วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2551

27 | เรื่องต้องรู้ (ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้) เกี่ยวกับการซื้อหุ้นกู้

สวัสดีครับ

วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องแปลกๆ ที่พึ่งไปเจอมาสดๆ ร้อนๆในวันนี้ให้เพื่อนๆฟังกันนะครับ :)

เรื่องก็มีอยู่ว่า วันนี้ผมได้ไปขอรายละเอียดของหุ้นกู้ บริษัท AIS (ที่ผมเคยพูดถึงไว้ในคราวที่แล้ว) ที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย สาขาหนึ่ง ซึ่งทางธนาคารก็ให้ข้อมูลมาอย่างดี ตามเอกสารที่ผมแปะมาด้วย (เพื่อนๆคนไหนสนใจจะลงทุนก็ลองดูรายละเอียดในเอกสารเอานะครับ รายละเอียดค่อนข้างครบทีเดียว)

แต่พอผมถามต่อเกี่ยวกับเวลาในการจำหน่ายหุ้นกู้ (ซึ่งเริ่มวันแรกในวันที่ 24 เม.ย. 51 ตามเอกสาร) ว่าเป็นระบบใครมาก่อนได้ก่อนใช่หรือเปล่า พนักงานก็บอกว่า "ใช่ครับ แต่น่าเสียดายนะครับเนี่ย ถ้าคุณมาในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา จะได้ซื้อในช่วง Pre-Sale ไปก่อนเลย 0_o" " ผมก็งงเลยครับ พึ่งรู้เหมือนกันนะเนี่ย ว่าการซื้อหุ้นกู้เนี่ย มันเหมือนซื้อบ้าน-คอนโดฯ ที่มีช่วงเวลา Pre-Sale ก่อนที่จะ Grand Opening ด้วย ก็เลยถามต่อไปว่า แล้ว Pre-Sale กันไปเท่าไหร่แล้วหล่ะ พนักงานก็ตอบว่า "อ๋อ ส่วน Pre-Sale นี่เรามีกันโควต้า แยกออกจากส่วนที่จะขายในวันจริงครับ โดยกันไว้แค่ 1,100 ล้านบาทเองครับ" ผมยิ่งอึ้งหนักเลยครับ เพราะ Pre-Sale กันไป กว่าครึ่งหนึ่งของส่วนที่ธนาคารกสิกร ได้รับโควต้าไปแล้ว (ธ.กสิกรไทยได้รับโควต้าไป 2,000 ล้านบาท)

เพื่อความชัวร์ ผมก็เลยลองแวะไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นอีกที่ ที่ได้รับโควต้าในการจำหน่ายหุ้นกู้ตัวนี้ ซึ่งก็ได้รับคำตอบแบบเดียวกันครับ ว่าพึ่งปิดช่วง Pre-Sale ไปเอง และได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่าปกติช่วง Pre-Sale นี่ จะเป็นช่วง 1 อาทิตย์ก่อนหน้าที่จะเปิดขายจริง

ผมก็เลยได้ข้อสรุปมาบอกเพื่อนๆกันครับว่า "ในการซื้อหุ้นกู้ ที่เปิดขายให้กับประชาชนทั่วไป ผ่านทางธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ถ้าเราอยากได้แน่ๆ ให้ไปทำการซื้อในช่วง 1 อาทิตย์ก่อนหน้าวันที่ระบุไว้ในเอกสารว่าจะเปิดขาย (เรียกง่ายๆ ช่วง Pre-Sale) ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปลุ้นแย่งส่วนที่เหลือในวันเปิดขายจริงอีกที" ซึ่งก็ทำให้ผมถึงบางอ้อในที่สุดว่า มิน่าหล่ะ ทำไมที่ผ่านมาตูไม่เคยแย่งซื้อกับเค้าได้เลย ฮือๆ

X

ปล. เมืองไทยนี่มันเยี่ยมจริงๆ เรื่องซิกแซก ไม่ตรงตามกฎ ตามเกณฑ์มีครบในทุกๆวงการเลย -_-'

วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2551

26 | เำกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการซื้อหุ้น IPO

สวัสดีปีใหม่ไทยนะครับ :)

ก่อนที่จะเข้าเรื่องกัน ขออธิบายคำว่า IPO ที่ผมเขียนไว้ใน Title ก่อนนะครับ ว่าหมายถึงอะไร

IPO (Initial Public Offering) คือ การเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ของบริษัทซึ่งกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (สังเกตว่ามีคำว่า Initial อยู่ คือเป็นการเสนอขาย "ครั้งแรก" ของบริษัทนั้นๆ แต่หลังจากที่เข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว และมีการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปอีก จะเรียกว่า PO เฉยๆครับ) ซึ่งการเสนอขายหุ้นสามัญดังกล่าวนี้ เป็นการระดมทุนของบริษัทที่ออกหุ้นดังกล่าวออกมานั่นเอง กล่าวคือเงินที่บริษัทได้จากการขายหุ้นดังกล่าว ก็จะเข้ากระเป๋าของบริษัทไป เป็น "ทุน" ของบริษัทต่อไป

ซึ่งการออกขายหุ้นดังกล่าวนี้ เราจะเรียกว่าเป็น "ตลาดแรก" ในขณะที่ เมื่อหุ้นของบริษัทดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว และมีการซื้อขายเปลี่ยนมือระหว่างกัน เราจะเรียกว่าเป็น "ตลาดรอง" ครับ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า หุ้นทุกๆตัวในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะต้องผ่านการซื้อ-ขายมาแล้ว ทั้ง 2 ตลาดครับ

เอาหล่ะครับ ว่าทฤษฎีมาซะยาว มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ... ที่ผมยกเรื่องของ IPO มาพูดถึงกันในวันนี้เนี่ย เนื่องจากในวันที่ 21 - 22 เม.ย. 2551 นี้ บริษัท ​เอส​โซ่ (ประ​เทศ​ไทย) จำกัด (มหาชน) เค้าจะทำการ IPO หุ้นสามัญของเค้ากัน ก่อนที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 6 พ.ค. ต่อไป โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้นดังกล่าวได้ที่ ธ.กรุงเทพ และ ธ.กรุงไทย ที่ราคาเสนอขาย 9 - 13 บาทต่อหุ้นครับ (ที่ราคายังเป็นช่วงอยู่ เนื่องจากหลังจากที่เราจองซื้อไปแล้ว เค้าถึงจะเคาะราคาสุดท้ายออกมาอีกครั้งหนึ่ง) ซึ่งรายละเอียดการจองสามารถดูได้คร่าวๆที่ > ข่าว ได้นะครับ เห็นมีเบอร์โทรของทั้ง 2 แบงค์ให้โทรไปถามได้ ส่วนหนังสือชี้ชวนของบริษัท ก็ดูได้ที่ > Link ครับ (การลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าเพื่อนๆจะลงทุนก็ศึกษาให้ดีๆนะครับ จะเป็นหุ้นส่วนของเค้าทั้งที ต้องรู้เรื่องของบริษัทเค้าให้มากๆครับ)

การจองซื้อหุ้นสามัญในช่วง IPO (ผมขอเรียกสั้นๆว่า ซื้อหุ้น IPO แล้วกันนะครับ -_-') จะมีการให้เราระบุในแบบฟอร์มการจองซื้อครับว่า เราจะทำอย่างไรกับหุ้นที่เราได้รับมา (กรณีที่ได้รับการจัดสรรนะครับ เนื่องจากบางครั้ง คนจองซื้อกันเยอะมากๆ อาจจะต้องมีการจับฉลากกัน ทำให้บางคนไม่ได้ ซึ่งก็จะมีการคืนเงินให้ต่อไป) ซึ่งเพื่อนๆหลายคนดูแล้วอาจจะงงว่า วิธีที่เค้าให้เราเลือกแต่ละวิธีเนี่ย มันต่างกันอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ผมก็เลยขอเอามาเล่าให้ฟังกันนะครับ

ในแบบฟอร์มจะมีการให้ระบุอยู่ 3 วิธีครับ
  1. ขอรับหุ้นที่ได้รับการจัดสรร ออกมาเป็นใบหุ้น >> วิธีนี้ทางบริษัทที่ทำการออกหุ้น IPO ดังกล่าว จะทำการออกใบหุ้นมาให้กับเราครับ (โดยจะมีการระบุชื่อเจ้าของ, จำนวนหุ้น ไว้บนใบหุ้น) และเราก็จะต้องทำการเก็บใบหุ้นนั้นๆไว้ เพื่อเป็นหลักฐานการเป็นเจ้าของหุ้นดังกล่าว ซึ่งเราก็จะมีสิทธิเป็นเจ้าของหุ้นดังกล่าวตามปกติ ได้รับเงินปันผล, ได้เข้าไปออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ฯลฯ
  2. ข้อเสีย
    1. เราจะต้องทำการเก็บรักษาใบหุ้นดังกล่าวไว้ให้ดี อย่าทำหาย เพราะถ้าทำหาย เราจะต้องไปขอออกใบหุ้นใหม่จากบริษัทดังกล่าว (โดยทำผ่านทางบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD >> www.tsd.co.th)
    2. เราจะไม่สามารถนำหุ้นดังกล่าวไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยถ้าต้องการจะขาย ก็ต้องทำใบหุ้นดังกล่าวเข้าไปเก็บในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเราที่เปิดไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ (Broker) แล้วจึงจะสามารถขายได้
  3. ให้นำหุ้นที่ได้รับการจัดสรร เข้าไปฝากไว้ในบัญชีของ TSD ซึ่งจะรับฝากไว้ให้ โดยเราจะยังรับได้สิทธิของการเป็นเจ้าของหุ้นตามปกติทุกประการ
  4. ข้อเสีย
    1. เราจะไม่สามารถนำหุ้นดังกล่าวไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยถ้าต้องการจะขาย ก็ต้องทำเรื่องโอนหุ้นดังกล่าวจากบัญชีของ TSD ไปยัง บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเราที่เปิดไว้กับ Broker แล้วจึงจะสามารถขายได้
  5. ให้นำหุ้นที่ได้รับการจัดสรร โอนไปยังบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเราที่เปิดไว้กับ Broker เลย ซึ่งจะทำให้เราสามารถขายหุ้นดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์ได้ทันที ที่หุ้นดังกล่าวได้โอนเข้ามา (เป็นวิธีเดียว ที่จะสามารถทำให้เราสามารถขายหุ้นได้ ตั้งแต่วันแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ >> เหมาะกับนักเก็งกำไรหุ้น IPO ครับ :P)
ว่ากันมาซะยาวเลย หวังว่าเพื่อนๆคงได้เกร็ดความรู้ไปบ้างเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับการจองซื้อหุ้น IPO กันนะครับ ยังไงอย่าลืมท่องไว้นะครับ "การลงทุนมีความเสี่ยง" ดังนั้นต้องระวัง & ศึกษาให้มากๆครับ (โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงเกือบจะสูงสุดเลยทีเดียว)

โชคดีในการลงทุนครับ
X

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551

25 | พันธบัตร, หุ้นกู้, พันธบัตร, หุ้นกู้ ...

สวัสดีครับ

ช่วงนี้มีพันธบัตร, หุ้นกู้ออกมาให้เลือกลงทุน หลากหลายไปหมดเลยครับ ก็เลยเอามาบอกกล่าวให้เพื่อนๆทราบกัน เผื่อว่าใครสนใจจะเลือกลงทุนนะครับ ว่าแล้วก็มาลิสต์ออกมาเลยดีกว่าครับว่ามีของหน่วยงานอะไรกันบ้าง (เท่าที่ผมรู้นะครับ แหะๆ -_-')

  • พันธบัตรออมทรัพย์พิเศษ กระทรวงการคลัง อายุ 2 ปี ดอกเบี้ย 3.60% จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง ขายวันที่ 2 เม.ย. - 11 เม.ย. 2551 ที่ ธ.กรุงเทพ และ ธ.กรุงศรีอยุธยา โดย 3 วันแรกจะให้เฉพาะผู้สูงอายุ ที่อายุเกิน 55 ปี ซื้อก่อน ดูรายละเอียดได้ที่ > Link (อันนี้ผมอาจจะมาบอกช้าไปหน่อยครับ เพราะไปเจอข่าวที่เว็บกระทรวงการคลัง เห็นบอกว่าหมดอย่างรวดเร็ว แต่ผมอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่า ที่หมดนี่คือส่วนของผู้สูงอายุหรือเปล่า ยังไงถ้าใครสนใจลองไปสอบถามทางธนาคารดูนะครับ)
  • ตราสารภาครัฐของประเทศเกาหลีใต้ อันนี้จะมีให้ลงทุนผ่านทางกองทุนรวมต่างๆนะครับ ซึ่งช่วงนี้ผมเห็นออกมากันเต็มไปหมดเลย อย่างของ AYF ล่าสุดก็ออกกองทุนเปิดอยุธยาตราสารหนี้พลัส 12M3 และ กองทุนเปิดอยุธยาตราสารหนี้พลัส 18M1 ลงทุน 12 เดือน และ 18 เดือน ได้ผลตอบแทน 3.75 - 4.00% และ ุ3.90 – 4.15% ตามลำดับ โดยจะจ่ายดอกเบี้ย (ในรูปของการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ*) ออกมาทุกๆ 3 เดือนครับ / ของ TMBAM ก็มี กองทุนเปิดทหารไทย พันธบัตรเกาหลีใต้ รุ่นที่ 10 และ 11 ลงทุน 12 เดือน และ 24 เดือน ผลตอบแทน 4.0% และ 4.3% ได้ผลตอบแทนทุกๆ 3 เดือนเหมือนกัน / นอกจากนี้ยังมีของ บลจ. อื่นๆ อีกมากมายเลยครับ (สำหรับใครที่กังวลว่าจะเสี่ยงมากกว่าลงทุนในพันธบัตรไทยหรือเปล่า ผมมีข้อมูลมาบอกครับ ว่า พันธบัตรของรัฐบาลเกาหลีใต้เนี่ย ได้รับการจัดอันดับเครดิต ดีกว่า พันธบัตรของรัฐบาลไทยอีกนะครับ (ได้ Rating AA เทียบกับของไทย ที่ได้แค่ A) ดังนั้นเรื่องของความเสี่ยงไม่น่าจะเป็นปัญหาครับ
  • หุ้นกู้ของบริษัทเอไอเอส อายุ 5 ปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ดูรายละเอียดได้ที่ > Link (เค้าไม่ได้บอกอัตราดอกเบี้ยไว้ บอกแค่ว่าถ้าสนใจให้โทรไปถาม ยังไงใครโทรไปถามมาแล้ว ฝากบอกผมมั่งนะครับ ;) )
สำหรับเพื่อนๆที่คิดว่าอยากจะหาที่ลงทุนที่ได้ผลตอบแทน มากกว่าการฝากประจำกับธนาคาร (ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยอยู่ประมาณ 2.25%) และความเสี่ยงค่อนข้างน้อย ก็ลองๆดูกันนะครับ

X

ิิ* ที่กองทุนไม่ทำการจ่ายผลตอบแทนออกมาในรูปดอกเบี้ย เนื่องจาก ถ้าจ่ายออกมาในรูปดอกเบี้ยแล้ว ผู้ลงทุนจะต้องเสียภาษีครับ ในขณะเป็นในรูปของการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนไปจากผู้ลงทุนแล้ว ผู้ลงทุนจะไม่ต้องเสียภาษี ทำให้ได้รับผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น