หายหน้าไปซะนานเลยครับคราวนี้ -_-' แต่ยังไงก็ยัง update อยู่นะครับ ไม่ปล่อยให้เป็น Blog ร้างแน่ๆ
คราวนี้ผมจะขอเล่าเกี่ยวกับ ภาษีที่เราต้องเสียในการลงทุนประเภทต่างๆนะครับ เพื่อนๆจะได้ทราบกันว่าการลงทุนแต่ละอย่างเนี่ย มันต้องเสียภาษีเป็นอัตราเท่าไหร่บ้าง จะได้เลือกลงทุนกันถูกครับ แต่ก่อนอื่นผมจะขอเล่าความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเสียภาษีในการลงทุนต่างๆก่อน ตามนี้เลยครับ
โดยปกติภาษีที่เราจะต้องเสียในการลงทุนแต่ละประเภท จะมีการเรียกเก็บภาษีทันที ตอนที่เรา้มีการได้รับผลประโยชน์ใดๆจากการลงทุน (ดอกเบี้ย, เงินปันผล ฯลฯ) เรียกว่า การหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่เนื่องจากบุคคลธรรมดาบางคน อาจจะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีในอัตราที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไป เช่น ผู้ลงทุนไม่มีรายได้อื่นใด นอกจากดอกเบี้ยที่ได้จากพันธบัตรจำนวน 10,000 บาท ซึ่งจากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็จะพบว่าคนๆนี้ควรที่จะต้องไม่ต้องเสียภาษีใดๆ (มีเงินได้น้อยกว่า 100,000 บาท) แต่กลับโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย ถึง 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ เป็นต้น
ดังนั้นกฎหมายจึงให้สิทธิผู้ลงทุน ที่จะนำรายได้จากการลงทุนไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีตอนปลายปีได้ ซึ่งจากกรณีตัวอย่าง ผู้ลงทุนจะได้ ภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไป คืนมา (เนื่องจากรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น) แต่ทั้งนี้ถ้าผู้ลงทุนเสียภาษีในเกณฑ์ที่สูงกว่า อัตราที่ได้มีการหัก ณ ที่จ่ายไป ก็สามารถที่จะไม่นำรายได้จากการลงทุนมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีได้
เอาหล่ะครับ งั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า ว่าการลงทุนแต่ละอย่าง มีภาษีที่ต้องเสียเป็นอัตราเท่าไหร่กันบ้าง
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารทุน (หุ้น)
- เงินปันผล ผู้ลงทุนมีสิทธิที่จะเลือกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% หรือนำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีปลายปีและได้รับเครดิตภาษีเงินปันผล*
- กำไรจากส่วนเกินทุน ได้รับยกเว้นภาษี
* สำหรับเรื่องของการเครดิตภาษีเงินปันผล ผมจะขอยกไปพูดในคราวถัดๆไปนะครับ เพราะเรื่องยาวพอสมควรเลยครับ
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตราสารหนี้
- ดอกเบี้ย หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี
- ส่วนลดรับ* หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เฉพาะผู้รับที่เป็นผู้ทรงคนแรก และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี
- กำไรจากส่วนเกินทุน หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี ยกเว้น Zero coupon bond** ที่ผู้ทรงคนแรกได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% แล้ว
* ส่วนลดรับ หมายถึง ผลตอบแทนที่เกิดจากการที่ผู้ซื้อตราสารหนี้ ได้รับส่วนลดจากราคาที่ระบุไว้ในตราสาร และเมื่อนำตราสารหนี้มาแลกเงินกลับ จะได้ราคาตามที่ระบุไว้ในตราสาร (โดยปกติตราสารหนี้ที่จะให้ผลตอบแทนในลักษณะนี้ จะเป็นพวกตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น ตั๋วแลกเงิน)
** Zero coupon bond คือ ตราสารหนี้ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่จะมีการขายให้กับนักลงทุนในราคาที่มีส่วนลด จากราคาหน้าตั๋ว
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุนรวม
ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวม เมื่อได้รับเงินปันผลหรือกำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุน จะมีภาระภาษี ในลักษณะเช่นเดียวกันกับภาระภาษีจากการลงทุนในตราสารทุนทุกประการ ยกเว้นแต่ในกรณีที่ผู้ลงทุนเลือกที่จะนำเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวมไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี ผู้ลงทุนจะไม่สามารถเครดิตภาษีเงินปันผลได้
ซึ่งจะสังเกตได้ว่าที่กองทุนรวมต่างๆ ชอบออกมาโฆษณาว่าผลตอบแทนที่ได้จะไม่ต้องเสียภาษี ก็เนื่องมาจากกฎหมายซึ่งยกเว้นไม่เก็บภาษีจาก กำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุนนั่นเองครับ
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในเงินฝากธนาคาร
- ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ กรณีที่ได้รับดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี (แต่ถ้าเกิน จะต้องเสียภาษีในอัตรา 15% เหมือนกับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ)
- ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และมีสิทธิเลือกที่จะไม่นำไปรวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี
หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ คราวหน้าผมจะมาพูดถึงภาคปฏิบัติของการเรียกคืนภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไปของดอกเบี้ยเงินฝากประจำไป ใครที่มีเงินฝากประจำอยู่ อย่าลืมติดตามนะครับ :)
X
หมายเหตุ บทความครั้งนี้อ้างอิงจาก บทความ "ภาษีเกี่ยวกับตราสารทุน", "ภาษีเกี่ยวกับตราสารหนี้" และ "ภาษีเกี่ยวกับกองทุนรวม" ในเว็บไซต์ www.thaimutualfund.com

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น