วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

37 | "พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก" มาแล้ว

สวัสดีครับ

พอดีผมเจอข่าวมาว่า พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก กำลังจะเริ่มมีผลใช้ในวันที่ 11 ส.ค.นี้แล้ว ก็เลยจะขอมาเล่าให้ฟังกันครับ ว่ามันคืออะไร และมีผลกระทบอย่างไรกับเรากันบ้าง

การประกันเงินฝาก คืออะไร ?
การประกันเงินฝาก คือ ระบบการจ่ายคืนเงินให้ผู้ฝากในวงเงินที่กำหนดไว้ เมื่อสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ระบบประกันเงินฝากถูกปิดกิจการ โดยผู้ฝากจะได้รับเงินฝากของตนคืนอย่างรวดเร็วในเวลาที่กำหนดไว้ โดยไม่ต้องรอขอรับชำระหนี้จากการชำระบัญชีทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ปิดกิจการ [จาก Website ของธนาคารแห่งประเทศไทย]

ซึ่งถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ ถ้าแบงค์ที่เราฝากเงินไว้เนี่ยเกิดเจ๊งขึ้นมา เราจะได้รับเงินคืนแน่ๆ ตามวงเงินที่กำหนดไว้ (เช่น 1 ล้านบาท) แต่เงินฝากของเราส่วนที่เหลือจากวงเงินดังกล่าว จะต้องรอให้แบงค์ขายทรัพย์สินเอาเงินไปคืนเจ้าหนี้ให้หมดก่อน แล้วถ้าเหลือเท่าไร จึงจะกลับมาจ่ายเราคืน ซึ่งอาจจะทำให้เราได้เงินส่วนดังกล่าวไม่ครบ หรือไม่ได้เลยแม้แต่แดงเดียว

สถาบันคุ้มครองเงินฝาก คืออะไร ?
สถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือ สถาบันที่จัดตั้งขึ้น เพื่อจ่ายคืนเงินให้กับผู้ฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินที่ปิดกิจการไปดังกล่าว (แต่เฉพาะในวงเงินที่กำหนดไว้เท่านั้นนะครับ ย้ำอีกครั้ง :D) โดยสถาบันนี้จะมีแหล่งเงินมาจากค่าธรรมเนียมที่สถาบันการเงินต่างๆ จ่ายมาให้ เป็นสัดส่วนกับเงินฝากที่สถาบันการเงินนั้นๆมีอยู่

วงเงินที่จะคุ้มครอง
วงเงินการคุ้มครองจะกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อคน ต่อสถาบันการเงิน

ซึ่ง ตามที่ผมเข้าใจ ถึงเรามีหลายๆบัญชีในธนาคารเดียวกัน เราก็จะได้รับการคุ้มครองแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น เพราะเป็นการคุ้มครอง "ต่อคน" ครับ แต่ถ้าเรามีบัญชีกระจายอยู่หลายๆธนาคาร เราก็จะได้รับการคุ้มครองในทุกๆบัญชี บัญชีละ 1 ล้านบาท เนื่องจากเป็นการคุ้มครอง "ต่อสถาบันการเงิน"

แต่อย่าพึ่งตกใจกันครับ กฎหมายให้เวลาเราปรับตัว โดยจะทยอยลดวงเงินค้ำประกันลง เป็นเวลา 4 ปี ดังนี้

  • ปีที่ 1 คุ้มครองเต็มจำนวน
  • ปีที่ 2 คุ้มครอง 100 ล้านบาท
  • ปีที 3 คุ้มครอง 50 ล้านบาท
  • ปีที่ 4 คุ้มครอง 10 ล้านบาท
  • ปีที่ 5 คุ้มครอง 1 ล้านบาท
ดังนั้นกว่าที่จะเริ่มคุ้มครองวงเงิน 1 ล้านบาทจริงๆ ก็เป็นวันที่ 11 ส.ค. 2555 นั่นเองครับ

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิด (บางอย่างก็เกิดไปแล้ว)
  • สถาบันการเงินเล็กๆ จะต้องสร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น เพื่อให้คนมาฝากเงินกับตน เช่น ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่า สถาบันการเงินใหญ่ๆ ทั้งนี้ก็เนื่องจากสถาบันการเงินเล็กๆ ย่อมมีโอกาสที่จะล้มได้ง่ายกว่า
  • เกิดการโยกเงินไปลงทุนยังการลงทุนอื่นๆ เช่น กองทุนรวม, ตลาดหุ้น มากขึ้น เนื่องจาก คนที่มีเงินเยอะๆ ก็จะไม่กล้าฝากธนาคารไว้ทั้งหมด เพราะไม่ได้รับการค้ำประกันเงินฝากแล้ว ทำให้ตัวธนาคารเองก็ต้องออกบริการใหม่ๆ เพื่อดึงเงินของลูกค้าของตัวเองไว้ เช่น ปัจจุบันบางธนาคารก็มีการออกบริการลักษณะไพรเวท แบงค์กิ้ง เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีเงินฝากเยอะๆแล้ว

สำหรับตัวผมเอง คงไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่ครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้น -_-' กับอีกอย่างก็คือ ผมเอาเงินไปลงทุนอย่างอื่นหมดแล้วหล่ะครับ :D

X

ปล. ผมเห็นมีงานสัมมนาของทาง HSBC ในเรื่องนี้พอดี ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ใครสนใจลองไปดูที่ Link นะครับ
ปล.2 ทางตลาดหลักทรัพย์ ร่วมกับหลายๆหน่วยงาน ได้จัดเสวนาในโครงการ "Smart Investors ภูมิคุ้มกันเพื่อผู้ลงทุนที่ชาญฉลาด (ครั้งที่ 1)" ในวันเสาร์ที่ 2 สิงหาคมนี้ ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจทีเดียว รายละเอียดอยู่ที่ Link ครับ

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

พรบนี้ แบงค์ใหญ่ๆน่าจะได้ประโยชน์นะ
เพราะความเชื่อมั่นสูง ก็ยิ่งจะได้ดอกเบี้ยต่ำ
แต่สักพัก ดีมานด์ซัพพลาย ก็คงลู่เข้าสู่สมดุลใหม่

HSBC ก็น่าจะมี account ใหญ่ๆไปฝากมากขึ้น