สวัสดีปีใหม่ไทยนะครับ :)
ก่อนที่จะเข้าเรื่องกัน ขออธิบายคำว่า IPO ที่ผมเขียนไว้ใน Title ก่อนนะครับ ว่าหมายถึงอะไร
IPO (Initial Public Offering) คือ การเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ของบริษัทซึ่งกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (สังเกตว่ามีคำว่า Initial อยู่ คือเป็นการเสนอขาย "ครั้งแรก" ของบริษัทนั้นๆ แต่หลังจากที่เข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว และมีการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปอีก จะเรียกว่า PO เฉยๆครับ) ซึ่งการเสนอขายหุ้นสามัญดังกล่าวนี้ เป็นการระดมทุนของบริษัทที่ออกหุ้นดังกล่าวออกมานั่นเอง กล่าวคือเงินที่บริษัทได้จากการขายหุ้นดังกล่าว ก็จะเข้ากระเป๋าของบริษัทไป เป็น "ทุน" ของบริษัทต่อไป
ซึ่งการออกขายหุ้นดังกล่าวนี้ เราจะเรียกว่าเป็น "ตลาดแรก" ในขณะที่ เมื่อหุ้นของบริษัทดังกล่าวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว และมีการซื้อขายเปลี่ยนมือระหว่างกัน เราจะเรียกว่าเป็น "ตลาดรอง" ครับ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า หุ้นทุกๆตัวในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะต้องผ่านการซื้อ-ขายมาแล้ว ทั้ง 2 ตลาดครับ
เอาหล่ะครับ ว่าทฤษฎีมาซะยาว มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ... ที่ผมยกเรื่องของ IPO มาพูดถึงกันในวันนี้เนี่ย เนื่องจากในวันที่ 21 - 22 เม.ย. 2551 นี้ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เค้าจะทำการ IPO หุ้นสามัญของเค้ากัน ก่อนที่จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 6 พ.ค. ต่อไป โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้นดังกล่าวได้ที่ ธ.กรุงเทพ และ ธ.กรุงไทย ที่ราคาเสนอขาย 9 - 13 บาทต่อหุ้นครับ (ที่ราคายังเป็นช่วงอยู่ เนื่องจากหลังจากที่เราจองซื้อไปแล้ว เค้าถึงจะเคาะราคาสุดท้ายออกมาอีกครั้งหนึ่ง) ซึ่งรายละเอียดการจองสามารถดูได้คร่าวๆที่ >
ข่าว ได้นะครับ เห็นมีเบอร์โทรของทั้ง 2 แบงค์ให้โทรไปถามได้ ส่วนหนังสือชี้ชวนของบริษัท ก็ดูได้ที่ >
Link ครับ (การลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าเพื่อนๆจะลงทุนก็ศึกษาให้ดีๆนะครับ จะเป็นหุ้นส่วนของเค้าทั้งที ต้องรู้เรื่องของบริษัทเค้าให้มากๆครับ)
การจองซื้อหุ้นสามัญในช่วง IPO (ผมขอเรียกสั้นๆว่า ซื้อหุ้น IPO แล้วกันนะครับ -_-') จะมีการให้เราระบุในแบบฟอร์มการจองซื้อครับว่า เราจะทำอย่างไรกับหุ้นที่เราได้รับมา (กรณีที่ได้รับการจัดสรรนะครับ เนื่องจากบางครั้ง คนจองซื้อกันเยอะมากๆ อาจจะต้องมีการจับฉลากกัน ทำให้บางคนไม่ได้ ซึ่งก็จะมีการคืนเงินให้ต่อไป) ซึ่งเพื่อนๆหลายคนดูแล้วอาจจะงงว่า วิธีที่เค้าให้เราเลือกแต่ละวิธีเนี่ย มันต่างกันอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ผมก็เลยขอเอามาเล่าให้ฟังกันนะครับ
ในแบบฟอร์มจะมีการให้ระบุอยู่ 3 วิธีครับ
- ขอรับหุ้นที่ได้รับการจัดสรร ออกมาเป็นใบหุ้น >> วิธีนี้ทางบริษัทที่ทำการออกหุ้น IPO ดังกล่าว จะทำการออกใบหุ้นมาให้กับเราครับ (โดยจะมีการระบุชื่อเจ้าของ, จำนวนหุ้น ไว้บนใบหุ้น) และเราก็จะต้องทำการเก็บใบหุ้นนั้นๆไว้ เพื่อเป็นหลักฐานการเป็นเจ้าของหุ้นดังกล่าว ซึ่งเราก็จะมีสิทธิเป็นเจ้าของหุ้นดังกล่าวตามปกติ ได้รับเงินปันผล, ได้เข้าไปออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ฯลฯ
ข้อเสีย
1. เราจะต้องทำการเก็บรักษาใบหุ้นดังกล่าวไว้ให้ดี อย่าทำหาย เพราะถ้าทำหาย เราจะต้องไปขอออกใบหุ้นใหม่จากบริษัทดังกล่าว (โดยทำผ่านทางบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD >> www.tsd.co.th)
2. เราจะไม่สามารถนำหุ้นดังกล่าวไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยถ้าต้องการจะขาย ก็ต้องทำใบหุ้นดังกล่าวเข้าไปเก็บในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเราที่เปิดไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ (Broker) แล้วจึงจะสามารถขายได้
- ให้นำหุ้นที่ได้รับการจัดสรร เข้าไปฝากไว้ในบัญชีของ TSD ซึ่งจะรับฝากไว้ให้ โดยเราจะยังรับได้สิทธิของการเป็นเจ้าของหุ้นตามปกติทุกประการ
ข้อเสีย
1. เราจะไม่สามารถนำหุ้นดังกล่าวไปขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยถ้าต้องการจะขาย ก็ต้องทำเรื่องโอนหุ้นดังกล่าวจากบัญชีของ TSD ไปยัง บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเราที่เปิดไว้กับ Broker แล้วจึงจะสามารถขายได้
- ให้นำหุ้นที่ได้รับการจัดสรร โอนไปยังบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของเราที่เปิดไว้กับ Broker เลย ซึ่งจะทำให้เราสามารถขายหุ้นดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์ได้ทันที ที่หุ้นดังกล่าวได้โอนเข้ามา (เป็นวิธีเดียว ที่จะสามารถทำให้เราสามารถขายหุ้นได้ ตั้งแต่วันแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ >> เหมาะกับนักเก็งกำไรหุ้น IPO ครับ :P)
ว่ากันมาซะยาวเลย หวังว่าเพื่อนๆคงได้เกร็ดความรู้ไปบ้างเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับการจองซื้อหุ้น IPO กันนะครับ ยังไงอย่าลืมท่องไว้นะครับ "การลงทุนมีความเสี่ยง" ดังนั้นต้องระวัง & ศึกษาให้มากๆครับ (โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงเกือบจะสูงสุดเลยทีเดียว)
โชคดีในการลงทุนครับ
X