สวัสดีครับ
ครั้งนี้แวะมาแจ้งข่าวสั้นๆนะครับ พอดีตะกี้ดูทีวีแล้วเห็นข่าวพอดี
ข่าวมันก็มีอยู่ว่า ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย เค้าจะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์มาให้พวกเราจองซื้อกัน โดยจะมี 2 อายุให้เลือก คือ 4 ปี และ 7 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ย 3.75 ต่อปี และ 4.50 ต่อปีตามลำดับ เปิดจองซื้อวันที่ 18 - 26 ก.พ. 2551 นี้ ที่ธนาคารใหญ่ๆเกือบทุกเจ้า และให้ซื้อขั้นต่ำ 50,000 บาทต่อราย
ประกาศธปท. (มีรายละเอียดคร่าวๆ) > Link
หนังสือชี้ชวน (มีรายละเอียดเยอะกว่าประกาศ ธปท.) > Link
บทความเชิญชวนของทาง ธปท. > โอกาสครั้งใหม่ในการออมระยะยาว
สำหรับเพื่อนๆที่สนใจก็ต้องรีบเตรียมตัวแล้วนะครับ เพราะจะเปิดจองวันจันทร์นี้แล้ว แต่สำหรับผมคงขอบายหล่ะครับ เพราะอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างน้อยทีเดียว (เฉียดฉิวกับอัตราเงินเฟ้อเหลือเกิน > เงินเฟ้อล่าสุด 4.3% จากข่าว) คงเหมาะกับผู้ที่ต้องการจะป้องกันเงิน ไม่ให้มีค่าด้อยลงไปตามเงินเฟ้อเป็นหลักครับ
X
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
19 | ภาษีกับการลงทุน (3) : การเรียกคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
สวัสดีครับ
ห่างหายไม่ได้ update ไปซะนาน ไม่รู้จะยังมีคนอ่านกันอยู่หรือเปล่า -_-'
ตามที่คราวที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะมาพูดถึง "ภาคปฏิบัติของการเรียกคืนภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไปของดอกเบี้ยเงินฝากประจำไป" ครั้งนี้เราก็จะมาพูดถึงเรื่องนี้กันครับ โดยผมขอสรุปเป็นขั้นตอนออกมาเป็นข้อๆนะครับ
ทำไมต้องขอคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (ย้อนความนิดนึงนะครับ :D)
จากครั้งที่แล้ว ที่ผมได้บอกไว้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำเนี่ย จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% ทันที ตอนที่เราได้รับดอกเบี้ย (จะทุก 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ก็แล้วแต่ว่าฝากประจำแบบไหน) อย่างเช่น ถ้าผมฝากประจำ 3 เดือนไว้ พอครบ 3 เดือน ถ้าดอกเบี้ยที่ได้คือ 100 บาท ก็จะได้รับจริงแค่ 85 บาท โดนหักภาษีไว้ 15 บาท เป็นต้น
แต่จากที่เราเคยบอกไปแล้วว่า คนที่มีรายได้ต่างกัน ก็จะเสียภาษีจากฐานภาษีที่ต่างกันไปด้วย (ตาม Link) ดังนั้นสำหรับบางคน ซึ่งมีรายได้ไม่สูงนัก มีฐานภาษีที่ต้องเสีย เป็น 0% หรือ 10% แต่กลับต้องมาเสียภาษีถึง 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ ก็จะดูไม่ยุติธรรมกับคนเหล่านี้เกินไป ทางรัฐเลยเปิดช่องให้คนเหล่าน ี้สามารถเรียกคืนภาษีส่วนที่เสียเกินไปกลับได้ อย่างเช่น จากตัวอย่างเดิมที่ผมเสียภาษีไป 15 บาท ทั้งๆที่ผมมีรายได้ตกในฐานภาษีที่ 10% ซึ่งควรจะเสียภาษีแค่ 10 บาท ผมก็จะสามารถเรียกคืนภาษีที่เสียไปเกิน จำนวน 5 บาท กลับมาได้
ขั้นตอนการขอคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
1. หลังจากที่ผ่านช่วงปีใหม่มาแล้ว ให้เรานำสมุดบัญชีเงินฝากประจำ + บัตรประชาชนของเรา ไปติดต่อกับ ธนาคารเจ้าของบัญชี เพื่อขอเอกสารที่เรียกว่า "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" (ดูตัวอย่างได้ตามรูปนะครับ) ซึ่งโดยปกติ ธนาคารจะออกให้ได้เลย โดย Print ออกมาจากคอมพิวเตอร์ ยกเว้นบางธนาคาร เช่น กสิกรไทย ที่ยังต้องยื่นคำขอไปยังสำนักงานใหญ่ และนัดมารับวันหลัง :( หมายเหตุ กรณีที่มีบัญชีฝากประจำหลายๆธนาคาร ให้ทำการขอให้ครบนะครับ (สำหรับเหตุผล เดี๋ยวผมจะบอกในข้อถัดๆไปครับ)
2. ในตอนที่เราจะทำการยื่นภาษี ให้เราทำการยื่นภาษีโดยใช้แบบ ภงด. 90 แทนที่จะเป็น ภงด.91 ที่เราใช้งานตามปกติ โดยแบบ ภงด. 90 นี้ จะเป็นแบบที่ใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้ทางอื่น นอกเหนือจากเงินเดือนตามปกติ (สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ) ซึ่งในที่นี้ รายได้ทางอื่นของเราก็คือ ดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝากประจำนั่นเอง
โดยในการกรอก ภงด. 90 ก็ให้ทำการกรอกช่องต่างๆที่เหมือนกับ ภงด. 91 ไปตามปกติ (จะอยู่ในหมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)(2) และ หัวข้อ รายการลดหย่อนและยกเว้นหลังจากหักค่าใช้จ่าย) แต่ให้ทำการกรอกเพิ่มในหมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ข้อ 1 ดอกเบี้ย โดยกรอกเงินได้พึงประเมิน และ ภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไป ตามเอกสารที่เราได้ไปขอจากธนาคารมาในข้อ 1. (กรณีมีหลายธนาคาร ให้เอายอดมารวมกัน) ดังรูป
ทั้งนี้ สำหรับการยื่นแบบภาษีเงินได้ ประจำปี 2550 นี้ตอนที่เรากดสรุปภาษีที่ชำระ จะมีการให้ระบุด้วยว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของธนาคารที่หักภาษีเราไป (ในแบบจะเขียนว่า ผู้จ่ายเงินได้) คืออะไร อันนี้ก็ดูได้จากหนังสือรับรองการหักภาษีที่ขอไว้ในข้อ 1. เช่นเดียวกันครับ (กรณีที่มีหลายธนาคาร ให้เลือกมา 1 ธนาคารเท่านั้นครับ โดยจะเลือกธนาคารใดก็ได้) เน้นนิดนึงนะครับว่าต้องกรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของธนาคารนะครับ ไม่ใช่ของเรา อย่างในรูปข้อ 1. ก็คือ 3101069198 ครับ
หลังจากที่เรากรอกหมดแล้ว จะสังเกตุได้ว่า ในหน้าจอสรุปการคำนวณภาษี เราจะมีเงินที่ได้รับคืนจากการขอคืนภาษีที่เราจ่ายเกินไปอยู่ หรือ สำหรับใครที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ก็จะเห็นได้ว่า ภาษีที่เราต้องจ่าย มันลดลงไป เท่ากับเงินที่เราได้ขอคืนมาครับ
ข้อควรระวังในการขอคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
1. กรณีที่เรามีการได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประจำจากหลายบัญชี หรือ หลายธนาคาร จะต้องทำการขอคืนภาษีทั้งหมด ห้ามขอเฉพาะบางบัญชี
2. ให้เช็คดูให้ดีว่า รายได้ของเราตกอยู่ในช่วงที่จะต้องเสียภาษีในอัตราเท่าไร เพราะถ้ารายได้ของเราตกอยู่ในช่วงที่เสียภาษี 20% การที่เราโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย และเสียแค่ 15% ก็ถือว่าเราได้ประโยชน์อยู่แล้ว การที่เอามารวมคิดภาษีอีก จะกลายเป็นว่า จะต้องเสียภาษีเพิ่มครับ
3. เอกสาร "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" ที่เราขอมาจากทางธนาคาร จะต้องทำการเก็บไว้นะครับ ไม่ใช่ว่าพอยื่นภาษีเสร็จ ก็ทิ้งไปเลย เพราะ จะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานให้กับทางสรรพากร กรณีที่โดนเรียกให้แสดงหลักฐานครับ (ปกติหลักฐานทางภาษีทุกอย่าง ต้องเก็บไว้ 5 ปีนะครับ เพราะสรรพากร มีสิทธิเรียกดูได้ย้อนหลัง 5 ปีครับ)
เอาหล่ะครับ ว่ามาซะยืดยาว ไม่รู้ว่าอ่านแล้วเข้าใจหรือเปล่า ยังไงถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ฝากข้อความไว้ได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะช่วยตอบคำถามให้ครับ และ ผมฝากให้ช่วยๆกันกระจายบทความนี้ ไปให้กับคนอื่นๆด้วยนะครับ เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่เสียภาษีมากเกินความจำเป็นครับ :) (ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ครับ ที่บางคนเป็นคนที่มีรายได้น้อย จนตกอยู่ในฐานภาษีที่ 0% คือไม่ต้องเสียภาษี แต่กลับต้องมาโดนหักภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากไปถึง 15%)
X
ปล. ในการยื่นภาษี ผมแนะนำให้ยื่นผ่านทาง Internet นะครับ สะดวกดี โดยในเว็บของสรรพากร เค้าจะมี Help ให้ เต็มไปหมดเลยครับ :)
ห่างหายไม่ได้ update ไปซะนาน ไม่รู้จะยังมีคนอ่านกันอยู่หรือเปล่า -_-'
ตามที่คราวที่แล้วสัญญาไว้ว่าจะมาพูดถึง "ภาคปฏิบัติของการเรียกคืนภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไปของดอกเบี้ยเงินฝากประจำไป" ครั้งนี้เราก็จะมาพูดถึงเรื่องนี้กันครับ โดยผมขอสรุปเป็นขั้นตอนออกมาเป็นข้อๆนะครับ
ทำไมต้องขอคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (ย้อนความนิดนึงนะครับ :D)
จากครั้งที่แล้ว ที่ผมได้บอกไว้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำเนี่ย จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% ทันที ตอนที่เราได้รับดอกเบี้ย (จะทุก 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ก็แล้วแต่ว่าฝากประจำแบบไหน) อย่างเช่น ถ้าผมฝากประจำ 3 เดือนไว้ พอครบ 3 เดือน ถ้าดอกเบี้ยที่ได้คือ 100 บาท ก็จะได้รับจริงแค่ 85 บาท โดนหักภาษีไว้ 15 บาท เป็นต้น
แต่จากที่เราเคยบอกไปแล้วว่า คนที่มีรายได้ต่างกัน ก็จะเสียภาษีจากฐานภาษีที่ต่างกันไปด้วย (ตาม Link) ดังนั้นสำหรับบางคน ซึ่งมีรายได้ไม่สูงนัก มีฐานภาษีที่ต้องเสีย เป็น 0% หรือ 10% แต่กลับต้องมาเสียภาษีถึง 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ ก็จะดูไม่ยุติธรรมกับคนเหล่านี้เกินไป ทางรัฐเลยเปิดช่องให้คนเหล่าน ี้สามารถเรียกคืนภาษีส่วนที่เสียเกินไปกลับได้ อย่างเช่น จากตัวอย่างเดิมที่ผมเสียภาษีไป 15 บาท ทั้งๆที่ผมมีรายได้ตกในฐานภาษีที่ 10% ซึ่งควรจะเสียภาษีแค่ 10 บาท ผมก็จะสามารถเรียกคืนภาษีที่เสียไปเกิน จำนวน 5 บาท กลับมาได้
ขั้นตอนการขอคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ

1. หลังจากที่ผ่านช่วงปีใหม่มาแล้ว ให้เรานำสมุดบัญชีเงินฝากประจำ + บัตรประชาชนของเรา ไปติดต่อกับ ธนาคารเจ้าของบัญชี เพื่อขอเอกสารที่เรียกว่า "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" (ดูตัวอย่างได้ตามรูปนะครับ) ซึ่งโดยปกติ ธนาคารจะออกให้ได้เลย โดย Print ออกมาจากคอมพิวเตอร์ ยกเว้นบางธนาคาร เช่น กสิกรไทย ที่ยังต้องยื่นคำขอไปยังสำนักงานใหญ่ และนัดมารับวันหลัง :( หมายเหตุ กรณีที่มีบัญชีฝากประจำหลายๆธนาคาร ให้ทำการขอให้ครบนะครับ (สำหรับเหตุผล เดี๋ยวผมจะบอกในข้อถัดๆไปครับ)
2. ในตอนที่เราจะทำการยื่นภาษี ให้เราทำการยื่นภาษีโดยใช้แบบ ภงด. 90 แทนที่จะเป็น ภงด.91 ที่เราใช้งานตามปกติ โดยแบบ ภงด. 90 นี้ จะเป็นแบบที่ใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้ทางอื่น นอกเหนือจากเงินเดือนตามปกติ (สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ) ซึ่งในที่นี้ รายได้ทางอื่นของเราก็คือ ดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝากประจำนั่นเอง
โดยในการกรอก ภงด. 90 ก็ให้ทำการกรอกช่องต่างๆที่เหมือนกับ ภงด. 91 ไปตามปกติ (จะอยู่ในหมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)(2) และ หัวข้อ รายการลดหย่อนและยกเว้นหลังจากหักค่าใช้จ่าย) แต่ให้ทำการกรอกเพิ่มในหมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ข้อ 1 ดอกเบี้ย โดยกรอกเงินได้พึงประเมิน และ ภาษีที่โดนหัก ณ ที่จ่ายไป ตามเอกสารที่เราได้ไปขอจากธนาคารมาในข้อ 1. (กรณีมีหลายธนาคาร ให้เอายอดมารวมกัน) ดังรูป
ทั้งนี้ สำหรับการยื่นแบบภาษีเงินได้ ประจำปี 2550 นี้ตอนที่เรากดสรุปภาษีที่ชำระ จะมีการให้ระบุด้วยว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของธนาคารที่หักภาษีเราไป (ในแบบจะเขียนว่า ผู้จ่ายเงินได้) คืออะไร อันนี้ก็ดูได้จากหนังสือรับรองการหักภาษีที่ขอไว้ในข้อ 1. เช่นเดียวกันครับ (กรณีที่มีหลายธนาคาร ให้เลือกมา 1 ธนาคารเท่านั้นครับ โดยจะเลือกธนาคารใดก็ได้) เน้นนิดนึงนะครับว่าต้องกรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของธนาคารนะครับ ไม่ใช่ของเรา อย่างในรูปข้อ 1. ก็คือ 3101069198 ครับหลังจากที่เรากรอกหมดแล้ว จะสังเกตุได้ว่า ในหน้าจอสรุปการคำนวณภาษี เราจะมีเงินที่ได้รับคืนจากการขอคืนภาษีที่เราจ่ายเกินไปอยู่ หรือ สำหรับใครที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่ม ก็จะเห็นได้ว่า ภาษีที่เราต้องจ่าย มันลดลงไป เท่ากับเงินที่เราได้ขอคืนมาครับ
ข้อควรระวังในการขอคืนภาษีของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ
1. กรณีที่เรามีการได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประจำจากหลายบัญชี หรือ หลายธนาคาร จะต้องทำการขอคืนภาษีทั้งหมด ห้ามขอเฉพาะบางบัญชี
2. ให้เช็คดูให้ดีว่า รายได้ของเราตกอยู่ในช่วงที่จะต้องเสียภาษีในอัตราเท่าไร เพราะถ้ารายได้ของเราตกอยู่ในช่วงที่เสียภาษี 20% การที่เราโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย และเสียแค่ 15% ก็ถือว่าเราได้ประโยชน์อยู่แล้ว การที่เอามารวมคิดภาษีอีก จะกลายเป็นว่า จะต้องเสียภาษีเพิ่มครับ
3. เอกสาร "หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย" ที่เราขอมาจากทางธนาคาร จะต้องทำการเก็บไว้นะครับ ไม่ใช่ว่าพอยื่นภาษีเสร็จ ก็ทิ้งไปเลย เพราะ จะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานให้กับทางสรรพากร กรณีที่โดนเรียกให้แสดงหลักฐานครับ (ปกติหลักฐานทางภาษีทุกอย่าง ต้องเก็บไว้ 5 ปีนะครับ เพราะสรรพากร มีสิทธิเรียกดูได้ย้อนหลัง 5 ปีครับ)
เอาหล่ะครับ ว่ามาซะยืดยาว ไม่รู้ว่าอ่านแล้วเข้าใจหรือเปล่า ยังไงถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ฝากข้อความไว้ได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะช่วยตอบคำถามให้ครับ และ ผมฝากให้ช่วยๆกันกระจายบทความนี้ ไปให้กับคนอื่นๆด้วยนะครับ เพื่อที่พวกเราจะได้ไม่เสียภาษีมากเกินความจำเป็นครับ :) (ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ครับ ที่บางคนเป็นคนที่มีรายได้น้อย จนตกอยู่ในฐานภาษีที่ 0% คือไม่ต้องเสียภาษี แต่กลับต้องมาโดนหักภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากไปถึง 15%)
X
ปล. ในการยื่นภาษี ผมแนะนำให้ยื่นผ่านทาง Internet นะครับ สะดวกดี โดยในเว็บของสรรพากร เค้าจะมี Help ให้ เต็มไปหมดเลยครับ :)
Labels:
เงินฝากประจำ,
ภาษี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
