดคร่าวๆก่อนว่าปีนี้ ผมจะซื้อ LTF ทั้งหมดเท่าไหร่ จากนั้นก็เอาหาร 12 เป็นจำนวนเงินที่ต้องซื้อ LTF ในแต่ละเดือน ซึ่งก็ค่อนข้างได้ผลนะครับ เช่นปีนี้ ที่ผมก็จะมีต้นทุนของ LTF ทั้งช่วงที่ SET Index ยังเป็น 600 กว่าจุด ไปจนถึง SET Index ในช่วง 900 กว่าจุด (รูปประกอบ) ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของผม ก็ยังต่ำกว่าการที่ผมมาซื้อเอาทีเดียวตอนสิ้นปีแบบนี้ ที่ Index อยู่ประมาณ 800 จุดครับ (ส่วนการลงทุนในหุ้นโดยตรงผมไม่ได้ใช้วิธีนี้ครับ)

จากที่เล่ามาแล้ว เพื่อนๆก็ลองพิจารณากันดูนะครับ ว่าจะนำวิธี DCA มาใช้ในการลงทุนของเพื่อนๆได้อย่างไรบ้าง และถ้ามีข้อสงสัยใดๆ ก็สามารถ Post ความคิดเห็นกันไว้ได้นะครับ

X

ปล. หลายๆ บลจ. จะมีบริการซึ่งใช้แนวคิด DCA อยู่เหมือนกัน โดยจะเป็นบริการตัดบัญชีธนาคารของเรา เพื่อนำไปลงทุนเป็นจำนวนเท่าๆกันทุกเดือน ตามที่เราได้ตกลงกับทางบลจ.ไว้ ซึ่งก็น่าจะช่วยเพิ่มวินัยทางการลงทุนของเราได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น บลจ. วรรณ ที่มีโครงการ Automatic Millionaire Program หรือ บลจ. ทหารไทย ที่ผมคุ้นๆว่าในระบบ ซื้อขายทาง Internet สามารถระบุได้
ปล.2 ผม search เจอเรื่องเกี่ยวกับ DCA ที่เป็นภาษาไทย มา Link หนึ่ง ถ้าใครสนใจอยากรู้แบบละเอียด ก็ไปดูได้นะครับ เค้ามีเรื่อง Value Cost Average แถมให้ด้วยครับ :)

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2550

11 | มหกรรม "ลดภาษี นาทีสุดท้าย ด้วย RMF-LTF"

สวัสดีครับ

วันนี้มาโฆษณางานดีๆกันอีกแล้ว :)

งานนี้ชื่อว่า "มหกรรม ลดภาษี นาทีสุดท้าย ด้วย RMF-LTF" ครับ โดยจะเป็นงานเกี่ยวกับ RMF-LTF ทั้งหมดเลยครับ มีทั้งการเสวนาเกี่ยวกับ RMF-LTF, มีทั้งการรวบรวมบลจ. ต่างๆที่เ็ป็นผู้จัดการกองทุนรวม RMF-LTF เจ้าต่างๆมาออกงานร่วมกัน, แถมมีการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนภาษี ด้วยการลงทุนอีกต่างหาก

สำหรับใครที่อ่านบทความตอนก่อนๆ เกี่ยวกับ RMF และ LTF แล้วสนใจ อยากที่ีจะลงทุน ผมแนะนำให้ไปงานนี้เลยครับ เพราะปกติจะเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่เราจะมานั่งรวบรวมข้อมูลกองทุน RMF-LTF ได้ครบทุกบลจ. เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ว่าเราจะเลือกลงทุนในกองทุนของบลจ.ไหนดี แต่ไปงานนี้งานเดียว ได้ข้อมูลครบทุกกองทุนของทุกๆ บลจ. เลยครับ ส่วนใครที่ยังงงๆอยู่ว่า RMF และ LTF มันคืออะไรกันแน่ ผมก็อยากให้ไปอยู่ดีนะครับ เพื่อที่จะได้ไปฟังเสวนาภายในงาน ซึ่งน่าจะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นครับ

สำหรับรายละเอียดของงาน ไปดูได้ที่ Link นี้เลยครับ

X

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550

10 | RMF คืออะไร?

สวัสดีครับ

หลายๆคนอาจจะเคยได้ยิน คนพูดถึง RMF พร้อมๆกับ LTF แต่ก็ไม่รู้ว่า RMF นี่มันคืออะไร (ส่วน LTF น่าจะรู้แล้วนะครับ จากบทความคราวที่แล้ว :D) วันนี้เราจะมาคุยกันครับ

RMF ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund ครับ ดูจากชื่อแล้ว ก็น่าจะพอเดาได้ครับว่า เป็นกองทุนที่มีจุดประสงค์ที่จะให้เราออมเงินไว้ เพื่อที่จะใช้จ่ายในยามที่เกษียณแล้ว โดยกองทุน RMF นี้ จะมีทั้งกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ตราสารทุน ฯลฯ เหมือนกับกองทุนรวมทั่วๆไป แต่จะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญอยู่ 2 ข้อ ก็คือ
  1. เมื่อเราซื้อหน่วยลงทุนแล้ว จะขายคืนได้ หลังจากอายุ 55 ปีขึ้นไป (และถือหน่วยลงทุนนั้นมาเกิน 5 ปีแล้ว) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราจะเกษียณ หรือ เกษียณไปแล้ว
  2. ผู้ลงทุนจะต้องซื้อ RMF ทุกปี ไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ หรือ ไม่น้อยกว่า 5,000 บาท ต่อปี โดยอนุโลมให้เว้นช่วงได้ช่วงละ 1 ปี (สามารถซื้อปีเว้นปีได้) และถ้าผู้ลงทุนไม่มีเงินได้ในปีนั้นๆ ก็จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องซื้อในปีนั้นได้
ซึ่งลักษณะพิเศษ หรือ ข้อกำหนด 2 ข้อนี้ ก็มีขึ้นเพื่อที่จะให้การลงทุนของผู้ลงทุน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนนั่นเอง
(แนวคิดของกองทุน RMF จะเหมือนกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เลยครับ คือ ออมไว้ใช้ตอนเกษียณ หรือ ออมไว้ใช้ตอนออกจากงาน)

ถ้ามีข้อกำหนดอย่างนี้ เพื่อนๆอาจจะถามว่า แล้วใครจะซื้อหล่ะ ต้องทิ้งเงินไว้ กว่าจะได้ใช้อีกตั้งนาน ... ผมคิดว่าจริงๆมันก็น่าซื้อนะครับ สำหรับผู้ที่คิดว่าตนเองยังอาจจะมีวินัยทางการเงินไม่สูงนัก เพราะจะเป็นการบังคับเราออมไปในตัว ไม่ให้เราเผลอนำเงินไปใช้จ่ายจนหมด แล้วไม่มีเงินที่จะเลี้ยงตนเองตอนเกษียณ

ฟังจากเหตุผลที่ผมบอกไป อาจจะยังไม่ดึงดูดนัก ทางรัฐบาล (ที่อยากส่งเสริมให้คนออมเงินไว้ตอนเกษียณเยอะๆ รัฐจะได้ไม่ต้องลำบากมาช่วยเลี้ยง -_-' เพราะเงินที่เราจะได้จากประกันสังคมมันน้อยนิดมาก) จึงได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ที่ซื้อกองทุน RMF โดยการให้ผู้ที่ซื้อ RMF สามารถนำเงินที่ซื้อ RMF ไปหักลดหย่อนรายได้ที่จะนำมาคิดภาษีเงินได้ ได้ โดยกำหนดให้หักได้ปีหนึ่งไม่เกิน 15% ของรายได้ และเมื่อรวมเข้ากับเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. ที่ผู้ลงทุนมีอยู่เดิมต้องไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ตัวอย่างเช่น ถ้าผมมีรายได้ 2,000,000 บาท คิด 15% จะได้ 300,000 บาทพอดี แต่ถ้าผมมีจ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว 50,000 บาท ผมก็จะซื้อ RMF ได้สูงสุดเพียง 250,000 บาท เป็นต้น และ ยังมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกข้อ คือ กำไรที่ได้หลังจากที่เราขายหน่วยลงทุนแล้ว จะไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรนั้นๆ

สำหรับใครที่ถือหน่วยลงทุน RMF อยู่ แล้วต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วน ไม่สามารถรอไปขายหลังอายุ 55 ปีได้ ก็สามารถขายได้นะครับ แต่ก็จะมีบทลงโทษบางอย่าง ซึ่งผมจะไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ เพราะไม่ส่งเสริมให้ขายก่อนอายุ 55 ปีครับ ;) (บอกไว้เป็นความรู้ ก็คือ จะเป็นการลงโทษเกี่ยวกับการ ให้คืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้ไปนั่นแหละครับ)

จากการที่ RMF มีหลากหลายกองทุน และแต่ละกองทุนก็มีนโยบายที่จะไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆกัน (ไม่เหมือน LTF ที่ลงทุนหุ้นเป็นหลัก) ดังนั้นเพื่อที่จะให้ผู้ลงทุนได้ปรับการลงทุนของตน ตามความเสี่ยงในแต่ละช่วงได้ (เนื่องจากเป็นการลงทุนระยะยาวมาก) ทางรัฐจึงยอมให้ผู้ลงทุนสามารถสลับเงินลงทุนระหว่างกองทุน RMF ด้วยกันได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการขายหน่วยลงทุน เช่น ตอนแรกผมอาจจะซื้อเป็นกองทุน RMF ที่ลงทุนในพันธบัตร ซึ่งเสี่ยงน้อย แต่ผลตอบแทนก็น้อย พอมาปีนี้ ผมคิดว่าหุ้นน่าจะขึ้นแรงแน่ๆ ผมก็สามารถสลับเงินลงทุนไปยังกองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นได้ เป็นต้น

เป็นไงบ้างครับ อ่านกันมาถึงบรรทัดนี้ สนใจ RMF กันไหมครับ ถ้าถามความเห็นผมว่าน่าซื้อ RMF หรือเปล่า ก็คงตอบอย่างที่บอกไปแล้วว่า ผมสนับสนุนให้ซื้อนะครับ สำหรับผู้ที่คิดว่า ถ้าเก็บเงินไว้เอง จะต้องเอาไปใช้จ่ายหมด ไม่เหลือถึงตอนแก่แน่ๆ ส่วนถ้าถามว่าจะซื้อ RMF ที่ลงทุนในอะไรดี ผมเชียร์กองทุน RMF ที่ลงทุนในหุ้นครับ เพราะจากการวิจัยที่ผมเคยอ่านเจอ (จำไม่ได้แล้วว่าอ่านเจอที่ไหน) การลงทุนที่ดีที่สุดในระยะยาว ก็คือ หุ้นครับ

X

ปล. สำหรับใครที่สนใจอยากรู้เรื่อง RMF ละเอียดขึ้น (เช่นเกี่ยวกับเรื่องบทลงโทษกรณีขายกองทุนก่อน) ลองไปอ่านได้ที่ Link นี้นะครับ

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2550

9 | กองทุนรวม พันธบัตรออสเตรเลีย

สวัสดีครับ

มีใครที่กำลังมองหาช่องทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนค่อนข้างดี แต่ไม่ค่อยเสี่ยงอยู่ หรือเปล่าครับ? พอดีผมได้รับ Email ประชาสัมพันธ์กองทุนรวมกองใหม่ จากทางบลจ. ทิสโก้มา น่าสนใจทีเดียวครับ ชื่อกองว่า "กองทุนเปิด ทิสโก้ พันธบัตรออสเตรเลีย" โดยกองทุนนี้จะนำเงินของเราไปลงทุนในพันธบัตรรํฐบาลออสเตรเลีย (ซึ่งได้ Rating ถึง AAA เลยทีเดียว) ซึ่งทางบลจ. คาดว่าจะได้ผลตอบแทน 5.9% (ไม่เสียภาษี) ฟํงดูแล้วก็น่าสนใจทีเดียวนะครับเนี่ย แต่จะมีเรื่องที่จะต้องพิจารณาอยู่เรื่องหนึ่ง ก็คือ กองทุนนี้จะลงทุนประมาณ 1 ปี 9 เดือน 15 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างยาวทีเดียว (จริงๆแล้ว ก็ไม่ยาวมาก ถ้าเราเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยตรง แต่จะมีข้อแตกต่างนิดนึง คือ กองทุนนี้ จะไม่มีดอกเบี้ยให้ เหมือนกับเราลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่เราจะได้ผลตอบแทนจากการขายคืนหน่วยลงทุนตอนจบทีเดียว) ยังไงก็ลองดูกันนะครับ :) เสนอขาย 3 - 14 ธันวาคม 2550 นี้

สำหรับรายละเอียดของกองทุน สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ของบลจ. ทิสโก้ ที่ https://www.tiscoasset.com นะครับ (เพิ่มเติมนิดนึงครับ ว่าการไปลงทุนในออสเตรเลียเนี่ย เป็นแหล่งลงทุนใหญ่เลย ของชาวญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเนี่ย ให้ดอกเบี้ยเงินฝากน้อยมาก - ไม่ให้เลย ทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องหนี ออกมาลงทุนในต่างประเทศกันเยอะมากครับ)

X

ปล. แถมนิดนึงครับ :) พอดีผมไปเข้าเว็บบริการวางแผนทางการเงินของกสิกร แล้วเค้ามีโปรแกรมให้ทดลองวางแผนอนาคตหลังเกษียณอยู่ ยังไงลองไปทดลองกันดูนะครับ ที่ Link นี้เลยครับ ผมลองดูแล้ว หน้าซีดเลยครับ เพราะเงินที่ต้องมีเพื่อใช้หลังเกษียณนี่ ถ้าคิดเงินเฟ้อเข้าไปด้วย พบว่ามหาศาลมากๆครับ จะทำยังไงถึงจะมีเงินขนาดนั้นหล่ะเนี่ย -_-' (ผมลองใส่เงินเฟ้อ 5% เข้าไป)