วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2551

18 | ภาษีกับการลงทุน (2) : ภาษีที่ต้องเสียในการลงทุนประเภทต่างๆ

สวัสดีครับ

หายหน้าไปซะนานเลยครับคราวนี้ -_-' แต่ยังไงก็ยัง update อยู่นะครับ ไม่ปล่อยให้เป็น Blog ร้างแน่ๆ

คราวนี้ผมจะขอเล่าเกี่ยวกับ ภาษีที่เราต้องเสียในการลงทุนประเภทต่างๆนะครับ เพื่อนๆจะได้ทราบกันว่าการลงทุนแต่ละอย่างเนี่ย มันต้องเสียภาษีเป็นอัตราเท่าไหร่บ้าง จะได้เลือกลงทุนกันถูกครับ แต่ก่อนอื่นผมจะขอเล่าความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีในการลงทุนต่างๆก่อน ตามนี้เลยครับ

โดยปกติภาษีที่เราจะต้องเสียในการลงทุนแต่ละประเภท จะมีการเรียกเก็บภาษีทันที ตอนที่เรา้มีการได้รับผลประโยชน์ใดๆจากการลงทุน (ดอกเบี้ย, เงินปันผล ฯลฯ) เรียกว่า การหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่เนื่องจากบุคคลธรรมดาบางคน อาจจะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีในอัตราที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไป เช่น ผู้ลงทุนไม่มีรายได้อื่นใด นอกจากดอกเบี้ยที่ได้จากพันธบัตรจำนวน 10,000 บาท ซึ่งจากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็จะพบว่าคนๆนี้ควรที่จะต้องไม่ต้องเสียภาษีใดๆ (มีเงินได้น้อยกว่า 100,000 บาท) แต่กลับโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย ถึง 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ เป็นต้น

ดังนั้นกฎหมายจึงให้สิทธิผู้ลงทุน ที่จะนำรายได้จากการลงทุนไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีตอนปลายปีได้ ซึ่งจากกรณีตัวอย่าง ผู้ลงทุนจะได้ ภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไป คืนมา (เนื่องจากรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น) แต่ทั้งนี้ถ้าผู้ลงทุนเสียภาษีในเกณฑ์ที่สูงกว่า อัตราที่ได้มีการหัก ณ ที่จ่ายไป ก็สามารถที่จะไม่นำรายได้จากการลงทุนมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีได้

เอาหล่ะครับ งั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า ว่าการลงทุนแต่ละอย่าง มีภาษีที่ต้องเสียเป็นอัตราเท่าไหร่กันบ้าง

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น)
  • เงินปันผล ผู้ลงทุนมีสิทธิที่จะเลือกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% หรือนำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีปลายปีและได้รับเครดิตภาษีเงินปันผล*
  • กำไรจากส่วนเกินทุน ได้รับยกเว้นภาษี

* สำหรับเรื่องของการเครดิตภาษีเงินปันผล ผมจะขอยกไปพูดในคราวถัดๆไปนะครับ เพราะเรื่องยาวพอสมควรเลยครับ

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้

  • ดอกเบี้ย หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี
  • ส่วนลดรับ* หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เฉพาะผู้รับที่เป็นผู้ทรงคนแรก และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี
  • กำไรจากส่วนเกินทุน หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี ยกเว้น Zero coupon bond** ที่ผู้ทรงคนแรกได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% แล้ว

* ส่วนลดรับ หมายถึง ผลตอบแทนที่เกิดจากการที่ผู้ซื้อตราสารหนี้ ได้รับส่วนลดจากราคาที่ระบุไว้ในตราสาร และเมื่อนำตราสารหนี้มาแลกเงินกลับ จะได้ราคาตามที่ระบุไว้ในตราสาร (โดยปกติตราสารหนี้ที่จะให้ผลตอบแทนในลักษณะนี้ จะเป็นพวกตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น ตั๋วแลกเงิน)

** Zero coupon bond คือ ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่จะมีการขายให้กับนักลงทุนในราคาที่มีส่วนลด จากราคาหน้าตั๋ว

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุนรวม

ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวม เมื่อได้รับเงินปันผลหรือกำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุน จะมีภาระภาษี ในลักษณะเช่นเดียวกันกับภาระภาษีจากการลงทุนในตราสารทุนทุกประการ ยกเว้นแต่ในกรณีที่ผู้ลงทุนเลือกที่จะนำเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวมไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี ผู้ลงทุนจะไม่สามารถเครดิตภาษีเงินปันผลได้

ซึ่งจะสังเกตได้ว่าที่กองทุนรวมต่างๆ ชอบออกมาโฆษณาว่าผลตอบแทนที่ได้จะไม่ต้องเสียภาษี ก็เนื่องมาจากกฎหมายซึ่งยกเว้นไม่เก็บภาษีจาก กำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุนนั่นเองครับ

ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเงินฝากธนาคาร

  • ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ กรณีที่ได้รับดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี (แต่ถ้าเกิน จะต้องเสียภาษีในอัตรา 15% เหมือนกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ)
  • ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี

หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ คราวหน้าผมจะมาพูดถึงภาคปฏิบัติของการเรียกคืนภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไปของดอกเบี้ยเงินฝากประจำไป ใครที่มีเงินฝากประจำอยู่ อย่าลืมติดตามนะครับ :)

X

หมายเหตุ บทความครั้งนี้อ้างอิงจาก บทความ "ภาษีเกี่ยวกับตราสารทุน", "ภาษีเกี่ยวกับตราสารหนี้" และ "ภาษีเกี่ยวกับกองทุนรวม" ในเว็บไซต์ www.thaimutualfund.com

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2551

17 | ภาษีกับการลงทุน (1) : รู้จักกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สวัสดีครับ

ช่วงนี้ก็มาถึงช่วงของการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปีกันอีกแล้ว (1 ม.ค. 2551 - 31 มี.ค. 2551) ผมก็เลยจะขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องของภาษีซักหน่อย ว่ามันมาเกี่ยวข้องกับการลงทุนของเราอย่างไร โดยเริ่มตอนแรกนี้ ผมจะขอเริ่มจากการมาแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักกับ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซะก่อน ว่ามันคืออะไร มีอัตราการเสียภาษีอย่างไร (สำหรับใครที่รู้อยู่แล้ว อาจจะลองอ่านทบทวนความรู้ดู ก็ได้นะครับ :D)

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ "ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป ที่มีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งปกติจัดเก็บเป็นรายปี โดย รายได้ที่เกิดขึ้นในปีใดๆ ผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องนำไปแสดง รายการตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนด ภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป" (ดัดแปลงจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากร > Link)

ทีนี้ไอ้ "รายได้" ที่เค้าพูดถึงเนี่ย จะประกอบด้วยอะไรบ้าง ? สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ไอ้รายได้เนี่ย ก็คือ เงินเดือน, โบนัส ที่เราได้จากการทำงานนี่แหละครับ แต่นอกจากเงินเดือนแล้ว ก็ยังมีรายได้อีกหลายประเภท เช่น จากการลงทุนในตราสารทางการเงินต่างๆ, การรับจ้างทำของ, กำไรจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ อีกด้วย (ในบรรดารายได้อื่นๆเหล่านี้ ผมจะขอเล่าให้ฟัง เฉพาะรายได้ที่ได้จากการลงทุนในตราสารทางการเงินต่างๆ แล้วกันนะครับ เพื่อให้เข้ากับ Concept ของ Blog และ ที่สำคัญ อันอื่นผมไม่มีความรู้ด้วยครับ 0_o" เล่าไป จะปล่อยไก่ซะเปล่าๆ)

สำหรับภาษีที่ทางสรรพากรจะจัดเก็บ จะคำนวณจากรายได้ของเรานั่นเองครับ แต่ครั้นจะคิดจากรายได้ที่เราได้มาทั้งหมดเลย ก็จะดูโหดร้ายเกินไป ทางสรรพากรจึงได้มีการยกเว้นเงินได้บางส่วนที่ไม่ต้องเสียภาษี และ ยังให้เราสามารถ นำค่าใช้จ่าย และ รายการลดหย่อนต่างๆ มาใช้ในการลดรายได้ที่จะนำไปคำนวณภาษีของเราได้ (ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดนะครับ ว่ามีรายการอะไรบ้าง ที่เราจะนำมาใช้ลดภาษีของเราได้ แต่ถ้าอยากทราบ สามารถสอบถามเข้ามาได้ครับ)

โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ทางรัฐบาลจะเรียกเก็บจากเรา จะนำยอดเงินได้สุทธิ (หลังจากหักเงินได้ที่ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี, ค่าใช้จ่าย, รายการลดหย่อนต่างๆ) ไปคำนวณภาษี โดยใช้อัตราดังนี้

ที่มา : อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในเว็บไซต์ กรมสรรพากร

เงินได้สุทธิ

ช่วงเงินได้สุทธิ

แต่ละขั้น

อัตราภาษี

ร้อยละ

ภาษีแต่ละขั้น

เงินได้สุทธิ

ภาษีสะสม

สูงสุดของขั้น

1 - 100,000

100,000

ได้รับยกเว้น

-

-

100,001 - 500,000

400,000

10

40,000

40,000

500,001 - 1,000,000

500,000

20

100,000

140,000

1,000,001 - 4,000,000

3,000,000

30

900,000

1,040,000

4,000,001 บาทขึ้นไป

37


หมายเหตุ สำหรับเงินได้สุทธิที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2551 เป็นต้นไป จะได้รับยกเว้นภาษีในช่วงเงินได้สุทธิตั้งแต่ 1 - 150,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เป็น 1 - 100,000 บาทครับ (รายละเอียดดูได้ที่ Link เดิมนะครับ)

ถ้าอธิบายจากตารางนี้ ก็คือ การคิดภาษี จะมีการแยกรายได้ที่ตกในแต่ละขั้น ไปคิดภาษีแยกจากกันนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าผมมีรายได้สุทธิทั้งหมด 600,000 บาท ผมก็จะต้องเสียภาษี (100,000 x 0%) + (400,000 x 10%) + (100,000 x 20%) = 60,000 บาท

สำหรับครั้งนี้ ขอเกริ่นนำไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับ คราวหน้าเราจะมาดูกันครับ ว่าการลงทุนของเราในช่องทางต่างๆ จะต้องเสียภาษีอย่างไร และเราเสียเยอะเกินไป กว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า

X

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551

16 | ตารางกำหนดเวลาขายคืน กองทุน LTF

สวัสดีครับ

จากคราวที่แล้ว ที่ผมได้มาเล่าเกี่ยวกับการขายคืนหน่วยลงทุน LTF ที่ลงทุนไว้เมื่อปี 2547 และได้บอกไว้ว่า แต่ละกองทุน LTF ของแต่ละบลจ. ก็จะมีกำหนดเวลาที่จะให้เราขายคืนหน่วยลงทุนแตกต่างกันไป

วันนี้ผมไปอ่านเจอบทความนึงในเว็บไซต์ Money Channel ซึ่งได้มีการสรุปกำหนดเวลาของแต่ละกองทุน LTF ที่เราจะสามารถขายคืนได้ในปีนี้ ก็เลยขอเอามาฝากกันครับ

ที่มา : บทความ "ได้เวลาขายคืน LTF" ในเว็บไซต์ Moneychannel.co.th

No.

บลจ.

กองทุน

วันที่เปิดให้ขายคืน

1.

กสิกรไทย

เค หุ้นระยะยาว

วันที่ 16-30 เม.ย. และ 16-31 ต.ค.

2.

กสิกรไทย

เค หุ้นระยะยาวปันผล

วันที่ 16-30 เม.ย. และ 16-31 ต.ค.

3.

ทหารไทย

JUMBO PLUS ปันผลหุ้นระยะยาว

วันที่ 16-30 ของเดือน เม.ย. และ ต.ค.

4.

ทหารไทย

JUMBO 25 ปันผลหุ้นระยะยาว

วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

5.

ทิสโก้

ทิสโก้หุ้นระยะยาว

วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

6.

ธนชาต

ธนชาติ Big Cap หุ้นระยะยาว

วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

7.

ธนชาต

ธนชาติหุ้นระยะยาวปันผล

วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

8.

ไทยพาณิชย์

ไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล 70/30

วันที่ 2-15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

9.

ไทยพาณิชย์

ไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวพลัส

วันที่ 2-15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

10.

บัวหลวง

บัวหลวงหุ้นระยะยาว

วันที่ 1-15 ของเดือน ก.พ. และ ส.ค.

11.

พรีมาเวสท์

กรุงศรี-พรีมาเวสท์หุ้นระยะยาว

วันที่ 15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

12.

ฟินันซ่า

ฟินันซ่า หุ้นระยะยาว

วันที่ 1-15 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

13.

วรรณ

วรรณเอเอ็มซีเล็คทีฟหุ้นระยะยาว

วันทำการสุดท้ายของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

14.

อเบอร์ดีน

อเบอร์ดีนหุ้นระยะยาว

วันที่ 1-15 ของเดือน มิ.ย. และ ธ.ค.

15.

อยุธยา

หุ้นระยะยาวอยุธยาปันผล

วันทำการสุดท้ายของเดือน ก.พ. และ ส.ค.

16.

อยุธยา

หุ้นระยะยาวอยุธยา SET50

วันทำการสุดท้ายของเดือน ก.พ. และ ส.ค.

17.

เอ็มเอฟซี

เอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว

วันที่ 31 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

18.

แอสเซทพลัส

แอสเซทพลัสหุ้นระยะยาว

วันที่ 2-16 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

19.

ไอเอ็นจี

ไอเอ็นจีไทยบรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว

วันทำการแรกของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

20.

ยูโอบี(ไทย )

ยูโอบีหุ้นระยะยาว

วันที่ 20 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.

21.

นครหลวงไทย

แมกซ์ปันผลหุ้นระยะยาว

15 วันแรกของเดือน เม.ย. และ ต.ค.

22.

ฟิลลิป

ฟิลลิปหุ้นระยะยาว

วันที่ 5-20 ของเดือน ม.ค. และ ก.ค.


ยังไงเพื่อนๆลองเช็คกันดูนะครับ จะได้ไม่พลาด ลืมขายคืนหน่วยลงทุนครับ :)
X

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2551

15 | กองทุนรวม พันธบัตรนิวซีแลนด์

สวัสดีครับ

อ่าน Title แล้ว อย่าพึ่งคิดว่าผมเขียนบทความซ้ำนะครับ คราวที่แล้วเป็น กองทุนพันธบัตรออสเตรเลีย แต่คราวนี้ นิวซีแลนด์ครับ :P

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมไปได้ข้อมูลมาว่าทางบลจ. ทิสโก้ (เจ้าเก่า) เค้ามีการออกกองทุนพันธบัตรนิวซีแลนด์ออกมา โดยลักษณะก็จะเหมือนกับกองออสเตรเลียเลย แต่ว่าอันนี้จะลงทุนสั้นกว่า แค่ 1 ปี 6 เดือน 15 วัน (ตัวเดิม 1 ปี 9 เดือน 15 วัน) และได้ผลตอบแทนเยอะกว่า คือ 6.2% ต่อปี

มีข้อควรระวังนิดนึง ก็คือ กองทุนนี้ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินไว้ ซึ่งผมก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน อาจจะต้องลองถามทางบลจ. ดูนะครับ (ให้เดา อาจจะเพราะเงินบ้านเรา กับเงินบ้านเค้า มันเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอยู่แล้วหรือเปล่า ?)

สำหรับใครที่สนใจจะเอาเงินโบนัสไปลงทุน ก็ลองไปดูข้อมูลได้ที่ Link นี้นะครับ

X

ปล. ได้ข่าวมาว่าตอนนี้คนจองเต็ม จนเริ่มขึ้น Waiting List แล้ว แต่ถ้าใครสนใจก็ลองติดต่อไปดูนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2551

14 | อย่าลืมขาย LTF กันนะครับ

สวัสดีครับ

คราวนี้จะมาเตือนเพื่อนๆที่เคยลงทุนใน LTF ไปเมื่อปี 2547 (ปีแรกที่มีการขาย LTF) ครับ ว่าปี 2551 นี้ เพื่อนๆสามารถขายหน่วยลงทุน LTF นั้นๆได้แล้วนะครับ เพราะว่าครบ 5 ปีปฏิทินแล้ว (2547-2548-2549-2550-2551) โดยมีข้อควรระวังที่ผมอยากเตือนไว้อยู่ 3 ข้อดังนี้ครับ

1. ต้องระวัง อย่าขายเพลินจนไปขายหน่วยลงทุนที่ลงทุนไว้ในปีอื่นไปด้วยนะครับ เดี๋ยวจะโดนปรับซะเปล่าๆ ผมขอยกตัวอย่างให้ดูแล้วกันนะครับ

สมมุติว่าผมลงทุนในแต่ละปีดังนี้
2547 1,000 หน่วยลงทุน
2548 500 หน่วยลงทุน
2549 2,000 หน่วยลงทุน
2550 0 หน่วยลงทุน
หน่วยลงทุนที่ผมจะขายได้ ก็เฉพาะหน่วยลงทุนที่ผมลงทุนไปในปี 2547 ทั้งหมด 1,000 หน่วยนะครับ (สังเกตว่า ผมใช้หน่วยเป็น "หน่วยลงทุน" นะครับ ไม่ใช่มูลค่าของหน่วยลงทุน เพราะช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ราคาของหน่วยลงทุนก็ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าเราไปขายมูลค่าเท่าที่ซื้อ ก็จะกลายเป็นว่า เราขายหน่วยลงทุนน้อย หรือ มากกว่าที่เราซื้อไป)

2. วันที่เราจะขายหน่วยลงทุน LTF ได้ ไม่ใช่ทุกวัน เหมือนตอนซื้อนะครับ แต่จะขายได้เฉพาะวันที่กองทุนนั้นๆ กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น กองทุนหุ้นระยะยาวอยุธยา SET50 ก็จะระบุวันที่รับซื้อคืนหน่วยลงทุน เป็น "ทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ และสิงหาคมของทุกปี"

3. สำหรับผู้ที่อยากจะนำเงินก้อนที่ครบกำหนดนี้ ลงทุนใน LTF ต่อไป จะต้องทำการขายคืน LTF ก้อนที่ครบกำหนดนี้ออกไปก่อน แล้วทำการซื้ออีกครั้งนะครับ ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปี 2551 นี้นะครับ เพราะถือว่าไม่ได้มีการ "ซื้อ" หน่วยลงทุน LTF ในปีนี้ครับ

อ่านคำเตือนกันแล้ว ก็อย่าลืมขาย LTF กันนะครับ เพื่อสิทธิประโยชน์ของเราครับ

โชคดีในการลงทุนครับ
X

ปล. อ้อ! ลืมแสดงความยินดีกับผู้ที่ลงทุนใน LTF ตั้งแต่เมื่อปี 2547 ไป ยินดีด้วยกับผลตอบแทนอย่างงามนะครับ :) ได้ผลตอบแทนไปประมาณ 40 - 50% ต่อการลงทุน 3 ปีกว่าๆ เลยทีเดียว (คิดแล้ว ตกปีละ 15% เลยทีเดียว wow!!!!)