หลังจากเขียนเกี่ยวกับ Series ภาษีมาซะนาน คราวนี้ขอไปเขียนเรื่องอื่นบ้างนะครับ :)
มีหลายคนถามผมว่า ผมได้มีการซื้อประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ ที่มีอายุกรมธรรม์ยาวๆมั่งหรือเปล่า เพราะเค้ามองกันว่า การซื้อประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ น่าจะเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งสำหรับผมที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนอยู่แล้ว ไม่น่าที่จะพลาดในการลงทุน
คำตอบของผมก็คือ "ผมไม่ได้มีการซื้อประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ไว้เลยครับ" ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผมมองว่าการซื้อประกันชีวิตในลักษณะนี้ ถ้าไม่มองถึงเรื่องของการประกันชีวิตแล้ว ก็คือการบังคับให้เราออมเงินมากกว่า ที่จะเป็นการลงทุนครับ เนื่องจาก ผลตอบแทนของประกันชีวิตประเภทนี้ ผมเคยลองคิดดูแล้ว พบว่าได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะต่ำ เมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ ซึ่งก็ค่อนข้างที่จะ make sense เพราะทางบริษัทประกันก็จะต้องนำเงินที่เราจ่าย ส่วนหนึ่งกันไปเป็นค่าใช้จ่ายในการประกันชีวิตของเรา ส่วนที่เหลือก็จะนำไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินมาคืนเรา ทำให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำไปด้วย
บางคนอาจจะบอกว่า นอกจากผลตอบแทนของตัวกองทุนเองแล้ว ยังมีผลตอบแทนจากเงินที่ได้ลดหย่อนภาษีอีกด้วย ซึ่งเมื่อผมลองรวมผลตอบแทนในส่วนนี้เข้าไปแล้ว ผลตอบแทนโดยรวมก็ยังค่อนข้างต่ำอยู่ดี (ผมใช้ฐานภาษีที่ 10% นะครับ ถ้าใครฐานภาษีสูงกว่านี้ ลองคำนวณดูนะครับ อาจจะคุ้มก็ได้ ;) )
อาจจะมีคนแย้งว่าประกันชีวิตต่างๆ เค้ามีการโฆษณาว่าผลตอบแทน 200% เชียวนะ มีการลงทุนไหน ทำได้ขนาดนี้บ้าง ผมอยากจะบอกว่าผลตอบแทนที่เค้าโฆษณา ไม่ได้มีการนำทฤษฎี มูลค่าของเงินตามเวลา หรือ Time value of money* มาคิดด้วยครับ (คือเอาเงินที่ได้รับกลับคืนมารวมกันแล้วคิดผลตอบแทนเลย โดยไม่สนใจ เวลาที่ได้รับเงินนั้นๆกลับคืนมา) ดังนั้นที่เค้าบอกว่าลงทุนแล้ว ได้ผลตอบแทน 200% หลังจากผ่านไป 10 ปีเนี่ย เงินที่เราได้รับกลับมาในอีก 10 ปีข้างหน้า มันก็จะมีค่าน้อยลงไปแล้ว เช่น จากปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวชามละ 30 บาท อีก 10 ปีข้างหน้า อาจจะชามละ 60 บาทแล้ว ซึ่งแม้ว่าเราจะได้เงินกลับมา 200% หรือ 2 เท่า แต่เราก็จะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เท่าเดิมอยู่ดี ดังนั้นผลตอบแทน 200% ดังกล่าวเมื่อคิดกลับมาเป็นมูลค่าในปัจจุบัน ก็จะน้อยกว่า 200% ดังกล่าวแน่นอนครับ (ซึ่งที่ผมบอกในตอนแรกว่าผมได้ลองคิดออกมาแล้ว พบว่าผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ ก็ได้นำเรื่องของ Time value of money มาคิดแล้วด้วยครับ)
* ทฤษฎี Time value of money บอกไว้ว่า ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน เงินในปัจจุบัน จะมีค่ามากกว่าเงินในอนาคต เช่น เงิน 100 บาทในวันนี้ จะมีค่ามากกว่า เงิน 100 บาทในอนาคต เพราะ ถ้าเราได้รับเงินมาในวันนี้ เราสามารถนำเงินนี้ไปลงทุนให้มันงอกเงยได้ เช่น เอาไปฝากธนาคาร พอในอนาคต เราก็จะมีเงินมากกว่า 100 บาทแล้ว
เอาหล่ะ อ่านความคิดเห็นของผมไปแล้ว ลองไปดูความคิดเห็นของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร กันดูนะครับ (ผมได้ฟังจาก TV มา พอดีเปิดไปเจอครับ :P) ซึ่งท่านก็เห็นคล้ายๆผมครับว่า การซื้อประกันชีวิตไม่ใช่การลงทุนที่ดีนัก เพราะเงินที่เราจ่ายเบี้ยประกันไป จากทั้งหมด 100% - 54% จะได้เป็นเงินออมของเรา อีก 46% จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ทางบริษัทประกันเรียกเก็บไป ทำให้เงินออมของเราทำงานได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ทั้งนี้ท่านก็เห็นว่า ยังมีคนที่ควรจะซื้อประกันชีวิต อยู่ 2 ประเภทครับ คือ
1. หัวหน้าครอบครัว หรือ คนที่เป็นหลักในการหารายได้ของครอบครัว (เพื่อวัตถุประสงค์ในการประกันชีวิตเป็นหลัก) โดยท่านแนะนำว่า ทุนประกันของกรมธรรม์ควรจะเป็นซัก 5 ปี ของรายจ่ายของครอบครัว
2. คนที่มือเติบ เก็บเงินไม่ได้ (เพื่อวัตถุประสงค์ในการออมเงิน คือ ให้บริษัทประกันช่วยเก็บเงินไปให้)
โดยสรุป ผมคิดว่า การซื้อประกันชีวิต ควรจะเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ในการประกันชีวิตเป็นหลักนะครับ หรือบางคนอาจจะใช้ในการบังคับตัวเองให้ออม อันนี้ก็ไม่ผิด แต่ถ้าจะมองว่าเป็นการลงทุน ผมว่าลองมองทางเลือกอื่นๆไว้จะดีกว่าครับ :)
X
ปล. ผมไม่ได้ Anti การซื้อประกันชีวิตนะครับ เดี๋ยวตัวแทนขายประกันจะเข้ามาด่าผมกัน -_-'
ปล.2 สำหรับคนที่ยังไม่ทราบนะครับ สำหรับปี 2551 นี้ กฎหมายกำลังจะออกให้สามารถลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันเพิ่มจาก 50,000 บาท เป็น 100,000 บาทแหน่ะครับ ยินดีกับผู้มีประกันชีวิตทุกคนด้วยนะครับ :)



