วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551
45 | ธนาคารทิสโก้ให้ดอกเบี้ยออมทรัพย์ 4% !!!
หายไปเป็นเดือนเลยครับคราวนี้ เนื่องจากช่วงนี้ประสบปัญหาส่วนตัวหนักทีเดียว T_T
พอดีวันนี้ผมไปเจอข่าว "ทิสโก้อัดโปรโมชั่นดบ.ออมทรัพย์4%" จากกรุงเทพธุรกิจมา ก็เลยขอเอามาบอกเพื่อนๆกันครับ โดยเท่าที่ผมไปดูจาก Website ของทิสโก้แล้ว มีรายละเอียดตาม Link นี้ครับ
ซึ่งจากที่ผมดูแล้ว ก็น่าสนใจทีเดียวครับ เอาไว้ใช้เป็นที่พักเงินแทนกองทุนตราสารเงินได้เลย เนื่องจากได้ดอกเบี้ยสูงกว่า แถมได้รับการประกันเงินฝากอีกต่างหาก และยังไม่ต้องเสียภาษีเหมือนกันอีกด้วย (เนื่องจากปกติเราจะเสียภาษีของดอกเบี้ยออมทรัพย์ ก็ต่อเมื่อเราได้รับดอกเบี้ยออมทรัพย์เกิน 20,000 บาทต่อปี แต่สำหรับ Promotion นี้ให้ฝากแค่ 100,000 บาท ดังนั้นยังไงดอกเบี้ยก็ไม่เกิน 20,000 บาทแน่ๆอยู่แล้วครับ)
แถมทางทิสโก้ยังใจดี ให้บัตร "บัตรทิสโก้เพิร์ส" ซึ่งฟรีค่าธรรมเนียมตลอดอายุบัตร และกด ATM ทุกตู้ทั่วประเทศ โดยไม่โดนชาร์จด้วย
ยังไงถ้าใครสนใจก็ลองไปถามไถ่รายละเอียดกับทางธ.ทิสโก้ดูนะครับ
X
ปล. อ้อ! ดอก 4% นี่ เค้าให้แค่ 4 เดือนนะครับ สำหรับใครที่ย้ายเงินไป ครบ 4 เดือนแล้ว อย่าลืมย้ายกลับด้วยหล่ะ :D
วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551
44 | Circuit Breaker ทำงาน (อีกแล้ว)
ห่างจากที่เขียนครั้งก่อนไปแค่ 17 วัน วันนี้ SET Index ตก จนกลไก Circuit Breaker ของ SET ต้องทำงานอีกแล้วครับ -_-' ก็เลยขอมาบันทึกไว้ซะหน่อยแล้วกัน
ครั้งที่ 3 : SET Index ลดลง 43.29 จุด มาอยู่ที่ 389.58 จุด หรือลดลง 10.00%
ยังไงครั้งต่อไป ขอเว้นช่วงนานๆกว่านี้ก็ดีนะครับ :P
X
วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551
43 | มาตรการกระตุ้นตลาดทุน (เรื่อง LTF/RMF) เฉพาะคนรวยถึงจะช่วยกระตุ้นได้ ?
วันนี้อ่านข่าว ที่ว่าครม.เห็นชอบที่จะออกมาตรการกระตุ้นตลาดทุน โดยการให้หักลดหย่อนเงินลงทุนในกองทุน LTF/RMF เป็น 7 แสนบาท/ปี จากเดิม 5แสนบาท/ปี (มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.-31 ธ.ค.51) แล้ว แทนที่ผมจะดีใจ กลับเซ็งครับ
เนื่องจากพออ่านต่อไปอีกหน่อย เนื้อข่าวบอกว่าการหักลดหย่อนนี้ ยังให้ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินเท่าเดิมครับ -_-' ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า จะเพิ่มเป็น 30% ของเงินได้อยู่เลย
ถามว่ามีผลยังไงสำหรับไอ้ 15% หรือ 30% ตรงนี้ ผมว่ามีผลนะครับ เนื่องจากตัว % ตรงนี้ มันจะบังคับให้คนที่มีรายได้ไม่สูงมากๆเนี่ย ซื้อ LTF ได้ไม่เยอะ อย่าว่าแต่ 700,000 บาทที่ออกมาใหม่เลยครับ แค่ 500,000 บาท เดิม ก็ซื้อไม่ถึงอยู่แล้ว เช่น ถ้าผมมีรายได้ 600,000 บาทต่อปี ผมจะซื้อ LTF ได้สูงสุดก็แค่ 600,000 x 15% = 90,000 บาท (ห่าง 500,000 บาทหรือ 700,000 บาทไปเยอะเลยครับ)
มาคิดดูแล้ว คนที่จะได้ประโยชน์จากการที่เพิ่มการหักลดหย่อนจาก 500,000 บาทไปเป็น 700,000 บาท คือคนที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 3,333,333.33 บาท โน่นแหน่ะครับ ซึ่งคนรายได้ระดับนี้ คงจะเรียกว่าคนรวยได้ ดังนั้นถ้าให้ผมตีความมาตรการของทางรัฐ ก็คือทางรัฐอยากให้คนรวยเหล่านี้ มาช่วยกระตุ้นตลาดทุน ส่วนคนรายได้กลางๆ หรือ น้อยๆ ไม่ต้องมาช่วยกระตุ้นหรอก เพราะเงินคุณน้อยเกินไป -_-'
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็ยังเป็นแค่ความเห็นชอบจาก ครม. เดี๋ยวรอประกาศอย่างเป็นทางการจริง จากกระทรวงการคลังอีกทีแล้วกันนะครับ (เผื่อจะมีปาฏิหารย์อะไรขึ้นมา :D)
X version ของขึ้น :(
วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551
42 | Circuit Breaker ทำงาน ครั้งที่ 2 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ขอมาบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของเรา ซะหน่อยนะครับ โดยวันนี้ (10/10/2551) SET Index ได้ตกลงไปเกิน 10% จนทำให้กลไกการปิดซื้อขายเป็นการชั่วคราว (Circuit Breaker) ของ SET ทำงานเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ (ครั้งแรกเกิดเมื่อ 19/12/2549 ตอนที่ธปท. ออกมาตรการสกัดการเก็งกำไรเงินบาท) ก็ได้หยุดการซื้อ-ขายกันไปครึ่งชั่วโมงตามระเบียบครับ -_-'
โดย SET Index ช่วงที่ Circuit Breaker ทำงานทั้ง 2 ครั้ง ก็เป็นตามนี้เลยครับ
ครั้งที่ 1 : SET Index ลดลง 74.06 จุด มาอยู่ที่ 656.49 จุด หรือลดลง 10.14%
ครั้งที่ 2 : SET Index ลดลง 50.08 จุด มาอยู่ที่ 449.91 จุด หรือลดลง 10.02%
ก็หวังว่า คงจะไม่เจอครั้งที่ 3 ในเร็ววันนี้นะครับ :(
X

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551
41 | หุ้นกู้อิตาเลียนไทย
เมื่อเช้าอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แล้วเจอว่ามีโฆษณาหุ้นกู้ของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เห็นว่าน่าสนใจดี เลยแวะเอาฝากกันครับ
หุ้นกู้ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
6.50% ต่อปี อายุ 2 ปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน
ลงทุนขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณของ 100,000 บาท
เปิดจองซื้อตั้งแต่วันที่ 17 - 22 กันยายน 2551
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ธ.กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โทร 0-2296-3999
ยังไงถ้าใครสนใจ ก็ลองโทรไปถามทางแบงค์กรุงศรีฯดูนะครับ อาจจะต้องลองถามเรื่อง อันดับความน่าเชื่อถือของตัวหุ้นกู้ ว่าได้ Rating เท่าไร (เท่าที่ผมหาๆดู ตัวบริษัทเอง ตอนนี้ได้ Rating อยู่ที่ BBB+ จาก TRIS ครับ) และที่สำคัญ หมดหรือยัง -_-'
X
วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551
40 | คมวาทะ นักลงทุนชั้นนำของโลก
เมื่อวันก่อน ผมได้รับเอกสารจากทาง บลจ.อเบอร์ดีน และเห็นว่าในเอกสารดังกล่าว มีการอ้างถึงคำพูดหรือแนวคิดของนักลงทุนระดับสุดยอดของโลก ซึ่งผมคิดว่าอยากจะจดเก็บไว้ซะหน่อย ก็เลยถือโอกาสเอามาแบ่งปันกันครับ (ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น ถ้าใครไม่เคยลงทุนในหุ้น อาจจะงงบ้างนะครับ :D)
1. Be fearful when others are greedy and greedy only when others are fearful.
Warren Buffet, Chairman's letter (2004) to shareholders
2. The stock market is filled with individuals who know the price of everything, but the value of nothing.
Philip A. Fisher, Common Stocks and Uncommon Profits (1958)
3. If you cannot summarise in just a few sentences why you're investing in a company, then you're probably looking at too much information.
Peter Lynch [Morgan Housel, Keep It Simple, Fool (2008)]
4. Wide diversification is only required when investors do not understand what they are doing.
Warren Buffet [James Altucher, Trade Like Warren Buffett (2005)]
แต่ละอันนี่คมกริบจริงๆครับ อ่านแล้วเห็นด้วย/ไม่เห็นด้วยอย่างไร โพสต์กันเข้ามาได้เลยนะครับ
X
วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551
39 | กองทุนรวม CENTARA
มีใครอยากเป็นเจ้าของรีสอร์ทหรือเปล่าครับ ?
วันนี้ผมมีวิธีทำให้เพื่อนๆได้เป็นเจ้าของรีสอร์ทระดับ 5 ดาว ที่เกาะสมุย ด้วยเงินขั้นต่ำเพียง 10,000 บาทเท่านั้น หลายคนคงนึกออกแล้วนะครับ ว่าผมพูดถึงอะไร ... กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั่นเองครับ (สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ลองไปอ่าน ที่นี่ นะ)

ทางบลจ. กสิกรไทย กำลังจะออกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กองใหม่ออกมาครับ ชื่อว่า "กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา (Centara Hotels & Resorts Leasehold Property Fund)" โดยกองทุนจะไปลงทุนในสิทธิการเช่าระยะเวลา 30 ปี ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ทสมุย ครับ (หลายๆคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ เซ็นทารา จริงๆก็คือ โรงแรมเครือเซ็นทรัลนั่นแหละครับ เค้า rebrand โรงแรมของเค้าทั้งหมดเป็นชื่อ เซ็นทาราครับ)
ที่น่าสนใจเป็นพิเศษของกองทุนนี้ ก็คือ มีการประกันผลตอบแทนที่ประมาณ 9% ในระยะเวลา 4 ปีแรก ซึ่งก็น่าจะทำให้อุ่นใจได้ทีเดียวครับ แต่ข้อไม่ดีก็มีอยู่บ้างคือ กองทุนจะไปลงทุนใน "สิทธิการเช่า" แต่ไม่ได้ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆโดยตรง คือเป็นแบบ LeaseHold นั่นเอง ทำให้เมื่อหมดอายุของสิทธิการเช่านั้น สินทรัพย์ของกองทุนก็จะเท่ากับ 0 นั่นเอง
ยังไงถ้าใครสนใจ ก็ลองกดดูที่รูปโบรชัวร์ที่ผมแปะมาให้ดูด้วย หรือ หนังสือชี้ชวน ได้นะครับ (ผมได้ข้อมูลพวกนี้จากทาง บล. พัฒนสิน ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายครับ ไม่รู้ทำไมผมเข้าไปหาในเว็บของบลจ. กสิกรเอง กลับหาพวกนี้ไม่เจอ ก็ไม่รู้ -_-' เจอแต่ ข่าว)
X
วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551
38 | ข้อมูลผลการดำเนินงานกองทุนรวมแบบ Update !!!
หายไปเกือบเดือนพอดี ทั้งยุ่งๆ แล้วก็นึกเรื่องจะเขียนไม่ออก อีกต่างหาก :P แต่คราวนี้พอดีไปได้ข้อมูลอะไรดีๆมา ก็เลยขอเอามาแบ่งกันครับ
เวลาที่พวกเราจะลงทุนในกองทุนรวม สิ่งหนึ่งที่เราจะสนใจกัน ก็คือ ผลการดำเนินงานของกองทุนรวมนั้นๆ ว่าที่ผ่านมาทำผลงานได้ ดี-ร้ายขนาดไหน แต่เราก็มักจะพบกันว่า ข้อมูลผลการดำเนินงานที่พอจะหาได้ จากเอกสารของบลจ. หรือ Website ของบลจ. มันไม่ค่อยที่จะ Update เท่าไรนัก เช่น เป็น ณ สิ้นไตรมาสที่ผ่านมา หรือ สิ้นเดือนที่ผ่านมา ฯลฯ สร้างความหงุดหงิดหัวใจให้พอสมควรทีเดียว :(
ตอนนี้เราได้พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยแล้วครับ นั่นก็คือทางสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ที่ได้ช่วยสร้าง Fund Performance Report ขึ้นมา โดยมีข้อมูลซึ่งย้อนหลังเพียง 5 วันเท่านั้น !!! (T-5) และได้เริ่มเปิดตัวให้เข้าไปดึงมาใช้งานได้ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมานี่เอง (ตามข่าว)
โดยสำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไป download Excel "Fund Performance Report" ได้ที่ Link นี่เลยครับ โดยการใช้งานคร่าวๆ ก็คือ ให้ไปที่ Sheet1 เพื่อหา Classification Code ของกองทุนรวมที่เราสนใจซะก่อน จากนั้นก็ไปที่ Sheet2 แล้วเลือก Classification Code ที่เราได้มาจาก Sheet1 ที่ Column Classification เท่านี้ก็จะได้ข้อมูลของกองทุนรวมใน Classification Code นั้นๆออกมาเทียบกันเรียบร้อยครับ
ส่วนตัว ผมว่าทาง AIMC ออกมาได้เหมาะเจาะกับช่วงเวลาหุ้นตกๆแบบนี้เหมือนกันนะครับ นักลงทุนจะได้เลือกช๊อปปิ้งกองทุนรวมได้ง่ายขึ้น (ผมว่าช่วงหุ้นตกๆแบบนี้ LTF ก็น่าสนใจนะครับ โดยเฉพาะคนที่เสียภาษีสูงๆ)
โชคดีในการลงทุนครับ
X
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
37 | "พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก" มาแล้ว
สวัสดีครับ
พอดีผมเจอข่าวมาว่า พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก กำลังจะเริ่มมีผลใช้ในวันที่ 11 ส.ค.นี้แล้ว ก็เลยจะขอมาเล่าให้ฟังกันครับ ว่ามันคืออะไร และมีผลกระทบอย่างไรกับเรากันบ้าง
การประกันเงินฝาก คืออะไร ?
การประกันเงินฝาก คือ ระบบการจ่ายคืนเงินให้ผู้ฝากในวงเงินที่กำหนดไว้ เมื่อสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ระบบประกันเงินฝากถูกปิดกิจการ โดยผู้ฝากจะได้รับเงินฝากของตนคืนอย่างรวดเร็วในเวลาที่กำหนดไว้ โดยไม่ต้องรอขอรับชำระหนี้จากการชำระบัญชีทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ปิดกิจการ [จาก Website ของธนาคารแห่งประเทศไทย]
ซึ่งถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ ถ้าแบงค์ที่เราฝากเงินไว้เนี่ยเกิดเจ๊งขึ้นมา เราจะได้รับเงินคืนแน่ๆ ตามวงเงินที่กำหนดไว้ (เช่น 1 ล้านบาท) แต่เงินฝากของเราส่วนที่เหลือจากวงเงินดังกล่าว จะต้องรอให้แบงค์ขายทรัพย์สินเอาเงินไปคืนเจ้าหนี้ให้หมดก่อน แล้วถ้าเหลือเท่าไร จึงจะกลับมาจ่ายเราคืน ซึ่งอาจจะทำให้เราได้เงินส่วนดังกล่าวไม่ครบ หรือไม่ได้เลยแม้แต่แดงเดียว
สถาบันคุ้มครองเงินฝาก คืออะไร ?
สถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือ สถาบันที่จัดตั้งขึ้น เพื่อจ่ายคืนเงินให้กับผู้ฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินที่ปิดกิจการไปดังกล่าว (แต่เฉพาะในวงเงินที่กำหนดไว้เท่านั้นนะครับ ย้ำอีกครั้ง :D) โดยสถาบันนี้จะมีแหล่งเงินมาจากค่าธรรมเนียมที่สถาบันการเงินต่างๆ จ่ายมาให้ เป็นสัดส่วนกับเงินฝากที่สถาบันการเงินนั้นๆมีอยู่
วงเงินที่จะคุ้มครอง
วงเงินการคุ้มครองจะกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อคน ต่อสถาบันการเงิน
ซึ่ง ตามที่ผมเข้าใจ ถึงเรามีหลายๆบัญชีในธนาคารเดียวกัน เราก็จะได้รับการคุ้มครองแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น เพราะเป็นการคุ้มครอง "ต่อคน" ครับ แต่ถ้าเรามีบัญชีกระจายอยู่หลายๆธนาคาร เราก็จะได้รับการคุ้มครองในทุกๆบัญชี บัญชีละ 1 ล้านบาท เนื่องจากเป็นการคุ้มครอง "ต่อสถาบันการเงิน"
แต่อย่าพึ่งตกใจกันครับ กฎหมายให้เวลาเราปรับตัว โดยจะทยอยลดวงเงินค้ำประกันลง เป็นเวลา 4 ปี ดังนี้
- ปีที่ 1 คุ้มครองเต็มจำนวน
- ปีที่ 2 คุ้มครอง 100 ล้านบาท
- ปีที 3 คุ้มครอง 50 ล้านบาท
- ปีที่ 4 คุ้มครอง 10 ล้านบาท
- ปีที่ 5 คุ้มครอง 1 ล้านบาท
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด (บางอย่างก็เกิดไปแล้ว)
- สถาบันการเงินเล็กๆ จะต้องสร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น เพื่อให้คนมาฝากเงินกับตน เช่น ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่า สถาบันการเงินใหญ่ๆ ทั้งนี้ก็เนื่องจากสถาบันการเงินเล็กๆ ย่อมมีโอกาสที่จะล้มได้ง่ายกว่า
- เกิดการโยกเงินไปลงทุนยังการลงทุนอื่นๆ เช่น กองทุนรวม, ตลาดหุ้น มากขึ้น เนื่องจาก คนที่มีเงินเยอะๆ ก็จะไม่กล้าฝากธนาคารไว้ทั้งหมด เพราะไม่ได้รับการค้ำประกันเงินฝากแล้ว ทำให้ตัวธนาคารเองก็ต้องออกบริการใหม่ๆ เพื่อดึงเงินของลูกค้าของตัวเองไว้ เช่น ปัจจุบันบางธนาคารก็มีการออกบริการลักษณะไพรเวท แบงค์กิ้ง เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีเงินฝากเยอะๆแล้ว
สำหรับตัวผมเอง คงไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่ครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น -_-' กับอีกอย่างก็คือ ผมเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นหมดแล้วหล่ะครับ :D
X
ปล. ผมเห็นมีงานสัมมนาของทาง HSBC ในเรื่องนี้พอดี ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ใครสนใจลองไปดูที่ Link นะครับ
ปล.2 ทางตลาดหลักทรัพย์ ร่วมกับหลายๆหน่วยงาน ได้จัดเสวนาในโครงการ "Smart Investors ภูมิคุ้มกันเพื่อผู้ลงทุนที่ชาญฉลาด (ครั้งที่ 1)" ในวันเสาร์ที่ 2 สิงหาคมนี้ ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจทีเดียว รายละเอียดอยู่ที่ Link ครับ
วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
36 | อย่าลืมขายกองทุนรวม LTF กันนะครับ
สำหรับเพื่อนๆที่มีการลงทุนในกองทุนรวม LTF ไว้ในปี 2547 (ซึ่งจะครบ 5 ปี ปฏิทินในปีนี้ ทำให้สามารถขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม LTF ได้โดยไม่โดนปรับ) และยังไม่ได้ขายไปในรอบต้นปี ตอนนี้ช่วงเวลาการขายในช่วงกลางปี ก็ได้มาถึงแล้ว (ปกติกองทุนรวม LTF แต่ละกองจะเปิดให้ขาย เป็นช่วงเวลาสั้นๆ 2 ครั้งต่อปี)
ผมก็เลยขอสรุปข้อมูลของกองทุนรวม LTF ที่จะสามารถขายได้ในปีนี้ พร้อมทั้งช่วงเวลาที่จะขายได้ มาให้ดูกันอีกครั้งครับ (จริงๆ เคยสรุปไว้แล้วทีนึงตอนต้นปี แต่เตือนกันอีกทีกันลืมครับ :D) โดยผมจะ Highlight กองที่จะต้องขายในเดือนนี้ไว้ให้ด้วยครับ
| No. | บลจ. | กองทุน | วันที่เปิดให้ขายคืน |
| 1. | กสิกรไทย | เค หุ้นระยะยาว | วันที่ 16-30 เม.ย. และ 16-31 ต.ค. |
| 2. | กสิกรไทย | เค หุ้นระยะยาวปันผล | วันที่ 16-30 เม.ย. และ 16-31 ต.ค. |
| 3. | ทหารไทย | JUMBO PLUS ปันผลหุ้นระยะยาว | วันที่ 16-30 ของเดือน เม.ย. และ ต.ค. |
| 4. | ทหารไทย | JUMBO 25 ปันผลหุ้นระยะยาว | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 5. | ทิสโก้ | ทิสโก้หุ้นระยะยาว | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 6. | ธนชาต | ธนชาติ Big Cap หุ้นระยะยาว | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 7. | ธนชาต | ธนชาติหุ้นระยะยาวปันผล | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 8. | ไทยพาณิชย์ | ไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล 70/30 | วันที่ 2-15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 9. | ไทยพาณิชย์ | ไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวพลัส | วันที่ 2-15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 10. | บัวหลวง | บัวหลวงหุ้นระยะยาว | วันที่ 1-15 ของเดือน ก.พ. และ ส.ค. |
| 11. | พรีมาเวสท์ | กรุงศรี-พรีมาเวสท์หุ้นระยะยาว | วันที่ 15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 12. | ฟินันซ่า | ฟินันซ่า หุ้นระยะยาว | วันที่ 1-15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 13. | วรรณ | วรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟหุ้นระยะยาว | วันทำการสุดท้ายของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 14. | อเบอร์ดีน | อเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว | วันที่ 1-15 ของเดือน มิ.ย. และ ธ.ค. |
| 15. | อยุธยา | หุ้นระยะยาวอยุธยาปันผล | วันทำการสุดท้ายของเดือน ก.พ. และ ส.ค. |
| 16. | อยุธยา | หุ้นระยะยาวอยุธยา SET50 | วันทำการสุดท้ายของเดือน ก.พ. และ ส.ค. |
| 17. | เอ็มเอฟซี | เอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว | วันที่ 31 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 18. | แอสเซทพลัส | แอสเซทพลัสหุ้นระยะยาว | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 19. | ไอเอ็นจี | ไอเอ็นจีไทยบรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว | วันทำการแรกของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 20. | ยูโอบี(ไทย ) | ยูโอบีหุ้นระยะยาว | วันที่ 20 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 21. | นครหลวงไทย | แมกซ์ปันผลหุ้นระยะยาว | 15 วันแรกของเดือน เม.ย. และ ต.ค. |
ยังไง สำหรับใครที่ซื้อกองทุนรวม LTF ไว้ั้ตั้งแต่ปี 2547 ก็อย่าลืมขายนะครับ พลาดรอบนี้ไป ได้ขายอีกทีก็ปีหน้าเลยครับ -_-'
X
วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
35 | กองทุนรวม พันธบัตรเกาหลีใต้ (อีกแล้ว)
หายไปนานอีกแล้ว ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆครับ -_-'
จากคราวที่แล้ว ที่ผมเคยมาแจ้งข่าว เกี่ยวกับกองทุนรวม พันธบัตรเกาหลีใต้ ของ TMBAM ปรากฎว่าผ่านไป 1 เดือน ตอนนี้ทาง TMBAM มีออกกองใหม่มาอีกรุ่นนึงแล้ว ชื่อว่า "กองทุนเปิดทหารไทย พันธบัตรเกาหลีใต้ รุ่นที่ 16" แต่ที่ต่างไปจากเดิมคือ ผลตอบแทนครับ อยู่ที่ 4.60% ต่อปี ซึ่งเพิ่มจากคราวที่แล้ว ถึง 0.60เลยทีเดียว ซึ่งก็น่าจะเป็นไปตามแนวโน้มในตลาดโลก ซึ่งรัฐบาลกลางของหลายๆประเทศ ปรับดอกเบี้ยขึ้น เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งสูงมากในปัจจุบัน
ยังไงถ้าใครที่เริ่มสนใจแล้ว ก็ลองพิจารณาดูนะครับ โดยอาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของสภาพคล่อง (เพราะกองนี้ลงทุนเป็นเวลา 1 ปี) และในเรื่องของความเสี่ยงว่า อนาคต อาจจะมีกองอื่น ที่มีดอกเบี้ยมากกว่านี้ ออกมาอีก (ถ้าถามผม ผมคิดว่าตอนนี้เป็นแค่ช่วงเริ่มต้น ของการขึ้นดอกเบี้ยเท่านั้นครับ)
X
ปล. ลืมบอกไป เค้าเปิดขาย 8 - 14 กรกฏาคม 2551 นี้นะครับ
ปล.2 ตอนนี้หมดมุกอย่างหนัก ใครอยากรู้เรื่องอะไร ฝากข้อความไว้ได้นะครับ จะพยายามเขียนให้อ่านกัน
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551
34 | Index น้องใหม่ : FTSE SET Index Series
คราวนี้จะมาเล่าให้ฟังเรื่องเกี่ยวกับดัชนี หรือ Index น้องใหม่ของตลาดทุนไทยกันครับ แต่ก่อนอื่น ก็ขอเล่าให้ฟังคร่าวๆก่อนนะครับ ว่า Index เนี่ยมันคืออะไร และในตลาดหลักทรัพย์ของเรามี Index อะไรกันอยู่บ้าง
ดัชนี หรือ Index คือ การเปรียบเทียบระหว่างข้อมูล ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เทียบกับข้อมูลนั้นๆ ที่เวลาคงที่ (หรือที่มักเรียกกันว่า ปีฐาน) เพื่อให้ทราบว่า ณ เวลานั้นๆ ข้อมูลได้มีการเปลี่ยนแปลงจากปีฐานไปเท่าใด
อย่างในตลาดหลักทรัพย์ของเรา ก็มีดัชนีอยู่หลายๆตัว เช่น
- ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ซึ่งเป็นตัวที่เราจะได้ยินตามข่าวบ่อยๆว่า วันนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขึ้น หรือ ลง กี่จุดๆ โดย SET Index จะเป็นการคิดราคาหุ้นของทั้งตลาดหลักทรัพย์ เทียบกับ ราคาของหุ้นนั้นๆ ณ ปีฐาน ดังนั้น ถ้าราคาหุ้นเพิ่มขึ้นทั้งตลาดหลักทรัพย์ ค่า SET Index ก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นนั่นเอง ซึ่งในการคำนวณ SET Index จะให้น้ำหนักของหุ้นแต่ละตัวที่ไม่เท่ากัน โดยจะถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization = ราคาตลาดของหุ้นนั้นๆ x จำนวนหุ้นที่จดทะเบียน) เช่น ถ้าหุ้นปตท. (PTT) มีราคาขึ้น ก็ย่อมจะมีผลกับ SET Index มากกว่า หุ้นบิ๊กซี (BIGC) ราคาขึ้น เนื่องจาก PTT มี Market Cap มากกว่า BIGC นั่นเอง
- SET50 Index, SET100 Index ซึ่งเป็นการคิดเฉพาะหุ้น 50 และ 100 ตัวแรก ที่มี Market Cap สูง และ มีสภาพคล่องในการซื้อขาย
- ฯลฯ
เอาหล่ะครับ มาถึงคิวของ Index น้องใหม่ของเราแล้ว นั่นก็คือ FTSE SET Index Series ครับ (สังเกตว่ามีคำว่า Series แสดงว่ามีหลายตัวครับ :D) โดยสำหรับรายละเอียดของ Index ตัวนี้ พอดีผมได้โบรชัวร์แนะนำ Index ตัวนี้มาพอดี ซึ่งผม upload ไว้ให้แล้ว สามารถเข้าไปดูได้ตาม Link นะครับ หรือ จะไปดูที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้ที่ Link ครับ
X
วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2551
33 | งานสัมมนาดีๆ แถมฟรีอีกต่างหาก
ผมได้รับข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ งานสัมมนาของทาง TSI (Thailand Securities Institute : สถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจทีเดียว (แถมฟรีอีกต่างหาก :D) ก็เลยเอาอยากจะเอามาแนะนำให้เพื่อนๆครับ
โดยมีอยู่ 2 งานที่จะเอามาแนะนำกันครับ
- หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน วันที่ 14 มิ.ย. 51 9:00 - 16:00 น.
- หลักสูตรการบริหารการเงินหลังเกษียณอายุ วันที่ 15 มิ.ย. 51 9:00 - 12:00 น.
โดยทั้ง 2 งาน จัดที่หอประชุม ศ.สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งคู่เลยครับ
ยังไงถ้าใครสนใจ ก็ลองอ่านรายละเอียดดูได้ตาม Link เลยนะครับ
X
วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2551
32 | กองทุนรวม พันธบัตรเกาหลีใต้
พอดีวันนี้ผมไปเห็นในเว็บของ TMBAM เค้ามีการออกกองทุนรวมที่ไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้ออกมาอีกแล้ว และผลตอบแทนกลับมาสูงน่าสนใจอีกครั้ง คือ ที่ประมาณ 4% ต่อปี (ก่อนหน้านี้ เคย drop ลงไปเหลือแค่ประมาณ 3% กว่าๆ) ก็เลยขอถือโอกาสนำมาบอกกันครับ
โดยกองทุนนี้ ชื่อว่า "กองทุนเปิดทหารไทย พันธบัตรเกาหลีใต้ รุ่นที่ 14" ลงทุนเป็นระยะเวลา 1 ปี เสนอขาย 3 - 10 มิ.ย. 51 นี้
ยังไงถ้าใครสนใจ ก็คงต้องรีบซักนิดนะครับ เพราะผมเดาว่า น่าจะหมดเร็วครับ
X
ปล. สำหรับใครที่สงสัย ว่าทำไมช่วงนี้ถึงมีกองทุนรวม ที่ไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้ออกมาเยอะจัง ผมมีบทความมาฝาก จากเว็บของ AYF ครับ เข้าไปอ่านได้ที่ > Link (แต่อาจจะอ่านยากซักนิดนึง ต้องค่อยๆอ่านครับ -_-')
วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2551
31 | มาตรการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2551 มีผลบังคับใช้แล้ว

หายหน้าไปนานอีกตามเคย ไปสอบมาอีกแล้วครับ -_-'
เมื่อวันก่อนผมได้รับ E-mail จากทาง HR ของบริษัทผม ว่ามาตรการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2551 ซึ่งมีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ ได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วครับ โดยจะมีผลย้อนกลับไป ครอบคลุมเงินได้ของพวกเราตั้งแต่ต้นปีด้วยนะครับ
ผมก็เลยจะขอนำเอกสารสรุปรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษีของบุคคลธรรมดา ตามมาตรการดังกล่าว รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่เดิม มาฝากเพื่อนๆกัน กดดูได้ที่รูปทางขวาเลยครับ :)
X
ปล. พอดีได้ไปทราบข่าวมาว่า ทางธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้มีการออกหุ้นกู้ระยะสั้นออกมา ก็เลยเอามาฝากกันด้วยครับ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเหมาะกับคนที่ไม่อยากจะลงทุนนานจนเกินไป รายละเอียดตามนี้เลยครับ
หุ้นกู้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 2 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2553
อัตราดอกเบี้ย 4.25 % ต่อปี
- จ่ายดอกเบี้ย ทุก 3 เดือน (ธนาคารจะโอนดอกเบี้ยหุ้นกู้ให้ในบัญชีทุก 3 เดือน)(ถ้าไม่มีบัญชีธนาคารกรุงศรี ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยให้เป็นเช็ค ตามที่อยู่ที่กรอกในใบจองซื้อ)
- เงินลงทุนขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณของ 100,000 บาท
- ระยะเวลาจองซื้อ ระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2551 (เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ยังไม่หมดนะครับ)
- เอกสารประกอบการจองซื้อ - สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาสมุดบัญชีธนาคารกรุงศรี (ถ้ามี)
- สถานที่จองซื้อ - สาขาธนาคารกรุงศรีอยุธยา
วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
30 | การจัดสรรเงินลงทุน
มีใครได้ไปงาน Money Expo มาบ้างหรือเปล่าครับ ? ผมเองก็ได้ไปมาแว่บนึงเหมือนกัน คนเยอะมากกกกกเลยครับ (แถม Pretty เยอะอีกต่างหาก :P)
สำหรับครั้งนี้ ผมจะมาเล่าให้ฟังเรื่องของการจัดสรรเงินลงทุนครับ ซึ่งจากที่ผ่านๆมา เราได้คุยกันไปแล้วว่า การลงทุนเนี่ย สามารถลงทุนได้ในสินทรัพย์ทางการเงินหลากหลายประเภท ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วเราควรจะลงทุนในอะไรบ้าง และ อย่างละเท่าไร

สำหรับคำตอบ ก็จะมีหลายๆทฤษฎีที่จะช่วยให้คำตอบเราได้ แต่ในครั้งนี้ผมจะขอนำตัวอย่างการจัดสรรเงินลงทุน ที่ทางตลาดหลักทรัพย์ได้ทดลองกำหนดออกมา มาให้ดูกันครับ (กดดูได้ที่รูปทางด้านขวานะครับ)
โดยในตัวอย่างนี้ จะทำการแบ่งสัดส่วนเงินลงทุน ไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน 3 ประเภท คือ หุ้น, พันธบัตร, เงินฝาก และใช้ "ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้" และ "่ช่วงอายุ" เป็นเกณฑ์แบ่งว่า แต่ละคนควรจะจัดสรรเงินลงทุนอย่างไร
ยังไงลอง post กันเข้ามาดูนะครับ ว่าแต่ละคนจัดสรรกันอย่างไรบ้าง ผมก็อยากรู้ของคนอื่นเหมือนกันครับ :) (สำหรับผมจัดสรรเงินลงทุนไม่เหมือนกับในตัวอย่างนี้ซะทีเดียว เนื่องจากผมจัดไว้เสี่ยงกว่าแบบ "ยอมรับความเสี่ยงได้มาก" ในตัวอย่างนี้ซะอีก ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะเป็น หุ้น 95% เงินสด 5% -__-')
X
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
29 | SET in the City Zone @ Money Expo 08
วันนี้ขอมาโฆษณางาน Money Expo 08 หน่อยนะครับ :) โดยงานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 8 - 11 พ.ค. นี้ 10.00 - 20.00 น. ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งภายในงานก็จะมีการแบ่งออกเป็นหลายๆ โซน แต่ไหนๆ Blog นี้ก็ว่าเรื่องการลงทุน ก็เลยจะขอแนะนำ Zone SET in the City ซึ่งเป็น Zone ของตลาดหลักทรัพย์แล้วกันนะครับ โดยภายใน Zone นี้จะมีกิจกรรม, Booth, การสัมมนา เกี่ยวกับการลงทุนเต็มไปหมด ตาม Concept ที่ว่า
สำหรับรายละเอียดภายในงาน ก็กดที่รูปทางด้านล่างได้เลยครับ
ถ้าใครมีโอกาสได้ไป ก็อย่าลืมมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ :)
X
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
28 | กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
ไปสอบ Midterm มาครับ เลยไม่ได้มา update ซะนานเลย -_-'
คราวนี้ผมจะมาคุยให้ฟังเกี่ยวกับ กองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่หลายๆคนอาจจะเริ่มได้ยินกันบ่อยขึ้นในปัจจุบัน นั่นก็คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ นั่นเอง
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คืออะไร ?
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (real estate investment trust หรือ REIT หรือ Property Fund) เป็นกองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ที่ จะนำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า, โรงหนัง, สนามบิน, เซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ ฯลฯ ดังนั้นรายได้ของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จึงมาจาก ค่าเช่า ดอกเบี้ย และกำไรจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
ถ้าอธิบายแบบง่ายๆ ก็เหมือนกับว่า แทนที่เราจะต้องไปลงทุนสร้างห้างสรรพสินค้าขึ้นมาเอง เพื่อให้คนมาเช่าที่ เราก็เอาเงินของคนหลายๆคนมารวมกันเป็นกองทุน ไปซื้อห้างสรรพสินค้านั้นมา แล้วก็เอามาปล่อยเช่า เก็บค่าเช่ามา แล้วก็นำผลกำไรที่ได้ ก็นำมาปันผลให้กับเราตามส่วนเงินที่เราลงทุนไปในกองทุนนั้นๆ ซึ่งก็เปรียบได้กับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทางอ้อมนั่นเอง
ประเภทของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (แบ่งตามสิทธิในอสังหาริมทรัพย์)
- Free Hold คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ มาเป็นเจ้าของ
- Lease Hold คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ไปซื้อ สิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ มาเป็นเจ้าของ
ข้อดีของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
- ทำให้สามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ได้ โดยไม่ติดปัญหาเรื่องของเงินทุน เพราะถ้าเราไม่ได้มีเงินทุนระดับพันล้าน เราคงไม่สามารถไปลงทุนสร้างห้างสรรพสินค้าได้
- มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่สูงกว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั่วๆไป เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนใน สินทรัพย์ทางการเงิน (financial asset) ซึ่งจะสามารถซื้อขาย ได้ง่ายกว่า สินทรัพย์จริง (real asset) ซึ่งในที่นี้ก็คืออสังหาริมทรัพย์ที่เราไปลงทุนเองโดยตรงนั่นเอง
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จะถูกจัดตั้งขึ้นโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) โดยหลังจากที่บลจ. ขออนุญาตจัดตั้งกองทุนได้สำเร็จแล้ว บลจ. ก็จะนำหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวมาขายให้กับนักลงทุน ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งเรียกว่าช่วง IPO โดยหลังจากที่หมดช่วงนี้ไปแล้ว นักลงทุนจะไม่สามารถซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าว จาก บลจ. ได้อีก (เนื่องจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นกองทุนรวมประเภท "กองทุนปิด" ซึ่งจะไม่มีการเปิดซื้อ-ขายอีกภายหลังจากช่วง IPO ไปแล้ว)
แต่เพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับนักลงทุน ทางบลจ. จะนำกองทุนดังกล่าวไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นเราก็สามารถไปซื้อกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์ได้อีกทางหนึ่ง โดยการซื้อขายจะทำเหมือนกับหุ้นเลยครับ (ยกเว้นแต่ค่า Commission จะถูกกว่าคือแค่ 0.10% เท่านั้น)
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ปริมาณการซื้อขายกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ยังมีไม่สูงนัก ดังนั้น ต้องอย่าลืมคำนึงถึงเรื่องของสภาพคล่องด้วยนะครับ (เดี๋ยวจะเกิดกรณีซื้อมา แล้วขายไม่ได้)
เราจะได้รับผลตอบแทนอย่างไร
ผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ จะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ
- เงินปันผลจ่ายของกองทุน ซึ่งจะมาจากกำไรที่กองทุนทำได้ ซึ่งก็จะมาจากตัวอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุนอยู่นั่นเอง โดยกองทุนอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ จะมีนโยบายปันผลที่ 90 - 100% ของกำไรที่ทำได้ในแต่ละงวด (เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเก็บเงินไว้ลงทุนอะไรเพิ่มมากมายนัก)
- กำไรจากส่วนเกินทุน (Capital gain) จะได้จากการซื้อกองทุนจากในตลาดหลักทรัพย์ในราคาถูก แล้วขายกลับไปในตลาดหลักทรัพย์ในราคาที่แพง (ซื้อถูก-ขายแพง) โดยจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องเกิดจากการที่มีความต้องการกองทุนดังกล่าวจากนักลงทุนคนอื่น ทำให้นักลงทุนคนดังกล่าวยอมที่จะเสนอซื้อในราคา ที่สูงกว่าราคาที่เราซื้อมา
ผมไปเห็นทาง บริษัทหลักทรัพย์กิมเอ็ง มีการออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ออกมาทุกๆ วันจันทร์ ชื่อว่า Property Fund Watch ก็เลยขอแนะนำเป็นที่นี่แล้วกันนะครับ โดยภายในก็จะมีการสรุปข้อมูลต่างๆของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ที่มีการจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งข้อมูลการซื้อขาย อัตราผลตอบแทน ประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่แต่ละกองทุนไปลงทุน ฯลฯ ซึ่งเพื่อนๆสามารถไปดูได้ที่ http://kelive.kimeng.co.th แล้วไปที่เมนู วิเคราะห์รายหุ้น > บทวิเคราะห์ล่าสุด แล้วหาข้อมูลของวันจันทร์ครับ อย่างครั้งล่าสุดก็อยู่ที่ Link
อัตราผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน
จากบทวิเคราะห์ของ บล. กิมเอ็ง ได้บอกไว้ว่า ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ปัจจุบัน จะอยู่ในช่วง 7 - 10% ครับ
ความเห็นของผม
สำหรับสภาวะในปัจจุบันที่เงินเฟ้อ อยู่ที่ประมาณ 5% ผมเห็นว่าการลงทุนใน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวทีเดียวครับ เพราะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเงินเฟ้อ ในขณะที่ถ้าไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ ปัจจุบันก็ยังได้ผลตอบแทนไม่ถึง 5% เลยครับ
นอกจากนี้ผมยังเห็นว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว เช่น ซื้อบ้านมาปล่อยเช่า, สร้างหอพักให้เช่า ฯลฯ ซึ่งถ้ามาลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียง แต่ความเสี่ยงต่ำกว่ามากครับ
ส่วนคำแนะนำว่าควรจะลงทุนในกองไหนดี ผมเห็นว่า นอกจากการดูถึงผลตอบแทนแล้ว อาจจะต้องดูว่ากองทุนดังกล่าวเป็นประเภท Free Hold หรือ Lease Hold ด้วยนะครับ โดยการลงทุนในกองทุนประเภทที่เป็น Free Hold น่าที่จะดีกว่านะครับ เนื่องจากยังไงเราก็ยังได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์นั้นๆอยู่ครับ (สำหรับเรื่อง Free Hold หรือ Lease Hold มีบทความนึงในเว็บกลต. มาแนะนำครับ ชื่อบทความ "ซื้อหรือเช่า - ดูให้ดีที่ Property Fund")
ยังไงเพื่อนๆก็ลองพิจารณากันดูนะครับ เผื่อว่าจะสนใจลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กัน :)
X
ปล.1 ผมได้รับจดหมายข่าวจากทาง บลจ. MFC ว่าจะมีการเปิดขาย IPO หน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ MULTI-NATIONAL RESIDENCE FUND (MNRF) ในช่วงวันที่ 21 เม.ย. - 8 พ.ค. 2551 นี้ ใครสนใจลองไปดูรายละเอียดที่ www.mfcfund.com ครับ (จริงๆได้ข่าวว่าทาง TMBAM ก็จะมีออกเหมือนกัน แต่ผมหาข้อมูลไม่ได้ ใครมีข้อมูลส่งมาให้ดูมั่งก็ได้นะครับ)
ปล.2 สำหรับใคร ที่ต้องการรู้เกี่ยวกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ให้ละเอียดกว่านี้ ผมแนะนำหนังสือของตลาดหลักทรัพย์ที่ชื่อว่า "ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ด้วยกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" นะครับ
วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2551
27 | เรื่องต้องรู้ (ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้) เกี่ยวกับการซื้อหุ้นกู้

วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องแปลกๆ ที่พึ่งไปเจอมาสดๆ ร้อนๆในวันนี้ให้เพื่อนๆฟังกันนะครับ :)
เรื่องก็มีอยู่ว่า วันนี้ผมได้ไปขอรายละเอียดของหุ้นกู้ บริษัท AIS (ที่ผมเคยพูดถึงไว้ในคราวที่แล้ว) ที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย สาขาหนึ่ง ซึ่งทางธนาคารก็ให้ข้อมูลมาอย่างดี ตามเอกสารที่ผมแปะมาด้วย (เพื่อนๆคนไหนสนใจจะลงทุนก็ลองดูรายละเอียดในเอกสารเอานะครับ รายละเอียดค่อนข้างครบทีเดียว)
แต่พอผมถามต่อเกี่ยวกับเวลาในการจำหน่ายหุ้นกู้ (ซึ่งเริ่มวันแรกในวันที่ 24 เม.ย. 51 ตามเอกสาร) ว่าเป็นระบบใครมาก่อนได้ก่อนใช่หรือเปล่า พนักงานก็บอกว่า "ใช่ครับ แต่น่าเสียดายนะครับเนี่ย ถ้าคุณมาในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา จะได้ซื้อในช่วง Pre-Sale ไปก่อนเลย 0_o" " ผมก็งงเลยครับ พึ่งรู้เหมือนกันนะเนี่ย ว่าการซื้อหุ้นกู้เนี่ย มันเหมือนซื้อบ้าน-คอนโดฯ ที่มีช่วงเวลา Pre-Sale ก่อนที่จะ Grand Opening ด้วย ก็เลยถามต่อไปว่า แล้ว Pre-Sale กันไปเท่าไหร่แล้วหล่ะ พนักงานก็ตอบว่า "อ๋อ ส่วน Pre-Sale นี่เรามีกันโควต้า แยกออกจากส่วนที่จะขายในวันจริงครับ โดยกันไว้แค่ 1,100 ล้านบาทเองครับ" ผมยิ่งอึ้งหนักเลยครับ เพราะ Pre-Sale กันไป กว่าครึ่งหนึ่งของส่วนที่ธนาคารกสิกร ได้รับโควต้าไปแล้ว (ธ.กสิกรไทยได้รับโควต้าไป 2,000 ล้านบาท)
เพื่อความชัวร์ ผมก็เลยลองแวะไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นอีกที่ ที่ได้รับโควต้าในการจำหน่ายหุ้นกู้ตัวนี้ ซึ่งก็ได้รับคำตอบแบบเดียวกันครับ ว่าพึ่งปิดช่วง Pre-Sale ไปเอง และได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าปกติช่วง Pre-Sale นี่ จะเป็นช่วง 1 อาทิตย์ก่อนหน้าที่จะเปิดขายจริง
ผมก็เลยได้ข้อสรุปมาบอกเพื่อนๆกันครับว่า "ในการซื้อหุ้นกู้ ที่เปิดขายให้กับประชาชนทั่วไป ผ่านทางธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ถ้าเราอยากได้แน่ๆ ให้ไปทำการซื้อในช่วง 1 อาทิตย์ก่อนหน้าวันที่ระบุไว้ในเอกสารว่าจะเปิดขาย (เรียกง่ายๆ ช่วง Pre-Sale) ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปลุ้นแย่งส่วนที่เหลือในวันเปิดขายจริงอีกที" ซึ่งก็ทำให้ผมถึงบางอ้อในที่สุดว่า มิน่าหล่ะ ทำไมที่ผ่านมาตูไม่เคยแย่งซื้อกับเค้าได้เลย ฮือๆ
X
ปล. เมืองไทยนี่มันเยี่ยมจริงๆ เรื่องซิกแซก ไม่ตรงตามกฎ ตามเกณฑ์มีครบในทุกๆวงการเลย -_-'
วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2551
26 | เำกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการซื้อหุ้น IPO
ก่อนที่จะเข้าเรื่องกัน ขออธิบายคำว่า IPO ที่ผมเขียนไว้ใน Title ก่อนนะครับ ว่าหมายถึงอะไร
IPO (Initial Public Offering) คือ การเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ของบริษัทซึ่งกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (สังเกตว่ามีคำว่า Initial อยู่ คือเป็นการเสนอขาย "ครั้งแรก" ของบริษัทนั้นๆ แต่หลังจากที่เข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว และมีการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปอีก จะเรียกว่า PO เฉยๆครับ) ซึ่งการเสนอขายหุ้นสามัญดังกล่าวนี้ เป็นการระดมทุนของบริษัทที่ออกหุ้นดังกล่าวออกมานั่นเอง กล่าวคือเงินที่บริษัทได้จากการขายหุ้นดังกล่าว ก็จะเข้ากระเป๋าของบริษัทไป เป็น "ทุน" ของบริษัทต่อไป
ซึ่งการออกขายหุ้นดังกล่าวนี้ เราจะเรียกว่าเป็น "ตลาดแรก" ในขณะที่ เมื่อหุ้นของบริษัทดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว และมีการซื้อขายเปลี่ยนมือระหว่างกัน เราจะเรียกว่าเป็น "ตลาดรอง" ครับ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า หุ้นทุกๆตัวในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะต้องผ่านการซื้อ-ขายมาแล้ว ทั้ง 2 ตลาดครับ
เอาหล่ะครับ ว่าทฤษฎีมาซะยาว มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ... ที่ผมยกเรื่องของ IPO มาพูดถึงกันในวันนี้เนี่ย เนื่องจากในวันที่ 21 - 22 เม.ย. 2551 นี้ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เค้าจะทำการ IPO หุ้นสามัญของเค้ากัน ก่อนที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 6 พ.ค. ต่อไป โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้นดังกล่าวได้ที่ ธ.กรุงเทพ และ ธ.กรุงไทย ที่ราคาเสนอขาย 9 - 13 บาทต่อหุ้นครับ (ที่ราคายังเป็นช่วงอยู่ เนื่องจากหลังจากที่เราจองซื้อไปแล้ว เค้าถึงจะเคาะราคาสุดท้ายออกมาอีกครั้งหนึ่ง) ซึ่งรายละเอียดการจองสามารถดูได้คร่าวๆที่ > ข่าว ได้นะครับ เห็นมีเบอร์โทรของทั้ง 2 แบงค์ให้โทรไปถามได้ ส่วนหนังสือชี้ชวนของบริษัท ก็ดูได้ที่ > Link ครับ (การลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าเพื่อนๆจะลงทุนก็ศึกษาให้ดีๆนะครับ จะเป็นหุ้นส่วนของเค้าทั้งที ต้องรู้เรื่องของบริษัทเค้าให้มากๆครับ)
การจองซื้อหุ้นสามัญในช่วง IPO (ผมขอเรียกสั้นๆว่า ซื้อหุ้น IPO แล้วกันนะครับ -_-') จะมีการให้เราระบุในแบบฟอร์มการจองซื้อครับว่า เราจะทำอย่างไรกับหุ้นที่เราได้รับมา (กรณีที่ได้รับการจัดสรรนะครับ เนื่องจากบางครั้ง คนจองซื้อกันเยอะมากๆ อาจจะต้องมีการจับฉลากกัน ทำให้บางคนไม่ได้ ซึ่งก็จะมีการคืนเงินให้ต่อไป) ซึ่งเพื่อนๆหลายคนดูแล้วอาจจะงงว่า วิธีที่เค้าให้เราเลือกแต่ละวิธีเนี่ย มันต่างกันอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ผมก็เลยขอเอามาเล่าให้ฟังกันนะครับ
ในแบบฟอร์มจะมีการให้ระบุอยู่ 3 วิธีครับ
- ขอรับหุ้นที่ได้รับการจัดสรร ออกมาเป็นใบหุ้น >> วิธีนี้ทางบริษัทที่ทำการออกหุ้น IPO ดังกล่าว จะทำการออกใบหุ้นมาให้กับเราครับ (โดยจะมีการระบุชื่อเจ้าของ, จำนวนหุ้น ไว้บนใบหุ้น) และเราก็จะต้องทำการเก็บใบหุ้นนั้นๆไว้ เพื่อเป็นหลักฐานการเป็นเจ้าของหุ้นดังกล่าว ซึ่งเราก็จะมีสิทธิเป็นเจ้าของหุ้นดังกล่าวตามปกติ ได้รับเงินปันผล, ได้เข้าไปออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ฯลฯ ข้อเสีย
- ให้นำหุ้นที่ได้รับการจัดสรร เข้าไปฝากไว้ในบัญชีของ TSD ซึ่งจะรับฝากไว้ให้ โดยเราจะยังรับได้สิทธิของการเป็นเจ้าของหุ้นตามปกติทุกประการ ข้อเสีย
- ให้นำหุ้นที่ได้รับการจัดสรร โอนไปยังบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเราที่เปิดไว้กับ Broker เลย ซึ่งจะทำให้เราสามารถขายหุ้นดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์ได้ทันที ที่หุ้นดังกล่าวได้โอนเข้ามา (เป็นวิธีเดียว ที่จะสามารถทำให้เราสามารถขายหุ้นได้ ตั้งแต่วันแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ >> เหมาะกับนักเก็งกำไรหุ้น IPO ครับ :P)
1. เราจะต้องทำการเก็บรักษาใบหุ้นดังกล่าวไว้ให้ดี อย่าทำหาย เพราะถ้าทำหาย เราจะต้องไปขอออกใบหุ้นใหม่จากบริษัทดังกล่าว (โดยทำผ่านทางบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD >> www.tsd.co.th)
2. เราจะไม่สามารถนำหุ้นดังกล่าวไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยถ้าต้องการจะขาย ก็ต้องทำใบหุ้นดังกล่าวเข้าไปเก็บในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเราที่เปิดไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ (Broker) แล้วจึงจะสามารถขายได้
1. เราจะไม่สามารถนำหุ้นดังกล่าวไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยถ้าต้องการจะขาย ก็ต้องทำเรื่องโอนหุ้นดังกล่าวจากบัญชีของ TSD ไปยัง บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเราที่เปิดไว้กับ Broker แล้วจึงจะสามารถขายได้
โชคดีในการลงทุนครับ
X
วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551
25 | พันธบัตร, หุ้นกู้, พันธบัตร, หุ้นกู้ ...
ช่วงนี้มีพันธบัตร, หุ้นกู้ออกมาให้เลือกลงทุน หลากหลายไปหมดเลยครับ ก็เลยเอามาบอกกล่าวให้เพื่อนๆทราบกัน เผื่อว่าใครสนใจจะเลือกลงทุนนะครับ ว่าแล้วก็มาลิสต์ออกมาเลยดีกว่าครับว่ามีของหน่วยงานอะไรกันบ้าง (เท่าที่ผมรู้นะครับ แหะๆ -_-')
- พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ กระทรวงการคลัง อายุ 2 ปี ดอกเบี้ย 3.60% จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ขายวันที่ 2 เม.ย. - 11 เม.ย. 2551 ที่ ธ.กรุงเทพ และ ธ.กรุงศรีอยุธยา โดย 3 วันแรกจะให้เฉพาะผู้สูงอายุ ที่อายุเกิน 55 ปี ซื้อก่อน ดูรายละเอียดได้ที่ > Link (อันนี้ผมอาจจะมาบอกช้าไปหน่อยครับ เพราะไปเจอข่าวที่เว็บกระทรวงการคลัง เห็นบอกว่าหมดอย่างรวดเร็ว แต่ผมอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่า ที่หมดนี่คือส่วนของผู้สูงอายุหรือเปล่า ยังไงถ้าใครสนใจลองไปสอบถามทางธนาคารดูนะครับ)
- ตราสารภาครัฐของประเทศเกาหลีใต้ อันนี้จะมีให้ลงทุนผ่านทางกองทุนรวมต่างๆนะครับ ซึ่งช่วงนี้ผมเห็นออกมากันเต็มไปหมดเลย อย่างของ AYF ล่าสุดก็ออกกองทุนเปิดอยุธยาตราสารหนี้พลัส 12M3 และ กองทุนเปิดอยุธยาตราสารหนี้พลัส 18M1 ลงทุน 12 เดือน และ 18 เดือน ได้ผลตอบแทน 3.75 - 4.00% และ ุ3.90 – 4.15% ตามลำดับ โดยจะจ่ายดอกเบี้ย (ในรูปของการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ*) ออกมาทุกๆ 3 เดือนครับ / ของ TMBAM ก็มี กองทุนเปิดทหารไทย พันธบัตรเกาหลีใต้ รุ่นที่ 10 และ 11 ลงทุน 12 เดือน และ 24 เดือน ผลตอบแทน 4.0% และ 4.3% ได้ผลตอบแทนทุกๆ 3 เดือนเหมือนกัน / นอกจากนี้ยังมีของ บลจ. อื่นๆ อีกมากมายเลยครับ (สำหรับใครที่กังวลว่าจะเสี่ยงมากกว่าลงทุนในพันธบัตรไทยหรือเปล่า ผมมีข้อมูลมาบอกครับ ว่า พันธบัตรของรัฐบาลเกาหลีใต้เนี่ย ได้รับการจัดอันดับเครดิต ดีกว่า พันธบัตรของรัฐบาลไทยอีกนะครับ (ได้ Rating AA เทียบกับของไทย ที่ได้แค่ A) ดังนั้นเรื่องของความเสี่ยงไม่น่าจะเป็นปัญหาครับ
- หุ้นกู้ของบริษัทเอไอเอส อายุ 5 ปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ดูรายละเอียดได้ที่ > Link (เค้าไม่ได้บอกอัตราดอกเบี้ยไว้ บอกแค่ว่าถ้าสนใจให้โทรไปถาม ยังไงใครโทรไปถามมาแล้ว ฝากบอกผมมั่งนะครับ ;) )
X
ิิ* ที่กองทุนไม่ทำการจ่ายผลตอบแทนออกมาในรูปดอกเบี้ย เนื่องจาก ถ้าจ่ายออกมาในรูปดอกเบี้ยแล้ว ผู้ลงทุนจะต้องเสียภาษีครับ ในขณะเป็นในรูปของการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนไปจากผู้ลงทุนแล้ว ผู้ลงทุนจะไม่ต้องเสียภาษี ทำให้ได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น
วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551
24 | ประกันชีวิต การออมหรือการลงทุน ?
หลังจากเขียนเกี่ยวกับ Series ภาษีมาซะนาน คราวนี้ขอไปเขียนเรื่องอื่นบ้างนะครับ :)
มีหลายคนถามผมว่า ผมได้มีการซื้อประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ ที่มีอายุกรมธรรม์ยาวๆมั่งหรือเปล่า เพราะเค้ามองกันว่า การซื้อประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ น่าจะเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งสำหรับผมที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนอยู่แล้ว ไม่น่าที่จะพลาดในการลงทุน
คำตอบของผมก็คือ "ผมไม่ได้มีการซื้อประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ไว้เลยครับ" ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผมมองว่าการซื้อประกันชีวิตในลักษณะนี้ ถ้าไม่มองถึงเรื่องของการประกันชีวิตแล้ว ก็คือการบังคับให้เราออมเงินมากกว่า ที่จะเป็นการลงทุนครับ เนื่องจาก ผลตอบแทนของประกันชีวิตประเภทนี้ ผมเคยลองคิดดูแล้ว พบว่าได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะต่ำ เมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ ซึ่งก็ค่อนข้างที่จะ make sense เพราะทางบริษัทประกันก็จะต้องนำเงินที่เราจ่าย ส่วนหนึ่งกันไปเป็นค่าใช้จ่ายในการประกันชีวิตของเรา ส่วนที่เหลือก็จะนำไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินมาคืนเรา ทำให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำไปด้วย
บางคนอาจจะบอกว่า นอกจากผลตอบแทนของตัวกองทุนเองแล้ว ยังมีผลตอบแทนจากเงินที่ได้ลดหย่อนภาษีอีกด้วย ซึ่งเมื่อผมลองรวมผลตอบแทนในส่วนนี้เข้าไปแล้ว ผลตอบแทนโดยรวมก็ยังค่อนข้างต่ำอยู่ดี (ผมใช้ฐานภาษีที่ 10% นะครับ ถ้าใครฐานภาษีสูงกว่านี้ ลองคำนวณดูนะครับ อาจจะคุ้มก็ได้ ;) )
อาจจะมีคนแย้งว่าประกันชีวิตต่างๆ เค้ามีการโฆษณาว่าผลตอบแทน 200% เชียวนะ มีการลงทุนไหน ทำได้ขนาดนี้บ้าง ผมอยากจะบอกว่าผลตอบแทนที่เค้าโฆษณา ไม่ได้มีการนำทฤษฎี มูลค่าของเงินตามเวลา หรือ Time value of money* มาคิดด้วยครับ (คือเอาเงินที่ได้รับกลับคืนมารวมกันแล้วคิดผลตอบแทนเลย โดยไม่สนใจ เวลาที่ได้รับเงินนั้นๆกลับคืนมา) ดังนั้นที่เค้าบอกว่าลงทุนแล้ว ได้ผลตอบแทน 200% หลังจากผ่านไป 10 ปีเนี่ย เงินที่เราได้รับกลับมาในอีก 10 ปีข้างหน้า มันก็จะมีค่าน้อยลงไปแล้ว เช่น จากปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวชามละ 30 บาท อีก 10 ปีข้างหน้า อาจจะชามละ 60 บาทแล้ว ซึ่งแม้ว่าเราจะได้เงินกลับมา 200% หรือ 2 เท่า แต่เราก็จะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เท่าเดิมอยู่ดี ดังนั้นผลตอบแทน 200% ดังกล่าวเมื่อคิดกลับมาเป็นมูลค่าในปัจจุบัน ก็จะน้อยกว่า 200% ดังกล่าวแน่นอนครับ (ซึ่งที่ผมบอกในตอนแรกว่าผมได้ลองคิดออกมาแล้ว พบว่าผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ ก็ได้นำเรื่องของ Time value of money มาคิดแล้วด้วยครับ)
* ทฤษฎี Time value of money บอกไว้ว่า ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน เงินในปัจจุบัน จะมีค่ามากกว่าเงินในอนาคต เช่น เงิน 100 บาทในวันนี้ จะมีค่ามากกว่า เงิน 100 บาทในอนาคต เพราะ ถ้าเราได้รับเงินมาในวันนี้ เราสามารถนำเงินนี้ไปลงทุนให้มันงอกเงยได้ เช่น เอาไปฝากธนาคาร พอในอนาคต เราก็จะมีเงินมากกว่า 100 บาทแล้ว
เอาหล่ะ อ่านความคิดเห็นของผมไปแล้ว ลองไปดูความคิดเห็นของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร กันดูนะครับ (ผมได้ฟังจาก TV มา พอดีเปิดไปเจอครับ :P) ซึ่งท่านก็เห็นคล้ายๆผมครับว่า การซื้อประกันชีวิตไม่ใช่การลงทุนที่ดีนัก เพราะเงินที่เราจ่ายเบี้ยประกันไป จากทั้งหมด 100% - 54% จะได้เป็นเงินออมของเรา อีก 46% จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ทางบริษัทประกันเรียกเก็บไป ทำให้เงินออมของเราทำงานได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ทั้งนี้ท่านก็เห็นว่า ยังมีคนที่ควรจะซื้อประกันชีวิต อยู่ 2 ประเภทครับ คือ
1. หัวหน้าครอบครัว หรือ คนที่เป็นหลักในการหารายได้ของครอบครัว (เพื่อวัตถุประสงค์ในการประกันชีวิตเป็นหลัก) โดยท่านแนะนำว่า ทุนประกันของกรมธรรม์ควรจะเป็นซัก 5 ปี ของรายจ่ายของครอบครัว
2. คนที่มือเติบ เก็บเงินไม่ได้ (เพื่อวัตถุประสงค์ในการออมเงิน คือ ให้บริษัทประกันช่วยเก็บเงินไปให้)
โดยสรุป ผมคิดว่า การซื้อประกันชีวิต ควรจะเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ในการประกันชีวิตเป็นหลักนะครับ หรือบางคนอาจจะใช้ในการบังคับตัวเองให้ออม อันนี้ก็ไม่ผิด แต่ถ้าจะมองว่าเป็นการลงทุน ผมว่าลองมองทางเลือกอื่นๆไว้จะดีกว่าครับ :)
X
ปล. ผมไม่ได้ Anti การซื้อประกันชีวิตนะครับ เดี๋ยวตัวแทนขายประกันจะเข้ามาด่าผมกัน -_-'
ปล.2 สำหรับคนที่ยังไม่ทราบนะครับ สำหรับปี 2551 นี้ กฎหมายกำลังจะออกให้สามารถลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันเพิ่มจาก 50,000 บาท เป็น 100,000 บาทแหน่ะครับ ยินดีกับผู้มีประกันชีวิตทุกคนด้วยนะครับ :)
วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551
23 | ภาษีกับการลงทุน (5) : การเครดิตภาษีเงินปันผล ตอนที่ 2
X
*********************************************************************************
สวัสดีครับ
คราวนี้เรามาต่อในภาคปฏิบัติของการเครดิตภาษีเงินปันผล กันเลยนะครับ ว่าต้องทำยังไง เราถึงจะได้เงินภาษีที่เราเสียไปเกินคืน
สิ่งควรรู้ก่อนทำการเครดิตภาษีเงินปันผล
1. ในการเครดิตภาษีเงินปันผล เราจะต้องนำเงินปันผลจากหุ้นในปีนั้นๆ ทุกๆรายการมาคิด ห้ามเลือกเฉพาะบางรายการ เช่น ถ้าเรามีหุ้นอยู่ 2 ตัว A กับ B แล้วหุ้น A ปันผล 1 ครั้งในปีนี้ ส่วนหุ้น B ปันผล 2 ครั้ง เราก็ต้องนำรายการเงินปันผล ทั้ง 3 รายการนั้นมาคิดทั้งหมด (จำง่ายๆว่า "ถ้าจะยื่นก็ต้องยื่นทั้งหมด")
2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เงินคืนจากการเครดิตภาษีเงินปันผล บางคนทำการเครดิตภาษีเงินปันผลแล้ว อาจจะต้องเสียภาษีเพิ่มได้ เพราะจะมีเงินปันผลบางรายการที่ปันออกมาจาก กำไรประเภทที่ รัฐไม่อนุญาตให้ทำการเครดิตภาษีเงินปันผล (คือ รัฐไม่ให้เราเรียกคืนภาษีส่วนที่บริษัทที่ปันผลเสียไป ก่อนที่จะปันผลออกมาให้เรา)
ซึ่งถ้าเรานำรายการประเภทนี้ ไปทำการเครดิตภาษี จะทำให้จากเดิมที่เราเสียภาษี ณ ที่จ่ายอยู่แค่ 10% กลายเป็นว่า เราจะเสียภาษีตามฐานภาษีของรายได้ส่วนนั้นๆ ซึ่งถ้าคนมีรายได้เยอะๆอยู่แล้ว กลายเ็ป็นว่าจะเสียภาษีเพิ่มเป็น 20% หรือมากกว่านั้น ทำให้ต้องไปเสียภาษีเพิ่มในส่วนที่ยังจ่ายไม่ครบนั่นเอง
ดังนั้น จะต้องคำนวณให้ดีๆ ก่อนการยื่นเครดิตภาษีเงินปันผล ว่า รายการเ้งินปันผลที่เครดิตภาษีได้ กับ เครดิตภาษีไม่ได้ อันไหนที่มากกว่ากัน และคิดสะระตะออกมาแล้ว เราได้เงินปันผลคืนหรือไม่ (ทั้งนี้ เพราะจากกฎข้อ 1 ที่ว่า ถ้ายื่นต้องยื่นทั้งหมด เราจะเลือกยื่นเฉพาะรายการที่เครดิตภาษีเงินปันผลได้เท่านั้น ไม่ได้)
ขั้นตอนการเครดิตภาษีเงินปันผล
1. ทำการรวบรวมเอกสาร หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเราได้รับจากทางศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เวลาที่เราได้รับเงินปันผล ของทั้งปี มาไว้ในที่เดียวกัน (สำหรับใครที่ทำหาย ก็ติดต่อได้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ อาคารตลาดหลักทรัพย์ ตรงคลองเตยนะครับ) ตัวอย่างของเอกสารนี้ ก็ตามรูปเลยครับ (ผมจะใส่ไว้ทั้งหมด 2 ใบนะครับ เพื่อจะใช้อธิบายในหัวข้อถัดๆไป)
![]() | ![]() |
2. นำข้อมูลในเอกสารที่เรารวบรวมมา มาจัดแยกออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้
- ประเภทที่ 1 จำนวนเงินปันผลจ่าย ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลได้รับเครดิตภาษี (บริเวณ A ในรูป) รวมถึงภาษีที่หักและนำส่งไว้ (บริเวณ B ในรูป) ทั้งนี้ ให้รวมไว้ แยกตามแต่ละอัตราภาษีที่กิจการเสีย เช่น 30%, 25%, 20%, 15% ฯลฯ
- ประเภทที่ 2 จำนวนเงินปันผลจ่าย ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลไม่ได้รับเครดิตภาษี และ รายการอื่นๆ (บริเวณ C ในรูป) รวมถึงภาษีที่หักและนำส่งไว้ (บริเวณ D ในรูป)
- ประเภทที่ 3 จำนวนเงินปันผลจ่าย ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลไม่ได้รับเครดิตภาษี และ กิจการจ่ายปันผล จากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (BOI) (บริเวณ E ในรูป) ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายๆว่า เป็นรายการที่ ภาษีที่หักและนำส่งไว้ จะเป็น 0.00 เสมอ
จากเอกสารที่ผมได้ Scan มาให้ดู ถ้าสมมติว่า ทั้งปี ผมได้รับเงินปันผลมาทั้งหมดเพียงเท่านี้ ผมก็จะแยกเงินปันผล และ ภาษีที่หักและนำส่งไว้ แต่ละประเภทออกได้ดังนี้
ประเภท | รายการ | เงินปันผลจ่าย | ภาษีที่หักและนำส่งไว้ |
ประเภทที่ 1 | ได้รับเครดิตภาษี (30%) | 400.00 | 40.00 |
ได้รับเครดิตภาษี (25%) | 1,875.00 | 187.50 | |
ได้รับเครดิตภาษี (15%) | 50.00 | 5.00 | |
ประเภทที่ 2 | ไม่ได้รับเครดิตภาษี และ รายการอื่นๆ | 300.00 | 30.00 |
ประเภทที่ 3 | ไม่ได้รับเครดิตภาษี (BOI) | 3,375.00 | 0.00 |
3. นำรายการเหล่านี้ไปกรอกในแบบ ภงด. 90 โดยให้ไปที่หมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ข้อ 4 โดยให้นำข้อมูลที่เรารวบรวมมาได้จากข้อที่แล้ว กรอกลงในช่องต่างๆ ดังนี้
- ประเภทที่ 1 ให้แยกกรอกตาม % ภาษีที่กิจการเสีย เช่น ถ้า 30% ก็ไปใส่ในบรรทัดที่เขียนว่า "เงินปันผลฯจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไทยที่ต้องเสียภาษีเงินได้ อัตราร้อยละ 30 (เฉพาะที่ไม่เลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10.0)" โดยเงินปันผลจ่ายที่เราคิดไว้ ใส่ใน Column "เงินได้พึงประเมิน" และ ภาษีที่หักและนำส่งไว้ ใส่ใน Column "ภาษีหัก ณ ที่จ่าย" ทั้งนี้สำหรับ % ที่ไม่ใช่ 30 และ 10 จะมีบรรทัดที่มีช่องให้กรอกระบุ % เราก็ระบุเข้าไป ส่วนที่เหลือก็กรอกเหมือนที่เล่าไปแล้ว
- ประเภทที่ 2 ให้กรอกลงในบรรทัดที่เขียนว่า "เงินปันผลฯจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไทยที่ไม่ได้รับเครดิต เงินปันผล"
- ประเภทที่ 3 ไม่ต้องทำการกรอกลงใน ภงด.90
ผมลองกรอกลงในภงด.90 ดู จะได้ดังรูปครับ
4. สำหรับการยื่นแบบภาษีเงินได้ ประจำปี 2550 นี้ตอนที่เรากดสรุปภาษีที่ชำระ จะมีการให้ระบุด้วยว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของผู้จ่ายเงินได้ของเราคืออะไร โดยสำหรับมาตรา 40(4) ข้อ 4 จะให้เราระบุเป็นแต่ละ % การเสียภาษีของกิจการ ที่เราทำการเครดิตภาษี ก็ให้เราเลือกมาซัก 1 บริษัท ของแต่ละ % กรอกลงไป (บริษัทไหนก็ได้) โดยสามารถดูเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของบริษัทนั้นๆได้ที่ มุมบนขวาสุดของเอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ลองดูที่ผม scan มาให้ดูก็ได้ครับ)ตัวอย่าง
ถ้าดูจากตัวอย่างของเรา
เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้ (30%) คือ 3101031942
เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้ (25%) คือ 3101134469
5. ตรวจทานความเรียบร้อย และตรวจเช็คดูว่าหลังจากทำการกรอกเครดิตภาษีเงินปันผลแล้ว เราได้ภาษีคืนเท่าไหร่ โดยวิธีเช็คก็คือ ตอนแรกลองไม่กรอกเครดิตภาษีเงินปันผล เปรียบเทียบกับ ตอนที่กรอกแล้ว ดูซิว่าภาษีที่เราต้องเสีย หรือ ได้ืคืน ต่างกันเท่าไหร่ (หรือถ้าตรวจแล้ว พบว่า เสียภาษีเพิ่มซะอีก ก็อย่าเครดิตภาษีเงินปันผลดีกว่าครับ)
เอาหล่ะครับ หวังว่าอ่านดูแล้ว คงจะพอเข้าใจมากขึ้นนะครับ ว่าการเครดิตภาษีเงินปันผล จะต้องทำอย่างไรบ้าง ยังไงถ้าอ่านแล้วงงๆ ถามมาได้เลยนะครับ เต็มใจตอบครับ
X
ปล. ครั้งนี้เป็นการ Update Blog ที่ใช้เวลานานที่สุดตั้งแต่เริ่มเขียน Blog มาเลย ดังนั้นอาจจะมีการเบลอๆเขียนผิดเขียนถูกได้ ตรงไหนเห็นว่าผิด บอกผมได้เลยนะครับ :)
วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551
22 | ภาษีกับการลงทุน (4) : การเครดิตภาษีเงินปันผล ตอนที่ 1
คราวนี้จะมาเล่าเรื่องที่ติดค้างกันไว้นานแล้วให้ฟังนะครับ (หลังจากที่สอบเสร็จซะที :D) นั่นก็คือการเครดิตภาษีเงินปันผล ที่เราได้รับจากการลงทุนในตราสารทุน หรือ หุ้นนั่นเอง โดยผมจะขอแบ่งเป็น 2 ตอนนะครับ ตอนแรกนี่ จะมาคุยกันในภาคทฤษฎีกันก่อนครับ ส่วนตอนที่ 2 จะเป็นภาคปฏิบัติ ลงลึกถึงการกรอกแบบฟอร์ม ภงด.90 เพื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผล
เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร
โดยปกติบริษัทจดทะเบียน (บริษัทที่เราสามารถซื้อหุ้นได้ในตลาดหลักทรัพย์) จะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น โดยปันออกมาจากกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ ซึ่งกำไรส่วนนี้ได้ผ่านการเสียภาษีให้กับทางรัฐบาลไปแล้ว โดยเสียในอัตราที่แตกต่างกันไป แล้วแต่บริษัท เช่น 50%, 30%, 20%, 15%, 10% เป็นต้น
ทีนี้ปัญหามันเกิดตรงที่ว่า เวลาที่ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลมา ทางรัฐบาลจะมีการหักภาษี ณ. ที่จ่ายอีก 10% กลายเป็นว่าผู้ถือหุ้น (ในฐานะเจ้าของกิจการ) เสียภาษีซ้ำ 2 รอบ รอบแรก เสียภาษีจากกำไรที่บริษัทที่ตนเป็นเจ้าของทำได้ รอบที่ 2 โดนหัก ณ ที่จ่าย ตอนที่ได้รับเงินมา
การเครดิตภาษีเงินปันผลจึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นการให้สิทธิผู้ถือหุ้น ในการที่จะเรียกคืนภาษีที่ตนเองเสียเกินไป กลับมา โดยการให้ผู้ถือหุ้นสามารถนำกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ หลังจากหักภาษีแล้ว ในส่วนที่ผู้ถือหุ้นควรจะได้รับ (นั่นก็คือ ตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่) มารวมคิดเป็นรายได้ของผู้ถือหุ้น แล้วก็คิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปตามปกติ ถ้าภาษีที่คิดได้ น้อยกว่าที่เสียไปแล้ว (ทั้ง 2 ต่อรวมกัน) ผู้ถือหุ้นก็สามารถเรียกภาษีส่วนที่ผู้ถือหุ้นเสียเกินไปกลับมาได้
จำเป็นต้องเครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่
ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผล ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการเครดิตภาษีเงินปันผลก็ได้ ซึ่งก็ทำได้ง่ายมากครับ คือ การรับเงินปันผลมาเฉยๆ โดยไม่ต้องดำเนินการใดๆเลย (แต่แน่นอนก่อนที่จะได้เงินปันผลมา เราก็ต้องลงทุนไปซื้อหุ้นบริษัทนั้นๆมาก่อนนะครับ :P)
ตัวอย่าง การคำนวณเงินที่จะได้คืนจากการเครดิตภาษีเงินปันผล
เอาหล่ะ ทีนี้เรามาลองคิดกันดูนะครับ ว่าเราทำการเครดิตภาษีเงินปันผลแล้วเนี่ย เราจะได้เงินคืนซักเท่าไหร่กัน
สมมติว่าเราถือหุ้น ABC อยู่ 100 หุ้น ซึ่งในปี 50 ที่ผ่านมา หุ้น ABC ได้ทำการจ่ายเงินปันผลมาให้กับเรา หุ้นละ 10 บาท โดยปันผลมาจากกำไรสุทธิที่ผ่านการเสียภาษีมาแล้ว (โดยบริษัท ABC เนี่ย เสียภาษีที่อัตรา 30% ของกำไร) ดังนั้นเราก็จะได้เงินปันผลจากหุ้น ABC มาทั้งหมด 100 * 10 = 1,000 บาท แต่เดี๋ยวก่อน ! เนื่องจากทางรัฐจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย 10% ดังนั้นก็จะมีเงินตกมาถึงมือเรา 1,000 - (1,000 * 0.1) = 900 บาท
ภาษีกรณีไม่ทำการเครดิตภาษีเงินปันผล
จะเห็นได้ว่า เรามีการเสียภาษีไป 2 ต่อ
- ต่อแรก เสียไปจากการที่บริษัทโดนเก็บภาษีจากกำไร เสียภาษีไป = (30% * 1,000) / 70% = 428.57 บาท (คิดง่ายๆ ก็คือ เอา 3/7 * 1,000)
- ต่อที่ 2 เสีย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตอนที่ได้รับเงินปันผล = 10% * 1,000 = 100 บาท
ภาษีรวม = 428.57 + 100 = 528.57 บาท
ภาษีกรณีที่ทำการเครดิตภาษีเงินปันผล
เราจะต้องทำการคำนวณ 2 ขั้นตอน ดังนี้
- ขั้นที่ 1 : ทำการคำนวณกำไรของบริษัทก่อนหักภาษี = (100% * 1,000) / 70% = 1,428.57 บาท
- ขั้นที่ 2 : นำเงินที่คำนวณได้จากขั้นที่ 1 รวมเป็นรายได้ของเรา ในการคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แล้วคิดภาษีออกมา ตามฐานภาษีของช่วงรายได้ ที่รายได้ส่วนนี้ไปตกอยู่ (ในที่นี้สมมติว่าเป็น 10%) = 1,428.57 * 10% = 142.86 บาท
ภาษีรวม = 142.86 บาท
จะเห็นได้ว่า เรามีการเสียภาษีเกินไปถึง = 528.57 - 142.86 = 385.71 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้ เราจะสามารถขอคืนได้ ผ่านทางการเครดิตภาษีเงินปันผลนั่นเองครับ (จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เงินน้อยๆเลยนะครับ จากเดิมได้รับเงินปันผลตกมาถึงมือแค่ 900 บาท ถ้าทำการเครดิตภาษีเงินปันผล จะได้เงินปันผลเพิ่มมาอีกตั้ง 385.71 บาทแหน่ะครับ)
เงินปันผลที่ได้รับมาจากหุ้นทุกๆตัว สามารถทำการเครดิตภาษีเงินปันผลได้ทั้งหมดเลยหรือไม่
คำตอบก็คือ "ไม่ได้" ครับ เนื่องจากจะมีเงินปันผลบางจำพวก ที่ปันออกมาจากกำไรประเภทที่ รัฐไม่อนุญาตให้ทำการเครดิตภาษีเงินปันผลได้
ซึ่งโดยปกติแล้ว ในเอกสารที่ส่งมาแจ้งเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น จะมีการจำแนกไว้แล้วว่า เงินปันผลส่วนใดที่มาจากกำไรที่เครดิตภาษีเงินปันผลได้ และ ส่วนใดที่เครดิตไม่ได้ โดยสำหรับส่วนที่เครดิตได้ ก็จะมีการแจ้งไว้ด้วยว่า ปันมาจากกำไรส่วนที่บริษัทเสียภาษีกี่ % เพื่อช่วยให้เราสามารถนำไปคำนวณเครดิตภาษีได้ต่อไป
เอาหล่ะครับ สำหรับตอนที่ 1 ก็คงจะจบแต่เพียงเท่านี้ สำหรับใครที่อ่านแล้ว อาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ เดี๋ยวคราวหน้าลองมาดูภาคปฏิบัติกันนะครับ (เดี๋ยวผมจะ Scan เอกสารเงินปันผลมาให้ดูด้วยครับ จะได้เห็นภาพชัดขึ้น)
X
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551
21 | หุ้นกู้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1/2551
แว่บหายไม่ได้มา update เป็นอาทิตย์ๆเลย -_-' ว่าจะมาเขียนเรื่องการเครดิตภาษีเงินปันผลของหุ้น ก็ยังไม่มีเวลาเลยครับ คราวนี้ขอมา update ข่าวสั้นๆเหมือนเดิมก่อนแล้วกันนะครับ
ช่วงนี้หลายๆคน อาจจะเห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของธนาคารกรุงศรีฯ ที่เค้าจะมีการออกหุ้นกู้ อายุ 2 ปี, 3 ปี และ 4 ปีออกมา โดยในโฆษณา ไม่ได้มีการระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ด้วย ผมก็เลยไปหาข้อมูลมาบอกเพื่อนๆกันครับ เผื่อว่าใครสนใจอยากจะลงทุนในตราสารหนี้ ที่มีอายุไม่ยาวเกินไปครับ (คราวที่แล้ว พันธบัตรออมทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย นั่น 4 ปี กับ 7 ปี เลยทีเดียว)
โดยอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ทั้ง 3 ชุดนี้ คือ 3.85%, 4.00% และ 4.25% ตามลำดับครับ เปิดให้จองซื้อที่ธนาคารได้ตั้งแต่วันที่ 6 - 17 มีนาคม 2551 นี้ สามารถดูรายละเอียดในเว็บของธนาคาร ที่ Link
ยังไงเพื่อนๆลองพิจารณาดูนะครับ (อย่าลืมคิดเรื่องภาษีที่จะต้องเสีย 15% ของดอกเบี้ยด้วยนะครับ แต่ถ้าใครที่เสียภาษีต่ำกว่า 15% ก็ขอคืนได้ ตามวิธีที่บอกไว้ในคราวที่แล้วนะครับ)
X
ปล. มีข้อสังเกตนิดนึงว่า หุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรี รุ่นอายุ 4 ปี จะมีดอกเบี้ย ซึ่งมากกว่า ของพันธบัตรออมทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นอายุ 4 ปี ทั้งนี้ก็เนื่องมาจาก ความเสี่ยงที่มากกว่าของหุ้นกู้นั่นเองครับ
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
20 | พันธบัตรออมทรัพย์ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ครั้งที่ 1
ครั้งนี้แวะมาแจ้งข่าวสั้นๆนะครับ พอดีตะกี้ดูทีวีแล้วเห็นข่าวพอดี
ข่าวมันก็มีอยู่ว่า ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย เค้าจะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์มาให้พวกเราจองซื้อกัน โดยจะมี 2 อายุให้เลือก คือ 4 ปี และ 7 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ย 3.75 ต่อปี และ 4.50 ต่อปีตามลำดับ เปิดจองซื้อวันที่ 18 - 26 ก.พ. 2551 นี้ ที่ธนาคารใหญ่ๆเกือบทุกเจ้า และให้ซื้อขั้นต่ำ 50,000 บาทต่อราย
ประกาศธปท. (มีรายละเอียดคร่าวๆ) > Link
หนังสือชี้ชวน (มีรายละเอียดเยอะกว่าประกาศ ธปท.) > Link
บทความเชิญชวนของทาง ธปท. > โอกาสครั้งใหม่ในการออมระยะยาว
สำหรับเพื่อนๆที่สนใจก็ต้องรีบเตรียมตัวแล้วนะครับ เพราะจะเปิดจองวันจันทร์นี้แล้ว แต่สำหรับผมคงขอบายหล่ะครับ เพราะอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างน้อยทีเดียว (เฉียดฉิวกับอัตราเงินเฟ้อเหลือเกิน > เงินเฟ้อล่าสุด 4.3% จากข่าว) คงเหมาะกับผู้ที่ต้องการจะป้องกันเงิน ไม่ให้มีค่าด้อยลงไปตามเงินเฟ้อเป็นหลักครับ
X
วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
19 | ภาษีกับการลงทุน (3) : การเรียกคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
ห่างหายไม่ได้ update ไปซะนาน ไม่รู้จะยังมีคนอ่านกันอยู่หรือเปล่า -_-'
ตามที่คราวที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะมาพูดถึง "ภาคปฏิบัติของการเรียกคืนภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไปของดอกเบี้ยเงินฝากประจำไป" ครั้งนี้เราก็จะมาพูดถึงเรื่องนี้กันครับ โดยผมขอสรุปเป็นขั้นตอนออกมาเป็นข้อๆนะครับ
ทำไมต้องขอคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (ย้อนความนิดนึงนะครับ :D)
จากครั้งที่แล้ว ที่ผมได้บอกไว้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำเนี่ย จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% ทันที ตอนที่เราได้รับดอกเบี้ย (จะทุก 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ก็แล้วแต่ว่าฝากประจำแบบไหน) อย่างเช่น ถ้าผมฝากประจำ 3 เดือนไว้ พอครบ 3 เดือน ถ้าดอกเบี้ยที่ได้คือ 100 บาท ก็จะได้รับจริงแค่ 85 บาท โดนหักภาษีไว้ 15 บาท เป็นต้น
แต่จากที่เราเคยบอกไปแล้วว่า คนที่มีรายได้ต่างกัน ก็จะเสียภาษีจากฐานภาษีที่ต่างกันไปด้วย (ตาม Link) ดังนั้นสำหรับบางคน ซึ่งมีรายได้ไม่สูงนัก มีฐานภาษีที่ต้องเสีย เป็น 0% หรือ 10% แต่กลับต้องมาเสียภาษีถึง 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ ก็จะดูไม่ยุติธรรมกับคนเหล่านี้เกินไป ทางรัฐเลยเปิดช่องให้คนเหล่าน ี้สามารถเรียกคืนภาษีส่วนที่เสียเกินไปกลับได้ อย่างเช่น จากตัวอย่างเดิมที่ผมเสียภาษีไป 15 บาท ทั้งๆที่ผมมีรายได้ตกในฐานภาษีที่ 10% ซึ่งควรจะเสียภาษีแค่ 10 บาท ผมก็จะสามารถเรียกคืนภาษีที่เสียไปเกิน จำนวน 5 บาท กลับมาได้
ขั้นตอนการขอคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

1. หลังจากที่ผ่านช่วงปีใหม่มาแล้ว ให้เรานำสมุดบัญชีเงินฝากประจำ + บัตรประชาชนของเรา ไปติดต่อกับ ธนาคารเจ้าของบัญชี เพื่อขอเอกสารที่เรียกว่า "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" (ดูตัวอย่างได้ตามรูปนะครับ) ซึ่งโดยปกติ ธนาคารจะออกให้ได้เลย โดย Print ออกมาจากคอมพิวเตอร์ ยกเว้นบางธนาคาร เช่น กสิกรไทย ที่ยังต้องยื่นคำขอไปยังสำนักงานใหญ่ และนัดมารับวันหลัง :( หมายเหตุ กรณีที่มีบัญชีฝากประจำหลายๆธนาคาร ให้ทำการขอให้ครบนะครับ (สำหรับเหตุผล เดี๋ยวผมจะบอกในข้อถัดๆไปครับ)
2. ในตอนที่เราจะทำการยื่นภาษี ให้เราทำการยื่นภาษีโดยใช้แบบ ภงด. 90 แทนที่จะเป็น ภงด.91 ที่เราใช้งานตามปกติ โดยแบบ ภงด. 90 นี้ จะเป็นแบบที่ใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้ทางอื่น นอกเหนือจากเงินเดือนตามปกติ (สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ) ซึ่งในที่นี้ รายได้ทางอื่นของเราก็คือ ดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝากประจำนั่นเอง
โดยในการกรอก ภงด. 90 ก็ให้ทำการกรอกช่องต่างๆที่เหมือนกับ ภงด. 91 ไปตามปกติ (จะอยู่ในหมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)(2) และ หัวข้อ รายการลดหย่อนและยกเว้นหลังจากหักค่าใช้จ่าย) แต่ให้ทำการกรอกเพิ่มในหมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ข้อ 1 ดอกเบี้ย โดยกรอกเงินได้พึงประเมิน และ ภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไป ตามเอกสารที่เราได้ไปขอจากธนาคารมาในข้อ 1. (กรณีมีหลายธนาคาร ให้เอายอดมารวมกัน) ดังรูป
ทั้งนี้ สำหรับการยื่นแบบภาษีเงินได้ ประจำปี 2550 นี้ตอนที่เรากดสรุปภาษีที่ชำระ จะมีการให้ระบุด้วยว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของธนาคารที่หักภาษีเราไป (ในแบบจะเขียนว่า ผู้จ่ายเงินได้) คืออะไร อันนี้ก็ดูได้จากหนังสือรับรองการหักภาษีที่ขอไว้ในข้อ 1. เช่นเดียวกันครับ (กรณีที่มีหลายธนาคาร ให้เลือกมา 1 ธนาคารเท่านั้นครับ โดยจะเลือกธนาคารใดก็ได้) เน้นนิดนึงนะครับว่าต้องกรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของธนาคารนะครับ ไม่ใช่ของเรา อย่างในรูปข้อ 1. ก็คือ 3101069198 ครับหลังจากที่เรากรอกหมดแล้ว จะสังเกตุได้ว่า ในหน้าจอสรุปการคำนวณภาษี เราจะมีเงินที่ได้รับคืนจากการขอคืนภาษีที่เราจ่ายเกินไปอยู่ หรือ สำหรับใครที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ก็จะเห็นได้ว่า ภาษีที่เราต้องจ่าย มันลดลงไป เท่ากับเงินที่เราได้ขอคืนมาครับ
ข้อควรระวังในการขอคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
1. กรณีที่เรามีการได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประจำจากหลายบัญชี หรือ หลายธนาคาร จะต้องทำการขอคืนภาษีทั้งหมด ห้ามขอเฉพาะบางบัญชี
2. ให้เช็คดูให้ดีว่า รายได้ของเราตกอยู่ในช่วงที่จะต้องเสียภาษีในอัตราเท่าไร เพราะถ้ารายได้ของเราตกอยู่ในช่วงที่เสียภาษี 20% การที่เราโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย และเสียแค่ 15% ก็ถือว่าเราได้ประโยชน์อยู่แล้ว การที่เอามารวมคิดภาษีอีก จะกลายเป็นว่า จะต้องเสียภาษีเพิ่มครับ
3. เอกสาร "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" ที่เราขอมาจากทางธนาคาร จะต้องทำการเก็บไว้นะครับ ไม่ใช่ว่าพอยื่นภาษีเสร็จ ก็ทิ้งไปเลย เพราะ จะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานให้กับทางสรรพากร กรณีที่โดนเรียกให้แสดงหลักฐานครับ (ปกติหลักฐานทางภาษีทุกอย่าง ต้องเก็บไว้ 5 ปีนะครับ เพราะสรรพากร มีสิทธิเรียกดูได้ย้อนหลัง 5 ปีครับ)
เอาหล่ะครับ ว่ามาซะยืดยาว ไม่รู้ว่าอ่านแล้วเข้าใจหรือเปล่า ยังไงถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ฝากข้อความไว้ได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะช่วยตอบคำถามให้ครับ และ ผมฝากให้ช่วยๆกันกระจายบทความนี้ ไปให้กับคนอื่นๆด้วยนะครับ เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่เสียภาษีมากเกินความจำเป็นครับ :) (ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ครับ ที่บางคนเป็นคนที่มีรายได้น้อย จนตกอยู่ในฐานภาษีที่ 0% คือไม่ต้องเสียภาษี แต่กลับต้องมาโดนหักภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากไปถึง 15%)
X
ปล. ในการยื่นภาษี ผมแนะนำให้ยื่นผ่านทาง Internet นะครับ สะดวกดี โดยในเว็บของสรรพากร เค้าจะมี Help ให้ เต็มไปหมดเลยครับ :)
วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2551
18 | ภาษีกับการลงทุน (2) : ภาษีที่ต้องเสียในการลงทุนประเภทต่างๆ
หายหน้าไปซะนานเลยครับคราวนี้ -_-' แต่ยังไงก็ยัง update อยู่นะครับ ไม่ปล่อยให้เป็น Blog ร้างแน่ๆ
คราวนี้ผมจะขอเล่าเกี่ยวกับ ภาษีที่เราต้องเสียในการลงทุนประเภทต่างๆนะครับ เพื่อนๆจะได้ทราบกันว่าการลงทุนแต่ละอย่างเนี่ย มันต้องเสียภาษีเป็นอัตราเท่าไหร่บ้าง จะได้เลือกลงทุนกันถูกครับ แต่ก่อนอื่นผมจะขอเล่าความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีในการลงทุนต่างๆก่อน ตามนี้เลยครับ
โดยปกติภาษีที่เราจะต้องเสียในการลงทุนแต่ละประเภท จะมีการเรียกเก็บภาษีทันที ตอนที่เรา้มีการได้รับผลประโยชน์ใดๆจากการลงทุน (ดอกเบี้ย, เงินปันผล ฯลฯ) เรียกว่า การหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่เนื่องจากบุคคลธรรมดาบางคน อาจจะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีในอัตราที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไป เช่น ผู้ลงทุนไม่มีรายได้อื่นใด นอกจากดอกเบี้ยที่ได้จากพันธบัตรจำนวน 10,000 บาท ซึ่งจากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็จะพบว่าคนๆนี้ควรที่จะต้องไม่ต้องเสียภาษีใดๆ (มีเงินได้น้อยกว่า 100,000 บาท) แต่กลับโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย ถึง 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ เป็นต้น
ดังนั้นกฎหมายจึงให้สิทธิผู้ลงทุน ที่จะนำรายได้จากการลงทุนไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีตอนปลายปีได้ ซึ่งจากกรณีตัวอย่าง ผู้ลงทุนจะได้ ภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไป คืนมา (เนื่องจากรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น) แต่ทั้งนี้ถ้าผู้ลงทุนเสียภาษีในเกณฑ์ที่สูงกว่า อัตราที่ได้มีการหัก ณ ที่จ่ายไป ก็สามารถที่จะไม่นำรายได้จากการลงทุนมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีได้
เอาหล่ะครับ งั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า ว่าการลงทุนแต่ละอย่าง มีภาษีที่ต้องเสียเป็นอัตราเท่าไหร่กันบ้าง
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น)
- เงินปันผล ผู้ลงทุนมีสิทธิที่จะเลือกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% หรือนำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีปลายปีและได้รับเครดิตภาษีเงินปันผล*
- กำไรจากส่วนเกินทุน ได้รับยกเว้นภาษี
* สำหรับเรื่องของการเครดิตภาษีเงินปันผล ผมจะขอยกไปพูดในคราวถัดๆไปนะครับ เพราะเรื่องยาวพอสมควรเลยครับ
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้
- ดอกเบี้ย หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี
- ส่วนลดรับ* หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เฉพาะผู้รับที่เป็นผู้ทรงคนแรก และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี
- กำไรจากส่วนเกินทุน หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี ยกเว้น Zero coupon bond** ที่ผู้ทรงคนแรกได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% แล้ว
* ส่วนลดรับ หมายถึง ผลตอบแทนที่เกิดจากการที่ผู้ซื้อตราสารหนี้ ได้รับส่วนลดจากราคาที่ระบุไว้ในตราสาร และเมื่อนำตราสารหนี้มาแลกเงินกลับ จะได้ราคาตามที่ระบุไว้ในตราสาร (โดยปกติตราสารหนี้ที่จะให้ผลตอบแทนในลักษณะนี้ จะเป็นพวกตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น ตั๋วแลกเงิน)
** Zero coupon bond คือ ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่จะมีการขายให้กับนักลงทุนในราคาที่มีส่วนลด จากราคาหน้าตั๋ว
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุนรวม
ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวม เมื่อได้รับเงินปันผลหรือกำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุน จะมีภาระภาษี ในลักษณะเช่นเดียวกันกับภาระภาษีจากการลงทุนในตราสารทุนทุกประการ ยกเว้นแต่ในกรณีที่ผู้ลงทุนเลือกที่จะนำเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวมไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี ผู้ลงทุนจะไม่สามารถเครดิตภาษีเงินปันผลได้
ซึ่งจะสังเกตได้ว่าที่กองทุนรวมต่างๆ ชอบออกมาโฆษณาว่าผลตอบแทนที่ได้จะไม่ต้องเสียภาษี ก็เนื่องมาจากกฎหมายซึ่งยกเว้นไม่เก็บภาษีจาก กำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุนนั่นเองครับ
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเงินฝากธนาคาร
- ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ กรณีที่ได้รับดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี (แต่ถ้าเกิน จะต้องเสียภาษีในอัตรา 15% เหมือนกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ)
- ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี
หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ คราวหน้าผมจะมาพูดถึงภาคปฏิบัติของการเรียกคืนภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไปของดอกเบี้ยเงินฝากประจำไป ใครที่มีเงินฝากประจำอยู่ อย่าลืมติดตามนะครับ :)
X
หมายเหตุ บทความครั้งนี้อ้างอิงจาก บทความ "ภาษีเกี่ยวกับตราสารทุน", "ภาษีเกี่ยวกับตราสารหนี้" และ "ภาษีเกี่ยวกับกองทุนรวม" ในเว็บไซต์ www.thaimutualfund.com
วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2551
17 | ภาษีกับการลงทุน (1) : รู้จักกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ช่วงนี้ก็มาถึงช่วงของการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีกันอีกแล้ว (1 ม.ค. 2551 - 31 มี.ค. 2551) ผมก็เลยจะขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องของภาษีซักหน่อย ว่ามันมาเกี่ยวข้องกับการลงทุนของเราอย่างไร โดยเริ่มตอนแรกนี้ ผมจะขอเริ่มจากการมาแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักกับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซะก่อน ว่ามันคืออะไร มีอัตราการเสียภาษีอย่างไร (สำหรับใครที่รู้อยู่แล้ว อาจจะลองอ่านทบทวนความรู้ดู ก็ได้นะครับ :D)
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ "ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป ที่มีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งปกติจัดเก็บเป็นรายปี โดย รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดง รายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนด ภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป" (ดัดแปลงจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากร > Link)
ทีนี้ไอ้ "รายได้" ที่เค้าพูดถึงเนี่ย จะประกอบด้วยอะไรบ้าง ? สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ไอ้รายได้เนี่ย ก็คือ เงินเดือน, โบนัส ที่เราได้จากการทำงานนี่แหละครับ แต่นอกจากเงินเดือนแล้ว ก็ยังมีรายได้อีกหลายประเภท เช่น จากการลงทุนในตราสารทางการเงินต่างๆ, การรับจ้างทำของ, กำไรจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ อีกด้วย (ในบรรดารายได้อื่นๆเหล่านี้ ผมจะขอเล่าให้ฟัง เฉพาะรายได้ที่ได้จากการลงทุนในตราสารทางการเงินต่างๆ แล้วกันนะครับ เพื่อให้เข้ากับ Concept ของ Blog และ ที่สำคัญ อันอื่นผมไม่มีความรู้ด้วยครับ 0_o" เล่าไป จะปล่อยไก่ซะเปล่าๆ)
สำหรับภาษีที่ทางสรรพากรจะจัดเก็บ จะคำนวณจากรายได้ของเรานั่นเองครับ แต่ครั้นจะคิดจากรายได้ที่เราได้มาทั้งหมดเลย ก็จะดูโหดร้ายเกินไป ทางสรรพากรจึงได้มีการยกเว้นเงินได้บางส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษี และ ยังให้เราสามารถ นำค่าใช้จ่าย และ รายการลดหย่อนต่างๆ มาใช้ในการลดรายได้ที่จะนำไปคำนวณภาษีของเราได้ (ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ ว่ามีรายการอะไรบ้าง ที่เราจะนำมาใช้ลดภาษีของเราได้ แต่ถ้าอยากทราบ สามารถสอบถามเข้ามาได้ครับ)
โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ทางรัฐบาลจะเรียกเก็บจากเรา จะนำยอดเงินได้สุทธิ (หลังจากหักเงินได้ที่ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี, ค่าใช้จ่าย, รายการลดหย่อนต่างๆ) ไปคำนวณภาษี โดยใช้อัตราดังนี้
ที่มา : อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในเว็บไซต์ กรมสรรพากร
เงินได้สุทธิ | ช่วงเงินได้สุทธิ แต่ละขั้น | อัตราภาษี ร้อยละ | ภาษีแต่ละขั้น เงินได้สุทธิ | ภาษีสะสม สูงสุดของขั้น |
1 - 100,000 | 100,000 | - | - | |
100,001 - 500,000 | 400,000 | 10 | 40,000 | 40,000 |
500,001 - 1,000,000 | 500,000 | 20 | 100,000 | 140,000 |
1,000,001 - 4,000,000 | 3,000,000 | 30 | 900,000 | 1,040,000 |
4,000,001 บาทขึ้นไป |
| 37 |
|
|
หมายเหตุ สำหรับเงินได้สุทธิที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2551 เป็นต้นไป จะได้รับยกเว้นภาษีในช่วงเงินได้สุทธิตั้งแต่ 1 - 150,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เป็น 1 - 100,000 บาทครับ (รายละเอียดดูได้ที่ Link เดิมนะครับ)
ถ้าอธิบายจากตารางนี้ ก็คือ การคิดภาษี จะมีการแยกรายได้ที่ตกในแต่ละขั้น ไปคิดภาษีแยกจากกันนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าผมมีรายได้สุทธิทั้งหมด 600,000 บาท ผมก็จะต้องเสียภาษี (100,000 x 0%) + (400,000 x 10%) + (100,000 x 20%) = 60,000 บาท
สำหรับครั้งนี้ ขอเกริ่นนำไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ คราวหน้าเราจะมาดูกันครับ ว่าการลงทุนของเราในช่องทางต่างๆ จะต้องเสียภาษีอย่างไร และเราเสียเยอะเกินไป กว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า
X
วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551
16 | ตารางกำหนดเวลาขายคืน กองทุน LTF
จากคราวที่แล้ว ที่ผมได้มาเล่าเกี่ยวกับการขายคืนหน่วยลงทุน LTF ที่ลงทุนไว้เมื่อปี 2547 และได้บอกไว้ว่า แต่ละกองทุน LTF ของแต่ละบลจ. ก็จะมีกำหนดเวลาที่จะให้เราขายคืนหน่วยลงทุนแตกต่างกันไป
วันนี้ผมไปอ่านเจอบทความนึงในเว็บไซต์ Money Channel ซึ่งได้มีการสรุปกำหนดเวลาของแต่ละกองทุน LTF ที่เราจะสามารถขายคืนได้ในปีนี้ ก็เลยขอเอามาฝากกันครับ
ที่มา : บทความ "ได้เวลาขายคืน LTF" ในเว็บไซต์ Moneychannel.co.th
| No. | บลจ. | กองทุน | วันที่เปิดให้ขายคืน |
| 1. | กสิกรไทย | เค หุ้นระยะยาว | วันที่ 16-30 เม.ย. และ 16-31 ต.ค. |
| 2. | กสิกรไทย | เค หุ้นระยะยาวปันผล | วันที่ 16-30 เม.ย. และ 16-31 ต.ค. |
| 3. | ทหารไทย | JUMBO PLUS ปันผลหุ้นระยะยาว | วันที่ 16-30 ของเดือน เม.ย. และ ต.ค. |
| 4. | ทหารไทย | JUMBO 25 ปันผลหุ้นระยะยาว | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 5. | ทิสโก้ | ทิสโก้หุ้นระยะยาว | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 6. | ธนชาต | ธนชาติ Big Cap หุ้นระยะยาว | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 7. | ธนชาต | ธนชาติหุ้นระยะยาวปันผล | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 8. | ไทยพาณิชย์ | ไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล 70/30 | วันที่ 2-15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 9. | ไทยพาณิชย์ | ไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวพลัส | วันที่ 2-15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 10. | บัวหลวง | บัวหลวงหุ้นระยะยาว | วันที่ 1-15 ของเดือน ก.พ. และ ส.ค. |
| 11. | พรีมาเวสท์ | กรุงศรี-พรีมาเวสท์หุ้นระยะยาว | วันที่ 15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 12. | ฟินันซ่า | ฟินันซ่า หุ้นระยะยาว | วันที่ 1-15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 13. | วรรณ | วรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟหุ้นระยะยาว | วันทำการสุดท้ายของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 14. | อเบอร์ดีน | อเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว | วันที่ 1-15 ของเดือน มิ.ย. และ ธ.ค. |
| 15. | อยุธยา | หุ้นระยะยาวอยุธยาปันผล | วันทำการสุดท้ายของเดือน ก.พ. และ ส.ค. |
| 16. | อยุธยา | หุ้นระยะยาวอยุธยา SET50 | วันทำการสุดท้ายของเดือน ก.พ. และ ส.ค. |
| 17. | เอ็มเอฟซี | เอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว | วันที่ 31 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 18. | แอสเซทพลัส | แอสเซทพลัสหุ้นระยะยาว | วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 19. | ไอเอ็นจี | ไอเอ็นจีไทยบรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว | วันทำการแรกของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 20. | ยูโอบี(ไทย ) | ยูโอบีหุ้นระยะยาว | วันที่ 20 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
| 21. | นครหลวงไทย | แมกซ์ปันผลหุ้นระยะยาว | 15 วันแรกของเดือน เม.ย. และ ต.ค. |
| 22. | ฟิลลิป | ฟิลลิปหุ้นระยะยาว | วันที่ 5-20 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค. |
ยังไงเพื่อนๆลองเช็คกันดูนะครับ จะได้ไม่พลาด ลืมขายคืนหน่วยลงทุนครับ :)
X


