วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551

24 | ประกันชีวิต การออมหรือการลงทุน ?

สวัสดีครับ

หลังจากเขียนเกี่ยวกับ Series ภาษีมาซะนาน คราวนี้ขอไปเขียนเรื่องอื่นบ้างนะครับ :)

มีหลายคนถามผมว่า ผมได้มีการซื้อประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ ที่มีอายุกรมธรรม์ยาวๆมั่งหรือเปล่า เพราะเค้ามองกันว่า การซื้อประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ น่าจะเป็นการลงทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งสำหรับผมที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนอยู่แล้ว ไม่น่าที่จะพลาดในการลงทุน

คำตอบของผมก็คือ "ผมไม่ได้มีการซื้อประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ไว้เลยครับ" ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผมมองว่าการซื้อประกันชีวิตในลักษณะนี้ ถ้าไม่มองถึงเรื่องของการประกันชีวิตแล้ว ก็คือการบังคับให้เราออมเงินมากกว่า ที่จะเป็นการลงทุนครับ เนื่องจาก ผลตอบแทนของประกันชีวิตประเภทนี้ ผมเคยลองคิดดูแล้ว พบว่าได้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างจะต่ำ เมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ ซึ่งก็ค่อนข้างที่จะ make sense เพราะทางบริษัทประกันก็จะต้องนำเงินที่เราจ่าย ส่วนหนึ่งกันไปเป็นค่าใช้จ่ายในการประกันชีวิตของเรา ส่วนที่เหลือก็จะนำไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินมาคืนเรา ทำให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำไปด้วย

บางคนอาจจะบอกว่า นอกจากผลตอบแทนของตัวกองทุนเองแล้ว ยังมีผลตอบแทนจากเงินที่ได้ลดหย่อนภาษีอีกด้วย ซึ่งเมื่อผมลองรวมผลตอบแทนในส่วนนี้เข้าไปแล้ว ผลตอบแทนโดยรวมก็ยังค่อนข้างต่ำอยู่ดี (ผมใช้ฐานภาษีที่ 10% นะครับ ถ้าใครฐานภาษีสูงกว่านี้ ลองคำนวณดูนะครับ อาจจะคุ้มก็ได้ ;) )

อาจจะมีคนแย้งว่าประกันชีวิตต่างๆ เค้ามีการโฆษณาว่าผลตอบแทน 200% เชียวนะ มีการลงทุนไหน ทำได้ขนาดนี้บ้าง ผมอยากจะบอกว่าผลตอบแทนที่เค้าโฆษณา ไม่ได้มีการนำทฤษฎี มูลค่าของเงินตามเวลา หรือ Time value of money* มาคิดด้วยครับ (คือเอาเงินที่ได้รับกลับคืนมารวมกันแล้วคิดผลตอบแทนเลย โดยไม่สนใจ เวลาที่ได้รับเงินนั้นๆกลับคืนมา) ดังนั้นที่เค้าบอกว่าลงทุนแล้ว ได้ผลตอบแทน 200% หลังจากผ่านไป 10 ปีเนี่ย เงินที่เราได้รับกลับมาในอีก 10 ปีข้างหน้า มันก็จะมีค่าน้อยลงไปแล้ว เช่น จากปัจจุบันก๋วยเตี๋ยวชามละ 30 บาท อีก 10 ปีข้างหน้า อาจจะชามละ 60 บาทแล้ว ซึ่งแม้ว่าเราจะได้เงินกลับมา 200% หรือ 2 เท่า แต่เราก็จะซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เท่าเดิมอยู่ดี ดังนั้นผลตอบแทน 200% ดังกล่าวเมื่อคิดกลับมาเป็นมูลค่าในปัจจุบัน ก็จะน้อยกว่า 200% ดังกล่าวแน่นอนครับ (ซึ่งที่ผมบอกในตอนแรกว่าผมได้ลองคิดออกมาแล้ว พบว่าผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ ก็ได้นำเรื่องของ Time value of money มาคิดแล้วด้วยครับ)

* ทฤษฎี Time value of money บอกไว้ว่า ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน เงินในปัจจุบัน จะมีค่ามากกว่าเงินในอนาคต เช่น เงิน 100 บาทในวันนี้ จะมีค่ามากกว่า เงิน 100 บาทในอนาคต เพราะ ถ้าเราได้รับเงินมาในวันนี้ เราสามารถนำเงินนี้ไปลงทุนให้มันงอกเงยได้ เช่น เอาไปฝากธนาคาร พอในอนาคต เราก็จะมีเงินมากกว่า 100 บาทแล้ว

เอาหล่ะ อ่านความคิดเห็นของผมไปแล้ว ลองไปดูความคิดเห็นของ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร กันดูนะครับ (ผมได้ฟังจาก TV มา พอดีเปิดไปเจอครับ :P) ซึ่งท่านก็เห็นคล้ายๆผมครับว่า การซื้อประกันชีวิตไม่ใช่การลงทุนที่ดีนัก เพราะเงินที่เราจ่ายเบี้ยประกันไป จากทั้งหมด 100% - 54% จะได้เป็นเงินออมของเรา อีก 46% จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ทางบริษัทประกันเรียกเก็บไป ทำให้เงินออมของเราทำงานได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ทั้งนี้ท่านก็เห็นว่า ยังมีคนที่ควรจะซื้อประกันชีวิต อยู่ 2 ประเภทครับ คือ
1. หัวหน้าครอบครัว หรือ คนที่เป็นหลักในการหารายได้ของครอบครัว (เพื่อวัตถุประสงค์ในการประกันชีวิตเป็นหลัก) โดยท่านแนะนำว่า ทุนประกันของกรมธรรม์ควรจะเป็นซัก 5 ปี ของรายจ่ายของครอบครัว
2. คนที่มือเติบ เก็บเงินไม่ได้ (เพื่อวัตถุประสงค์ในการออมเงิน คือ ให้บริษัทประกันช่วยเก็บเงินไปให้)

โดยสรุป ผมคิดว่า การซื้อประกันชีวิต ควรจะเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ในการประกันชีวิตเป็นหลักนะครับ หรือบางคนอาจจะใช้ในการบังคับตัวเองให้ออม อันนี้ก็ไม่ผิด แต่ถ้าจะมองว่าเป็นการลงทุน ผมว่าลองมองทางเลือกอื่นๆไว้จะดีกว่าครับ :)

X

ปล. ผมไม่ได้ Anti การซื้อประกันชีวิตนะครับ เดี๋ยวตัวแทนขายประกันจะเข้ามาด่าผมกัน -_-'
ปล.2 สำหรับคนที่ยังไม่ทราบนะครับ สำหรับปี 2551 นี้ กฎหมายกำลังจะออกให้สามารถลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันเพิ่มจาก 50,000 บาท เป็น 100,000 บาทแหน่ะครับ ยินดีกับผู้มีประกันชีวิตทุกคนด้วยนะครับ :)

วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551

23 | ภาษีกับการลงทุน (5) : การเครดิตภาษีเงินปันผล ตอนที่ 2

เนื่องจากในปีภาษี 2551 สรรพากรได้มีการปรับปรุงการกรอก เครดิตภาษีเงินปันผล ผมเลย Update Title นี้ ไปเป็น Title "50 ภาษีกับการลงทุน : การเครดิตภาษีเงินปันผล ปีภาษี 2551 " ให้ไปดูที่นั่นแทนจะดีกว่าครับ

X

*********************************************************************************

สวัสดีครับ

คราวนี้เรามาต่อในภาคปฏิบัติของการเครดิตภาษีเงินปันผล กันเลยนะครับ ว่าต้องทำยังไง เราถึงจะได้เงินภาษีที่เราเสียไปเกินคืน

สิ่งควรรู้ก่อนทำการเครดิตภาษีเงินปันผล
1.
ในการเครดิตภาษีเงินปันผล เราจะต้องนำเงินปันผลจากหุ้นในปีนั้นๆ ทุกๆรายการมาคิด ห้ามเลือกเฉพาะบางรายการ เช่น ถ้าเรามีหุ้นอยู่ 2 ตัว A กับ B แล้วหุ้น A ปันผล 1 ครั้งในปีนี้ ส่วนหุ้น B ปันผล 2 ครั้ง เราก็ต้องนำรายการเงินปันผล ทั้ง 3 รายการนั้นมาคิดทั้งหมด (จำง่ายๆว่า "ถ้าจะยื่นก็ต้องยื่นทั้งหมด")
2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เงินคืนจากการเครดิตภาษีเงินปันผล บางคนทำการเครดิตภาษีเงินปันผลแล้ว อาจจะต้องเสียภาษีเพิ่มได้ เพราะจะมีเงินปันผลบางรายการที่ปันออกมาจาก กำไรประเภทที่ รัฐไม่อนุญาตให้ทำการเครดิตภาษีเงินปันผล (คือ รัฐไม่ให้เราเรียกคืนภาษีส่วนที่บริษัทที่ปันผลเสียไป ก่อนที่จะปันผลออกมาให้เรา)

ซึ่งถ้าเรานำรายการประเภทนี้ ไปทำการเครดิตภาษี จะทำให้จากเดิมที่เราเสียภาษี ณ ที่จ่ายอยู่แค่ 10% กลายเป็นว่า เราจะเสียภาษีตามฐานภาษีของรายได้ส่วนนั้นๆ ซึ่งถ้าคนมีรายได้เยอะๆอยู่แล้ว กลายเ็ป็นว่าจะเสียภาษีเพิ่มเป็น 20% หรือมากกว่านั้น ทำให้ต้องไปเสียภาษีเพิ่มในส่วนที่ยังจ่ายไม่ครบนั่นเอง

ดังนั้น จะต้องคำนวณให้ดีๆ ก่อนการยื่นเครดิตภาษีเงินปันผล ว่า รายการเ้งินปันผลที่เครดิตภาษีได้ กับ เครดิตภาษีไม่ได้ อันไหนที่มากกว่ากัน และคิดสะระตะออกมาแล้ว เราได้เงินปันผลคืนหรือไม่ (ทั้งนี้ เพราะจากกฎข้อ 1 ที่ว่า ถ้ายื่นต้องยื่นทั้งหมด เราจะเลือกยื่นเฉพาะรายการที่เครดิตภาษีเงินปันผลได้เท่านั้น ไม่ได้)

ขั้นตอนการเครดิตภาษีเงินปันผล
1. ทำการรวบรวมเอกสาร หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเราได้รับจากทางศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เวลาที่เราได้รับเงินปันผล ของทั้งปี มาไว้ในที่เดียวกัน (สำหรับใครที่ทำหาย ก็ติดต่อได้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ อาคารตลาดหลักทรัพย์ ตรงคลองเตยนะครับ) ตัวอย่างของเอกสารนี้ ก็ตามรูปเลยครับ (ผมจะใส่ไว้ทั้งหมด 2 ใบนะครับ เพื่อจะใช้อธิบายในหัวข้อถัดๆไป)









2. นำข้อมูลในเอกสารที่เรารวบรวมมา มาจัดแยกออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้

  • ประเภทที่ 1 จำนวนเงินปันผลจ่าย ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลได้รับเครดิตภาษี (บริเวณ A ในรูป) รวมถึงภาษีที่หักและนำส่งไว้ (บริเวณ B ในรูป) ทั้งนี้ ให้รวมไว้ แยกตามแต่ละอัตราภาษีที่กิจการเสีย เช่น 30%, 25%, 20%, 15% ฯลฯ
  • ประเภทที่ 2 จำนวนเงินปันผลจ่าย ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลไม่ได้รับเครดิตภาษี และ รายการอื่นๆ (บริเวณ C ในรูป) รวมถึงภาษีที่หักและนำส่งไว้ (บริเวณ D ในรูป)
  • ประเภทที่ 3 จำนวนเงินปันผลจ่าย ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลไม่ได้รับเครดิตภาษี และ กิจการจ่ายปันผล จากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (BOI) (บริเวณ E ในรูป) ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายๆว่า เป็นรายการที่ ภาษีที่หักและนำส่งไว้ จะเป็น 0.00 เสมอ
ตัวอย่าง
จากเอกสารที่ผมได้ Scan มาให้ดู ถ้าสมมติว่า ทั้งปี ผมได้รับเงินปันผลมาทั้งหมดเพียงเท่านี้ ผมก็จะแยกเงินปันผล และ ภาษีที่หักและนำส่งไว้ แต่ละประเภทออกได้ดังนี้


ประเภท

รายการ

เงินปันผลจ่าย

ภาษีที่หักและนำส่งไว้

ประเภทที่ 1

ได้รับเครดิตภาษี (30%)

400.00

40.00

ได้รับเครดิตภาษี (25%)

1,875.00

187.50

ได้รับเครดิตภาษี (15%)

50.00

5.00

ประเภทที่ 2

ไม่ได้รับเครดิตภาษี และ รายการอื่นๆ

300.00

30.00

ประเภทที่ 3

ไม่ได้รับเครดิตภาษี (BOI)

3,375.00

0.00



3. นำรายการเหล่านี้ไปกรอกในแบบ ภงด. 90 โดยให้ไปที่หมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ข้อ 4 โดยให้นำข้อมูลที่เรารวบรวมมาได้จากข้อที่แล้ว กรอกลงในช่องต่างๆ ดังนี้

  • ประเภทที่ 1 ให้แยกกรอกตาม % ภาษีที่กิจการเสีย เช่น ถ้า 30% ก็ไปใส่ในบรรทัดที่เขียนว่า "เงินปันผลฯจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไทยที่ต้องเสียภาษีเงินได้ อัตราร้อยละ 30 (เฉพาะที่ไม่เลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10.0)" โดยเงินปันผลจ่ายที่เราคิดไว้ ใส่ใน Column "เงินได้พึงประเมิน" และ ภาษีที่หักและนำส่งไว้ ใส่ใน Column "ภาษีหัก ณ ที่จ่าย" ทั้งนี้สำหรับ % ที่ไม่ใช่ 30 และ 10 จะมีบรรทัดที่มีช่องให้กรอกระบุ % เราก็ระบุเข้าไป ส่วนที่เหลือก็กรอกเหมือนที่เล่าไปแล้ว
  • ประเภทที่ 2 ให้กรอกลงในบรรทัดที่เขียนว่า "เงินปันผลฯจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไทยที่ไม่ได้รับเครดิต เงินปันผล"
  • ประเภทที่ 3 ไม่ต้องทำการกรอกลงใน ภงด.90
ตัวอย่าง
ผมลองกรอกลงในภงด.90 ดู จะได้ดังรูปครับ

4. สำหรับการยื่นแบบภาษีเงินได้ ประจำปี 2550 นี้ตอนที่เรากดสรุปภาษีที่ชำระ จะมีการให้ระบุด้วยว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของผู้จ่ายเงินได้ของเราคืออะไร โดยสำหรับมาตรา 40(4) ข้อ 4 จะให้เราระบุเป็นแต่ละ % การเสียภาษีของกิจการ ที่เราทำการเครดิตภาษี ก็ให้เราเลือกมาซัก 1 บริษัท ของแต่ละ % กรอกลงไป (บริษัทไหนก็ได้) โดยสามารถดูเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของบริษัทนั้นๆได้ที่ มุมบนขวาสุดของเอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ลองดูที่ผม scan มาให้ดูก็ได้ครับ)

ตัวอย่าง
ถ้าดูจากตัวอย่างของเรา
เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้ (30%) คือ 3101031942
เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้ (25%) คือ 3101134469

5. ตรวจทานความเรียบร้อย และตรวจเช็คดูว่าหลังจากทำการกรอกเครดิตภาษีเงินปันผลแล้ว เราได้ภาษีคืนเท่าไหร่ โดยวิธีเช็คก็คือ ตอนแรกลองไม่กรอกเครดิตภาษีเงินปันผล เปรียบเทียบกับ ตอนที่กรอกแล้ว ดูซิว่าภาษีที่เราต้องเสีย หรือ ได้ืคืน ต่างกันเท่าไหร่ (หรือถ้าตรวจแล้ว พบว่า เสียภาษีเพิ่มซะอีก ก็อย่าเครดิตภาษีเงินปันผลดีกว่าครับ)

เอาหล่ะครับ หวังว่าอ่านดูแล้ว คงจะพอเข้าใจมากขึ้นนะครับ ว่าการเครดิตภาษีเงินปันผล จะต้องทำอย่างไรบ้าง ยังไงถ้าอ่านแล้วงงๆ ถามมาได้เลยนะครับ เต็มใจตอบครับ

X

ปล. ครั้งนี้เป็นการ Update Blog ที่ใช้เวลานานที่สุดตั้งแต่เริ่มเขียน Blog มาเลย ดังนั้นอาจจะมีการเบลอๆเขียนผิดเขียนถูกได้ ตรงไหนเห็นว่าผิด บอกผมได้เลยนะครับ :)

วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551

22 | ภาษีกับการลงทุน (4) : การเครดิตภาษีเงินปันผล ตอนที่ 1

สวัสดีครับ

คราวนี้จะมาเล่าเรื่องที่ติดค้างกันไว้นานแล้วให้ฟังนะครับ (หลังจากที่สอบเสร็จซะที :D) นั่นก็คือการเครดิตภาษีเงินปันผล ที่เราได้รับจากการลงทุนในตราสารทุน หรือ หุ้นนั่นเอง โดยผมจะขอแบ่งเป็น 2 ตอนนะครับ ตอนแรกนี่ จะมาคุยกันในภาคทฤษฎีกันก่อนครับ ส่วนตอนที่ 2 จะเป็นภาคปฏิบัติ ลงลึกถึงการกรอกแบบฟอร์ม ภงด.90 เพื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผล

เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร
โดยปกติบริษัทจดทะเบียน (บริษัทที่เราสามารถซื้อหุ้นได้ในตลาดหลักทรัพย์) จะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น โดยปันออกมาจากกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ ซึ่งกำไรส่วนนี้ได้ผ่านการเสียภาษีให้กับทางรัฐบาลไปแล้ว โดยเสียในอัตราที่แตกต่างกันไป แล้วแต่บริษัท เช่น 50%, 30%, 20%, 15%, 10% เป็นต้น

ทีนี้ปัญหามันเกิดตรงที่ว่า เวลาที่ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผลมา ทางรัฐบาลจะมีการหักภาษี ณ. ที่จ่ายอีก 10% กลายเป็นว่าผู้ถือหุ้น (ในฐานะเจ้าของกิจการ) เสียภาษีซ้ำ 2 รอบ รอบแรก เสียภาษีจากกำไรที่บริษัทที่ตนเป็นเจ้าของทำได้ รอบที่ 2 โดนหัก ณ ที่จ่าย ตอนที่ได้รับเงินมา

การเครดิตภาษีเงินปันผลจึงเกิดขึ้น เพื่อเป็นการให้สิทธิผู้ถือหุ้น ในการที่จะเรียกคืนภาษีที่ตนเองเสียเกินไป กลับมา โดยการให้ผู้ถือหุ้นสามารถนำกำไรสุทธิที่บริษัททำได้ หลังจากหักภาษีแล้ว ในส่วนที่ผู้ถือหุ้นควรจะได้รับ (นั่นก็คือ ตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่) มารวมคิดเป็นรายได้ของผู้ถือหุ้น แล้วก็คิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปตามปกติ ถ้าภาษีที่คิดได้ น้อยกว่าที่เสียไปแล้ว (ทั้ง 2 ต่อรวมกัน) ผู้ถือหุ้นก็สามารถเรียกภาษีส่วนที่ผู้ถือหุ้นเสียเกินไปกลับมาได้

จำเป็นต้องเครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่
ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผล ไม่จำเป็นที่จะต้องทำการเครดิตภาษีเงินปันผลก็ได้ ซึ่งก็ทำได้ง่ายมากครับ คือ การรับเงินปันผลมาเฉยๆ โดยไม่ต้องดำเนินการใดๆเลย (แต่แน่นอนก่อนที่จะได้เงินปันผลมา เราก็ต้องลงทุนไปซื้อหุ้นบริษัทนั้นๆมาก่อนนะครับ :P)

ตัวอย่าง การคำนวณเงินที่จะได้คืนจากการเครดิตภาษีเงินปันผล
เอาหล่ะ ทีนี้เรามาลองคิดกันดูนะครับ ว่าเราทำการเครดิตภาษีเงินปันผลแล้วเนี่ย เราจะได้เงินคืนซักเท่าไหร่กัน

สมมติว่าเราถือหุ้น ABC อยู่ 100 หุ้น ซึ่งในปี 50 ที่ผ่านมา หุ้น ABC ได้ทำการจ่ายเงินปันผลมาให้กับเรา หุ้นละ 10 บาท โดยปันผลมาจากกำไรสุทธิที่ผ่านการเสียภาษีมาแล้ว (โดยบริษัท ABC เนี่ย เสียภาษีที่อัตรา 30% ของกำไร) ดังนั้นเราก็จะได้เงินปันผลจากหุ้น ABC มาทั้งหมด 100 * 10 = 1,000 บาท แต่เดี๋ยวก่อน ! เนื่องจากทางรัฐจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย 10% ดังนั้นก็จะมีเงินตกมาถึงมือเรา 1,000 - (1,000 * 0.1) = 900 บาท

ภาษีกรณีไม่ทำการเครดิตภาษีเงินปันผล
จะเห็นได้ว่า เรามีการเสียภาษีไป 2 ต่อ
- ต่อแรก เสียไปจากการที่บริษัทโดนเก็บภาษีจากกำไร เสียภาษีไป = (30% * 1,000) / 70% = 428.57 บาท (คิดง่ายๆ ก็คือ เอา 3/7 * 1,000)
- ต่อที่ 2 เสีย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตอนที่ได้รับเงินปันผล = 10% * 1,000 = 100 บาท

ภาษีรวม = 428.57 + 100 = 528.57 บาท

ภาษีกรณีที่ทำการเครดิตภาษีเงินปันผล
เราจะต้องทำการคำนวณ 2 ขั้นตอน ดังนี้
- ขั้นที่ 1 : ทำการคำนวณกำไรของบริษัทก่อนหักภาษี = (100% * 1,000) / 70% = 1,428.57 บาท
- ขั้นที่ 2 : นำเงินที่คำนวณได้จากขั้นที่ 1 รวมเป็นรายได้ของเรา ในการคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แล้วคิดภาษีออกมา ตามฐานภาษีของช่วงรายได้ ที่รายได้ส่วนนี้ไปตกอยู่ (ในที่นี้สมมติว่าเป็น 10%) = 1,428.57 * 10% = 142.86 บาท

ภาษีรวม = 142.86 บาท

จะเห็นได้ว่า เรามีการเสียภาษีเกินไปถึง = 528.57 - 142.86 = 385.71 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้ เราจะสามารถขอคืนได้ ผ่านทางการเครดิตภาษีเงินปันผลนั่นเองครับ (จะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เงินน้อยๆเลยนะครับ จากเดิมได้รับเงินปันผลตกมาถึงมือแค่ 900 บาท ถ้าทำการเครดิตภาษีเงินปันผล จะได้เงินปันผลเพิ่มมาอีกตั้ง 385.71 บาทแหน่ะครับ)

เงินปันผลที่ได้รับมาจากหุ้นทุกๆตัว สามารถทำการเครดิตภาษีเงินปันผลได้ทั้งหมดเลยหรือไม่
คำตอบก็คือ "ไม่ได้" ครับ เนื่องจากจะมีเงินปันผลบางจำพวก ที่ปันออกมาจากกำไรประเภทที่ รัฐไม่อนุญาตให้ทำการเครดิตภาษีเงินปันผลได้

ซึ่งโดยปกติแล้ว ในเอกสารที่ส่งมาแจ้งเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น จะมีการจำแนกไว้แล้วว่า เงินปันผลส่วนใดที่มาจากกำไรที่เครดิตภาษีเงินปันผลได้ และ ส่วนใดที่เครดิตไม่ได้ โดยสำหรับส่วนที่เครดิตได้ ก็จะมีการแจ้งไว้ด้วยว่า ปันมาจากกำไรส่วนที่บริษัทเสียภาษีกี่ % เพื่อช่วยให้เราสามารถนำไปคำนวณเครดิตภาษีได้ต่อไป


เอาหล่ะครับ สำหรับตอนที่ 1 ก็คงจะจบแต่เพียงเท่านี้ สำหรับใครที่อ่านแล้ว อาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพ เดี๋ยวคราวหน้าลองมาดูภาคปฏิบัติกันนะครับ (เดี๋ยวผมจะ Scan เอกสารเงินปันผลมาให้ดูด้วยครับ จะได้เห็นภาพชัดขึ้น)

X

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551

21 | หุ้นกู้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 1/2551

สวัสดีครับ

แว่บหายไม่ได้มา update เป็นอาทิตย์ๆเลย -_-' ว่าจะมาเขียนเรื่องการเครดิตภาษีเงินปันผลของหุ้น ก็ยังไม่มีเวลาเลยครับ คราวนี้ขอมา update ข่าวสั้นๆเหมือนเดิมก่อนแล้วกันนะครับ

ช่วงนี้หลายๆคน อาจจะเห็นโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของธนาคารกรุงศรีฯ ที่เค้าจะมีการออกหุ้นกู้ อายุ 2 ปี, 3 ปี และ 4 ปีออกมา โดยในโฆษณา ไม่ได้มีการระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ด้วย ผมก็เลยไปหาข้อมูลมาบอกเพื่อนๆกันครับ เผื่อว่าใครสนใจอยากจะลงทุนในตราสารหนี้ ที่มีอายุไม่ยาวเกินไปครับ (คราวที่แล้ว พันธบัตรออมทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย นั่น 4 ปี กับ 7 ปี เลยทีเดียว)

โดยอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้ทั้ง 3 ชุดนี้ คือ 3.85%, 4.00% และ 4.25% ตามลำดับครับ เปิดให้จองซื้อที่ธนาคารได้ตั้งแต่วันที่ 6 - 17 มีนาคม 2551 นี้ สามารถดูรายละเอียดในเว็บของธนาคาร ที่ Link

ยังไงเพื่อนๆลองพิจารณาดูนะครับ (อย่าลืมคิดเรื่องภาษีที่จะต้องเสีย 15% ของดอกเบี้ยด้วยนะครับ แต่ถ้าใครที่เสียภาษีต่ำกว่า 15% ก็ขอคืนได้ ตามวิธีที่บอกไว้ในคราวที่แล้วนะครับ)

X

ปล. มีข้อสังเกตนิดนึงว่า หุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรี รุ่นอายุ 4 ปี จะมีดอกเบี้ย ซึ่งมากกว่า ของพันธบัตรออมทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นอายุ 4 ปี ทั้งนี้ก็เนื่องมาจาก ความเสี่ยงที่มากกว่าของหุ้นกู้นั่นเองครับ