สวัสดีครับ
เมื่อวันก่อนมีข่าวออกมาว่า แบงค์กรุงเทพ ได้ประกาศลดดอกเบี้ยเงินฝากประจำลง เหลือแค่ 0.75 -1.00-1.00-1.25-1.50% (3-6-12-24-36 เดือน) ตามดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ลดไปก่อนหน้า เหลือ 0.50% ไป ซึ่งจากข่าวนี้ อาจจะทำให้เพื่อนๆบางคนที่ฝากเงินเซ็งไปตามๆกัน และ ก็เกิดคำถามกันขึ้นมาว่าจะเอาเงินไปไว้ที่ไหนดี ที่จะได้ผลตอบแทนดีกว่านี้
พอดีผมได้ไปอ่านข่าวของตลาดหลักทรัพย์ ว่าจะมีการแยกตัวหุ้นที่เป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ออกมาจัดตั้งเป็นหมวดธุรกิจ*ใหม่ ชื่อว่า "หมวดธุรกิจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund Sector)" จากเดิมที่อยู่ใน "หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Development Sector)" ตามข่าว ผมก็เลยนึกขึ้นได้ว่า น่าจะเอากองทุนอสังหาริมทรัพย์ มาเสนอเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนของเพื่อนๆครับ (สำหรับใครที่ไม่รู้จักกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ผมได้เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ไว้ เมื่อกลางปีที่แล้ว ตาม Link ลองกลับไปอ่านกันดูได้นะครับ)
โดยช่วงนี้ราคาของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ได้มีการตกลงตามภาวะตลาดหุ้นโดยรวม ยิ่งทำให้ผลตอบแทนเงินปันผลที่ได้ดีขึ้นไปอีก (ลองดูที่ KIMENG รายงานไว้ได้ที่ Link) โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ที่ระดับเกือบๆ 10% เลยทีเดียว แถมยังมีหลากหลายกองให้เลือก ทั้งลงทุนในโรงงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ฯลฯ (เยอะขนาดตั้งเป็นหมวดธุรกิจได้เลย :D)
แต่ยังไงก็ต้องระวังนิดนึงนะครับว่า ผลตอบแทนอันนั้นเป็นผลตอบแทนในอดีต ไม่ประกันว่าจะไ้้ด้ในอนาคต และ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์พวกนี้ สภาพคล่องจะค่อนข้างน้อย ทำให้เวลาจะขาย อาจจะได้ราคาไม่ดีครับ
โชคดีในการลงทุนครับ
X
* สำหรับใครที่อาจจะงงว่าหมวดธุรกิจ (Sector) คืออะไร เรื่องจะเป็นอย่างนี้ครับ ปกติหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีอยู่หลายร้อยตัว จะมีการแบ่งเป็นหมวดๆ เช่น หุ้นบริษัท AIS กับหุ้นบริษัท DTAC ก็จะอยู่ในหมวดธุรกิจเดียวกัน คือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีการแบ่งออกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม (Industry) อีกด้วย โดยจะมีการรวมหลายๆหมวดธุรกิจ ไปอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งๆ ซึ่งถ้าเพื่อนๆอยา่กรู้ว่าตอนนี้มี Sector, Industry อะไรอยู่บ้าง และหุ้นอะไรอยู่ Sector ไหน สามารถดูได้ที่ Website ของตลาดหลักทรัพย์ได้เลยครับ ที่ Link
ปล. นิตยสาร M&W มีจัดสัมมนา ""กองทุนรวมอสังหาฯ เพิ่มโอกาสทำกำไร ลงทุนง่าย กระจายความเสี่ยง" วันพุธที่ 1 เม.ย. นี้ที่ตลาดหลักทรัพย์ ใครสนใจลองดูรายละเอียดที่ Link ครับ
ปล.2 สำหรับใครที่ซื้อกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ของ TMBAM ไม่ทัน เ็ห็นข่าวบอกว่า จะมีเปิดกอง 9 เดือน กองใหม่วันที่ 30 มี.ค. - 7 เม.ย. นี้ ยังไงถ้าอยากได้ อาจจะต้องรีบไปเร็วๆหน่อยนะครับ เดี๋ยวเต็มอีก -_-
วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552
51 | กองทุนรวม พันธบัตรเกาหลีใต้ (กลับมาอีกครั้ง)
สวัสดีครับ
ช่วงนี้ดอกเบี้ยเงินฝากในท้องตลาดกำลังลดเอาๆ ใหญ่เลยทีเดียว จนมีหลายๆคนมาถามผมว่า จะหาแหล่งลงทุนที่ไหนดี ที่ความเสี่ยงไม่สูง แต่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าฝากเงินกับธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมา ผมก็ตอบกลับไปว่า นึกไม่ออกเหมือนกัน -_-' เพราะจะไปฝากกับกองทุนรวมตราสารหนี้ ก็ต้องมาลุ้นกับราคาหน่วยลงทุนที่ผันผวนไปมาในแต่ละวัน หรือ จะไปซื้อหุ้นกู้ ก็อาจจะมีช่วงการลงทุนที่ยาวเกินไป รวมถึง แย่งซื้อได้ยากอีกต่างหาก (ประมาณว่าต้องมี ญาติเขยน้องเมียเพื่อนพ่อ เป็นพนักงานแบงค์ถึงจะซื้อได้ :D)
แต่สำหรับวันนี้ ผมเจอทางเลือกดีๆที่อยากแนะนำแล้วครับ นั่นก็คือ กองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ เจ้าเก่านั่นเอง โดยที่ผมไปเจอมา จะเป็นของบลจ. TMBAM ที่เปิดขาย "กองทุนเปิดทหารไทยเกาหลีใต้ 6M1" และ "กองทุนเปิดทหารไทยเกาหลีใต้ 1Y1" ซึ่งไปลงทุนในตราสารหนี้ของ EXPORT IMPORT BANK of KOREA ที่มีอายุ 6 เดือน และ 1 ปี โดยมีผลตอบแทนที่คาดหวังที่ 3.65% และ 4.75% ต่อปี ตามลำดับ
โดยในเรื่องของความเสี่ยงว่าธนาคารดังกล่าว จะผิดนัดชำระหรือไม่ (Default Risk) ก็น่าจะเบาใจได้ในระดับหนึ่งครับ เนื่องจากตราสารหนี้ที่กองทุนไปลงทุน ได้รับ Rating ที่ดีเลยทีเดียว รวมถึงยังเป็นธนาคารที่รัฐบาลเกาหลีใต้ถือหุ้นใหญ่ด้วย ส่วนความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk) ทางกองทุนก็ได้ทำการปิดความเสี่ยง โดยทำสัญญาล่วงหน้าในการซื้อ-ขายเงินไว้เรียบร้อยแล้ว
สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Link นะครับ โดยทาง TMBAM จะเปิดขาย 17 - 24 มีนาคม 2552 นี้
X
ปล. ยังไงเพื่อนๆอาจจะลองดูกองทุนลักษณะนี้ของบลจ. อื่นดูด้วยก็ได้นะครับ ผมว่าทุกๆบลจ.คงออกมาแข่งกันเยอะแยะแน่นอนครับ (รวมถึง TMBAM เอง ที่คงมีออกมาอีก สังเกตได้จากชื่อกองทุนที่ห้อยไว้ด้วยเลข 1 ;) )
ช่วงนี้ดอกเบี้ยเงินฝากในท้องตลาดกำลังลดเอาๆ ใหญ่เลยทีเดียว จนมีหลายๆคนมาถามผมว่า จะหาแหล่งลงทุนที่ไหนดี ที่ความเสี่ยงไม่สูง แต่ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าฝากเงินกับธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมา ผมก็ตอบกลับไปว่า นึกไม่ออกเหมือนกัน -_-' เพราะจะไปฝากกับกองทุนรวมตราสารหนี้ ก็ต้องมาลุ้นกับราคาหน่วยลงทุนที่ผันผวนไปมาในแต่ละวัน หรือ จะไปซื้อหุ้นกู้ ก็อาจจะมีช่วงการลงทุนที่ยาวเกินไป รวมถึง แย่งซื้อได้ยากอีกต่างหาก (ประมาณว่าต้องมี ญาติเขยน้องเมียเพื่อนพ่อ เป็นพนักงานแบงค์ถึงจะซื้อได้ :D)
แต่สำหรับวันนี้ ผมเจอทางเลือกดีๆที่อยากแนะนำแล้วครับ นั่นก็คือ กองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ เจ้าเก่านั่นเอง โดยที่ผมไปเจอมา จะเป็นของบลจ. TMBAM ที่เปิดขาย "กองทุนเปิดทหารไทยเกาหลีใต้ 6M1" และ "กองทุนเปิดทหารไทยเกาหลีใต้ 1Y1" ซึ่งไปลงทุนในตราสารหนี้ของ EXPORT IMPORT BANK of KOREA ที่มีอายุ 6 เดือน และ 1 ปี โดยมีผลตอบแทนที่คาดหวังที่ 3.65% และ 4.75% ต่อปี ตามลำดับ
โดยในเรื่องของความเสี่ยงว่าธนาคารดังกล่าว จะผิดนัดชำระหรือไม่ (Default Risk) ก็น่าจะเบาใจได้ในระดับหนึ่งครับ เนื่องจากตราสารหนี้ที่กองทุนไปลงทุน ได้รับ Rating ที่ดีเลยทีเดียว รวมถึงยังเป็นธนาคารที่รัฐบาลเกาหลีใต้ถือหุ้นใหญ่ด้วย ส่วนความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk) ทางกองทุนก็ได้ทำการปิดความเสี่ยง โดยทำสัญญาล่วงหน้าในการซื้อ-ขายเงินไว้เรียบร้อยแล้ว
สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Link นะครับ โดยทาง TMBAM จะเปิดขาย 17 - 24 มีนาคม 2552 นี้
X
ปล. ยังไงเพื่อนๆอาจจะลองดูกองทุนลักษณะนี้ของบลจ. อื่นดูด้วยก็ได้นะครับ ผมว่าทุกๆบลจ.คงออกมาแข่งกันเยอะแยะแน่นอนครับ (รวมถึง TMBAM เอง ที่คงมีออกมาอีก สังเกตได้จากชื่อกองทุนที่ห้อยไว้ด้วยเลข 1 ;) )
Labels:
กองทุนรวม,
ตราสารหนี้
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552
50 | ภาษีกับการลงทุน : การเครดิตภาษีเงินปันผล ปีภาษี 2551
สวัสดีครับ
พอดีมีคุณ Doko มาถามเกี่ยวกับเรื่องการเครดิตภาษีเงินปันผล ใน Title ที่ผมเคยเขียนไว้ ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า ผมยังไม่ได้มา Update เรื่องการกรอกเครดิตภาษีเงินปันผล ในภงด.90 ของสรรพากร เวอร์ชั่นใหม่ สำหรับปีภาษี 2551 เลยนี่นา วันนี้ก็เลยขอมา Update หน่อยนะครับ โดยผมจะเอาบทความเดิม มาแก้ไขเฉพาะตรงที่มีการเปลี่ยนแปลงเอา ดังนั้น อ่านแล้วอาจจะคุ้นๆซักหน่อย :P
X
**********************************************************************************
สวัสดีครับ
คราวนี้เรามาต่อในภาคปฏิบัติของการเครดิตภาษีเงินปันผล กันเลยนะครับ ว่าต้องทำยังไง เราถึงจะได้เงินภาษีที่เราเสียไปเกินคืน
สิ่งควรรู้ก่อนทำการเครดิตภาษีเงินปันผล
1. ในการเครดิตภาษีเงินปันผล เราจะต้องนำเงินปันผลจากหุ้นในปีนั้นๆ ทุกๆรายการมาคิด ห้ามเลือกเฉพาะบางรายการ เช่น ถ้าเรามีหุ้นอยู่ 2 ตัว A กับ B แล้วหุ้น A ปันผล 1 ครั้งในปีนี้ ส่วนหุ้น B ปันผล 2 ครั้ง เราก็ต้องนำรายการเงินปันผล ทั้ง 3 รายการนั้นมาคิดทั้งหมด (จำง่ายๆว่า "ถ้าจะยื่นก็ต้องยื่นทั้งหมด")
2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เงินคืนจากการเครดิตภาษีเงินปันผล บางคนทำการเครดิตภาษีเงินปันผลแล้ว อาจจะต้องเสียภาษีเพิ่มได้ เพราะจะมีเงินปันผลบางรายการที่ปันออกมาจาก กำไรประเภทที่ รัฐไม่อนุญาตให้ทำการเครดิตภาษีเงินปันผล (คือ รัฐไม่ให้เราเรียกคืนภาษีส่วนที่บริษัทที่ปันผลเสียไป ก่อนที่จะปันผลออกมาให้เรา)
ซึ่งถ้าเรานำรายการประเภทนี้ ไปทำการเครดิตภาษี จะทำให้จากเดิมที่เราเสียภาษี ณ ที่จ่ายอยู่แค่ 10% กลายเป็นว่า เราจะเสียภาษีตามฐานภาษีของรายได้ส่วนนั้นๆ ซึ่งถ้าคนมีรายได้เยอะๆอยู่แล้ว กลายเป็นว่าจะเสียภาษีเพิ่มเป็น 20% หรือมากกว่านั้น ทำให้ต้องไปเสียภาษีเพิ่มในส่วนที่ยังจ่ายไม่ครบนั่นเอง
ดังนั้น จะต้องคำนวณให้ดีๆ ก่อนการยื่นเครดิตภาษีเงินปันผล ว่า รายการเงินปันผลที่เครดิตภาษีได้ กับ เครดิตภาษีไม่ได้ อันไหนที่มากกว่ากัน และคิดสะระตะออกมาแล้ว เราได้เงินปันผลคืนหรือไม่ (ทั้งนี้ เพราะจากกฎข้อ 1 ที่ว่า ถ้ายื่นต้องยื่นทั้งหมด เราจะเลือกยื่นเฉพาะรายการที่เครดิตภาษีเงินปันผลได้เท่านั้น ไม่ได้)
ขั้นตอนการเครดิตภาษีเงินปันผล
1. ทำการรวบรวมเอกสาร หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเราได้รับจากทางศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เวลาที่เราได้รับเงินปันผล ของทั้งปี มาไว้ในที่เดียวกัน (สำหรับใครที่ทำหาย ก็ติดต่อได้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ อาคารตลาดหลักทรัพย์ ตรงคลองเตยนะครับ) ตัวอย่างของเอกสารนี้ ก็ตามรูปเลยครับ (ผมจะใส่ไว้ทั้งหมด 2 ใบนะครับ เพื่อจะใช้อธิบายในหัวข้อถัดๆไป)
2. จากข้อมูลในเอกสารที่เรารวบรวมมา จะสามารถแยกรายการออกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้
จากเอกสารที่ผมได้ Scan มาให้ดู ถ้าสมมติว่า ทั้งปี ผมได้รับเงินปันผลมาทั้งหมดเพียงเท่านี้ ผมก็จะแยกเงินปันผล และ ภาษีที่หักและนำส่งไว้ แต่ละประเภทออกได้ดังนี้ (ในที่นี้คือลองรวมของทั้ง 2 ใบเข้าด้วยกันเลย)
3. นำข้อมูลในเอกสารที่รวบรวมมาตามข้อ 1. แต่ละใบ ไปกรอกในแบบ ภงด. 90 โดยให้ไปที่หมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ข้อ 4 แล้วกดที่คำว่า "เพิ่ม" เพื่อเปิดหน้าจอ "กระดาษทำการเงินได้ 40 (4) (ข)" ขึ้นมา ตามรูปครับ


จากนั้น ก็ให้นำข้อมูลในเอกสารแต่ละใบที่เรารวบรวมไว้ มากรอกเลยครับ โดยให้กดที่ปุ่มเพิ่มในหน้าจอ กระดาษทำการดังกล่าว ระบบจะเพิ่มบรรทัดขึ้นมาให้เรากรอกครับ โดยเอกสารของเรา 1 ฉบับ จะเท่ากับการกรอก 1 บรรทัด โดยในช่อง "เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของบริษัทผู้จ่ายเงินปันผล" ให้กรอก "เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้" ที่อยู่ทางด้านขวาบนของเอกสารลงไป
ส่วนรายการแต่ละประเภทที่เราแบ่งไว้ในข้อ 2. จะมีวิธีการกรอกดังต่อไปนี้ครับ
โดยหลังจากที่เรากรอกข้อมูลในเอกสารทุกใบครบหมดแล้ว (1 ใบ ต่อ 1 รายการ) ให้เช็คความถูกต้องอีกครั้ง แล้วกดที่ปุ่มตกลง ระบบจะปิดหน้าจอกระดาษทำการดังกล่าว แล้วนำค่าไปกรอกลงใน ภงด.90 ให้เลยครับ
ตัวอย่าง
ผมลองกรอกลงในกระดาษทำการเงินได้ 40 (4) (ข) ดู จะได้ดังรูปครับ (กดที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่ได้)
4. ตรวจทานความเรียบร้อย และตรวจเช็คดูว่าหลังจากทำการกรอกเครดิตภาษีเงินปันผลแล้ว เราได้ภาษีคืนเท่าไหร่ โดยวิธีเช็คก็คือ ตอนแรกลองไม่กรอกเครดิตภาษีเงินปันผล เปรียบเทียบกับ ตอนที่กรอกแล้ว ดูซิว่าภาษีที่เราต้องเสีย หรือ ได้คืน ต่างกันเท่าไหร่ (หรือถ้าตรวจแล้ว พบว่า เสียภาษีเพิ่มซะอีก ก็อย่าเครดิตภาษีเงินปันผลดีกว่าครับ)
เอาหล่ะครับ หวังว่าอ่านดูแล้ว คงจะพอเข้าใจมากขึ้นนะครับ ว่าการเครดิตภาษีเงินปันผล จะต้องทำอย่างไรบ้าง ยังไงถ้าอ่านแล้วงงๆ ถามมาได้เลยนะครับ เต็มใจตอบครับ
X
พอดีมีคุณ Doko มาถามเกี่ยวกับเรื่องการเครดิตภาษีเงินปันผล ใน Title ที่ผมเคยเขียนไว้ ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า ผมยังไม่ได้มา Update เรื่องการกรอกเครดิตภาษีเงินปันผล ในภงด.90 ของสรรพากร เวอร์ชั่นใหม่ สำหรับปีภาษี 2551 เลยนี่นา วันนี้ก็เลยขอมา Update หน่อยนะครับ โดยผมจะเอาบทความเดิม มาแก้ไขเฉพาะตรงที่มีการเปลี่ยนแปลงเอา ดังนั้น อ่านแล้วอาจจะคุ้นๆซักหน่อย :P
X
**********************************************************************************
สวัสดีครับ
คราวนี้เรามาต่อในภาคปฏิบัติของการเครดิตภาษีเงินปันผล กันเลยนะครับ ว่าต้องทำยังไง เราถึงจะได้เงินภาษีที่เราเสียไปเกินคืน
สิ่งควรรู้ก่อนทำการเครดิตภาษีเงินปันผล
1. ในการเครดิตภาษีเงินปันผล เราจะต้องนำเงินปันผลจากหุ้นในปีนั้นๆ ทุกๆรายการมาคิด ห้ามเลือกเฉพาะบางรายการ เช่น ถ้าเรามีหุ้นอยู่ 2 ตัว A กับ B แล้วหุ้น A ปันผล 1 ครั้งในปีนี้ ส่วนหุ้น B ปันผล 2 ครั้ง เราก็ต้องนำรายการเงินปันผล ทั้ง 3 รายการนั้นมาคิดทั้งหมด (จำง่ายๆว่า "ถ้าจะยื่นก็ต้องยื่นทั้งหมด")
2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เงินคืนจากการเครดิตภาษีเงินปันผล บางคนทำการเครดิตภาษีเงินปันผลแล้ว อาจจะต้องเสียภาษีเพิ่มได้ เพราะจะมีเงินปันผลบางรายการที่ปันออกมาจาก กำไรประเภทที่ รัฐไม่อนุญาตให้ทำการเครดิตภาษีเงินปันผล (คือ รัฐไม่ให้เราเรียกคืนภาษีส่วนที่บริษัทที่ปันผลเสียไป ก่อนที่จะปันผลออกมาให้เรา)
ซึ่งถ้าเรานำรายการประเภทนี้ ไปทำการเครดิตภาษี จะทำให้จากเดิมที่เราเสียภาษี ณ ที่จ่ายอยู่แค่ 10% กลายเป็นว่า เราจะเสียภาษีตามฐานภาษีของรายได้ส่วนนั้นๆ ซึ่งถ้าคนมีรายได้เยอะๆอยู่แล้ว กลายเป็นว่าจะเสียภาษีเพิ่มเป็น 20% หรือมากกว่านั้น ทำให้ต้องไปเสียภาษีเพิ่มในส่วนที่ยังจ่ายไม่ครบนั่นเอง
ดังนั้น จะต้องคำนวณให้ดีๆ ก่อนการยื่นเครดิตภาษีเงินปันผล ว่า รายการเงินปันผลที่เครดิตภาษีได้ กับ เครดิตภาษีไม่ได้ อันไหนที่มากกว่ากัน และคิดสะระตะออกมาแล้ว เราได้เงินปันผลคืนหรือไม่ (ทั้งนี้ เพราะจากกฎข้อ 1 ที่ว่า ถ้ายื่นต้องยื่นทั้งหมด เราจะเลือกยื่นเฉพาะรายการที่เครดิตภาษีเงินปันผลได้เท่านั้น ไม่ได้)
ขั้นตอนการเครดิตภาษีเงินปันผล
1. ทำการรวบรวมเอกสาร หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเราได้รับจากทางศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เวลาที่เราได้รับเงินปันผล ของทั้งปี มาไว้ในที่เดียวกัน (สำหรับใครที่ทำหาย ก็ติดต่อได้ที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ อาคารตลาดหลักทรัพย์ ตรงคลองเตยนะครับ) ตัวอย่างของเอกสารนี้ ก็ตามรูปเลยครับ (ผมจะใส่ไว้ทั้งหมด 2 ใบนะครับ เพื่อจะใช้อธิบายในหัวข้อถัดๆไป)
![]() | ![]() |
2. จากข้อมูลในเอกสารที่เรารวบรวมมา จะสามารถแยกรายการออกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้
- ประเภทที่ 1 จำนวนเงินปันผลจ่าย ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลได้รับเครดิตภาษี (บริเวณ A ในรูป) ซึ่งจะมีแยกเป็นแต่ละอัตราภาษีที่กิจการเสีย เช่น 30%, 25%, 20%, 15% ฯลฯ
- ประเภทที่ 2 จำนวนเงินปันผลจ่าย ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลไม่ได้รับเครดิตภาษี และ รายการอื่นๆ (บริเวณ C ในรูป)
- ประเภทที่ 3 จำนวนเงินปันผลจ่าย ซึ่งผู้ได้รับเงินปันผลไม่ได้รับเครดิตภาษี และ กิจการจ่ายปันผล จากกำไรสุทธิของกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (BOI) (บริเวณ E ในรูป) ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายๆว่า เป็นรายการที่ ภาษีที่หักและนำส่งไว้ จะเป็น 0.00 เสมอ
จากเอกสารที่ผมได้ Scan มาให้ดู ถ้าสมมติว่า ทั้งปี ผมได้รับเงินปันผลมาทั้งหมดเพียงเท่านี้ ผมก็จะแยกเงินปันผล และ ภาษีที่หักและนำส่งไว้ แต่ละประเภทออกได้ดังนี้ (ในที่นี้คือลองรวมของทั้ง 2 ใบเข้าด้วยกันเลย)
ประเภท | รายการ | เงินปันผลจ่าย | ภาษีที่หักและนำส่งไว้ |
ประเภทที่ 1 | ได้รับเครดิตภาษี (30%) | 400.00 | 40.00 |
ได้รับเครดิตภาษี (25%) | 1,875.00 | 187.50 | |
ได้รับเครดิตภาษี (15%) | 50.00 | 5.00 | |
ประเภทที่ 2 | ไม่ได้รับเครดิตภาษี และ รายการอื่นๆ | 300.00 | 30.00 |
ประเภทที่ 3 | ไม่ได้รับเครดิตภาษี (BOI) | 3,375.00 | 0.00 |
3. นำข้อมูลในเอกสารที่รวบรวมมาตามข้อ 1. แต่ละใบ ไปกรอกในแบบ ภงด. 90 โดยให้ไปที่หมวด เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) ข้อ 4 แล้วกดที่คำว่า "เพิ่ม" เพื่อเปิดหน้าจอ "กระดาษทำการเงินได้ 40 (4) (ข)" ขึ้นมา ตามรูปครับ
จากนั้น ก็ให้นำข้อมูลในเอกสารแต่ละใบที่เรารวบรวมไว้ มากรอกเลยครับ โดยให้กดที่ปุ่มเพิ่มในหน้าจอ กระดาษทำการดังกล่าว ระบบจะเพิ่มบรรทัดขึ้นมาให้เรากรอกครับ โดยเอกสารของเรา 1 ฉบับ จะเท่ากับการกรอก 1 บรรทัด โดยในช่อง "เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของบริษัทผู้จ่ายเงินปันผล" ให้กรอก "เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้จ่ายเงินได้" ที่อยู่ทางด้านขวาบนของเอกสารลงไป
ส่วนรายการแต่ละประเภทที่เราแบ่งไว้ในข้อ 2. จะมีวิธีการกรอกดังต่อไปนี้ครับ
- ประเภทที่ 1 ให้แยกกรอกตาม % ภาษีที่กิจการเสีย เช่น จำนวนเงินใน Column "จำนวนเงินที่จ่าย (บาท)" ในเอกสารบรรทัดที่เป็นเสียภาษีอัตราร้อยละ 30 ก็นำไปกรอกลงในกระดาษทำการใน Column 30%
- ประเภทที่ 2 ให้กรอกลงใน Column "ไม่ได้รับเครดิตภาษี" โดยกรณีที่ในเอกสารของเรา มีรายการประเภทนี้หลายรายการ ให้ทำการรวมจำนวนเงินกันให้เป็นก้อนเดียว
- ประเภทที่ 3 ให้กรอกลงใน Column "ยกเว้นภาษี"
โดยหลังจากที่เรากรอกข้อมูลในเอกสารทุกใบครบหมดแล้ว (1 ใบ ต่อ 1 รายการ) ให้เช็คความถูกต้องอีกครั้ง แล้วกดที่ปุ่มตกลง ระบบจะปิดหน้าจอกระดาษทำการดังกล่าว แล้วนำค่าไปกรอกลงใน ภงด.90 ให้เลยครับ
ตัวอย่าง
ผมลองกรอกลงในกระดาษทำการเงินได้ 40 (4) (ข) ดู จะได้ดังรูปครับ (กดที่รูปเพื่อดูรูปใหญ่ได้)
เอาหล่ะครับ หวังว่าอ่านดูแล้ว คงจะพอเข้าใจมากขึ้นนะครับ ว่าการเครดิตภาษีเงินปันผล จะต้องทำอย่างไรบ้าง ยังไงถ้าอ่านแล้วงงๆ ถามมาได้เลยนะครับ เต็มใจตอบครับ
X
Labels:
เครดิตภาษี,
เงินปันผล,
ตราสารทุน,
ภาษี
วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552
49 | ขึ้นทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
สวัสดีครับ
ก่อนอื่น อ่าน Title แล้ว อย่าพึ่งตกใจว่าผมจะชวนไปขึ้นทะเบียนกันนะครับ ผมยังไม่แก่ขนาดนั้น ... :)
เรื่องของเรื่องก็คือ ผมเพิ่งจะไปขึ้นทะเบียนให้กับพ่อและแม่ของผมมาครับ ก็เลยจะมาเล่าข้อมูลการเตรียมตัว เพื่อจะไปขึ้นทะเบียนดังกล่าวให้ฟัง เพราะก่อนที่ผมจะไป ผมว่าผมก็เตรียมตัวดีแล้วนะ ปรากฎว่าต้องหน้าหงายกลับมาเตรียมเอกสารอีกเต็มเลย T_T (พร้อมกับความคั่งแค้น ว่าทำไมหน่วยงานราชการบ้านเรา มันอ่อนประชาสัมพันธ์กันขนาดนี้ !!!)
ว่าแต่ ก่อนอื่น มีใครยังไม่รู้เกี่ยวกับ การขึ้นทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือเปล่าครับ ? ขอเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วกันนะครับ เรื่องมันก็มีอยู่ว่าทาง คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (ซึ่งก็คือราชการนั่นแหละ) ได้มีการออกระเบียบขึ้นมาว่า ให้คนที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มาขึ้นทะเบียนกับทางราชการไว้ และจะได้รับเบี้ยยังชีพ เป็นรายเดือน เดือนละ 500 บาท ไปจนกว่าจะถึงแก่กรรม โดยการให้เบี้ยยังชีพดังกล่าว จะไม่ดูว่าใครมีรายได้มาก-น้อยแค่ไหน ขอแค่อายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับเท่าเทียมกันหมด (ตอนแรกผมก็ไม่ชัวร์ว่ามันตลอดชีพหรือเปล่า หรือแค่ 6 เดือนตามที่มีคนลือๆกัน แต่ต้องขอบคุณรายการข่าวช่อง 3 วันนี้ตอนเย็นๆ ที่เชิญคนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาช่วยให้ข้อมูลครับ) รายละเอียดเต็มๆ ไปอ่านได้ที่เว็บของกระทรวงนะครับ (Link)
เอาหล่ะ หลังจากที่ทุกคนน่าจะรู้จักการขึ้นทะเบียนดังกล่าวนี่แล้ว ก็มาถึงเรื่องที่ผมอยากแชร์กันเลยครับ เรื่องมันก็คือว่า ผมได้ทราบเรื่องการขึ้นทะเบียนนี่ จาก Forward Mail ที่มีการส่งต่อๆกันมา และก็เตรียมเอกสารต่างๆไปยื่นให้พ่อกับแม่ตามรายละเอียดต่างๆที่แจ้งไว้ (อย่าพึ่งด่าครับ ว่าไปเชื่อ Forward Mail แล้วข้อมูลผิด ก็มาโวยหรือเปล่า จะบอกว่าผมพึ่งไปเจอเว็บของกระทรวงตะกี้เอง หลังจากหามานาน แถมข้อมูลก็เหมือนใน Forward Mail นั่นแหละ) ... ปรากฎว่า ไอ้รายชื่อเอกสาร / แบบฟอร์ม ที่เค้าให้เตรียมไปเนี่ย มันไม่ครบครับ !!! ทำเอาผมต้องเหนื่อยวิ่งจากเขตกลับมาบ้าน แล้วก็ไปเขตอีกรอบ เหงื่อท่วมเลย -_-
ดังนั้น เผื่อว่าถ้ามีใครยังไม่ได้ยื่น และ ได้มาอ่านข้อมูลตรงนี้ ผมขอลิสต์เอกสารที่จำเป็นต้องใช้ (จริงๆ) ออกมาไว้เป็นข้อมูลให้แล้วกันนะครับ
1. แบบคำขอขึ้นทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ[Download] กรอกให้เรียบร้อย
2. สำเนาบัตรประชาชนผู้สูงอายุ รับรองสำเนาให้เรียบร้อย
3. สำเนาทะเบียนบ้าน รับรองสำเนาให้เรียบร้อย (!@#$% อันนี้แหละครับ มันมีบอกไว้ตรงไหนหว่าว่าต้องใช้ ดูในเว็บของกระทรวง, ดูในแบบฟอร์มตามข้อ 1 หรือ ถึงขนาดดูใน "ระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพ" ในเว็บ ก็ไม่เห็นพูดถึงสักคำ)
4. (กรณีที่จะรับเงินทางบัญชีธนาคาร) สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่จะใช้รับเงิน รับรองสำเนาให้เรียบร้อย
กรณีที่เป็นการมอบอำนาจให้ลูกหลานไปทำ เช่น กรณีของผม จะมีเอกสารเพิ่มอีกดังนี้
5. หนังสือมอบอำนาจ [Download] กรอกให้เรียบร้อย (อย่าลืมหาพยานด้วยนะครับ เจ้าหน้าที่เค้าจะไม่เป็นพยานให้นะ -_-)
6. สำเนาบัตรประชาชนของลูกหลานที่ได้รับมอบอำนาจ รับรองสำเนาให้เรียบร้อย
7. (กรณีที่บัญชีในข้อ 4 เป็นบัญชีของผู้รับมอบอำนาจ) แบบฟอร์มยินยอมให้โอนเงินเข้าบัญชีของผู้รับมอบอำนาจ (!@#$% มาอีกแล้วครับ แบบฟอร์มลึกลับ ไม่มีให้ Download ซะด้วย เอาได้เฉพาะที่เขตเท่านั้น !!! ดังนั้นจงไปเขตฟรี 1 รอบซะดีๆ :P)
เอวังด้วยประการฉะนี้ ... สำหรับใครที่จะรับมอบอำนาจไปยื่น ขอให้โชคดีครับ !!!
X
ปล. ผมชอบนโยบายนี้ของรัฐบาลนะ เราควรจะมีสวัสดิการดีๆ ให้กับผู้สูงอายุมาตั้งนานแล้ว ยิ่งได้รู้จากรายการช่อง 3 ที่เล่าให้ฟังข้างบนว่า ที่ผ่านมา มีการให้เบี้ยแบบนี้อยู่แล้ว แต่ว่าจะให้เฉพาะกับผู้สูงอายุที่พิสูจน์แล้วว่ายากจน (ซึ่งก็มีข้อครหาตามระเบียบ เพราะเรื่องแบบนี้มันไม่มีอะไรวัดแน่นอน) และมีโควต้าจำนวนจำกัดเฉพาะแต่ละพื้นที่ เช่น เขตราชเทวี มีโควต้า 1,000 คน ถ้าโควต้าเต็มแล้ว ถึงจะยากจนแค่ไหนก็ไม่ได้ ต้องรอคนที่อยู่ในโควต้าเสียชีวิตก่อน 0_o" (ได้ยินแล้วพูดไม่ออกเลยครับ ใบ้กินไปเลย) ซึ่งคราวนี้ที่แจกทุกคนไปเลย ก็นับเป็นการแก้ปัญหาที่ดียิ่งครับ
ก่อนอื่น อ่าน Title แล้ว อย่าพึ่งตกใจว่าผมจะชวนไปขึ้นทะเบียนกันนะครับ ผมยังไม่แก่ขนาดนั้น ... :)
เรื่องของเรื่องก็คือ ผมเพิ่งจะไปขึ้นทะเบียนให้กับพ่อและแม่ของผมมาครับ ก็เลยจะมาเล่าข้อมูลการเตรียมตัว เพื่อจะไปขึ้นทะเบียนดังกล่าวให้ฟัง เพราะก่อนที่ผมจะไป ผมว่าผมก็เตรียมตัวดีแล้วนะ ปรากฎว่าต้องหน้าหงายกลับมาเตรียมเอกสารอีกเต็มเลย T_T (พร้อมกับความคั่งแค้น ว่าทำไมหน่วยงานราชการบ้านเรา มันอ่อนประชาสัมพันธ์กันขนาดนี้ !!!)
ว่าแต่ ก่อนอื่น มีใครยังไม่รู้เกี่ยวกับ การขึ้นทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือเปล่าครับ ? ขอเล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วกันนะครับ เรื่องมันก็มีอยู่ว่าทาง คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (ซึ่งก็คือราชการนั่นแหละ) ได้มีการออกระเบียบขึ้นมาว่า ให้คนที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มาขึ้นทะเบียนกับทางราชการไว้ และจะได้รับเบี้ยยังชีพ เป็นรายเดือน เดือนละ 500 บาท ไปจนกว่าจะถึงแก่กรรม โดยการให้เบี้ยยังชีพดังกล่าว จะไม่ดูว่าใครมีรายได้มาก-น้อยแค่ไหน ขอแค่อายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับเท่าเทียมกันหมด (ตอนแรกผมก็ไม่ชัวร์ว่ามันตลอดชีพหรือเปล่า หรือแค่ 6 เดือนตามที่มีคนลือๆกัน แต่ต้องขอบคุณรายการข่าวช่อง 3 วันนี้ตอนเย็นๆ ที่เชิญคนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาช่วยให้ข้อมูลครับ) รายละเอียดเต็มๆ ไปอ่านได้ที่เว็บของกระทรวงนะครับ (Link)
เอาหล่ะ หลังจากที่ทุกคนน่าจะรู้จักการขึ้นทะเบียนดังกล่าวนี่แล้ว ก็มาถึงเรื่องที่ผมอยากแชร์กันเลยครับ เรื่องมันก็คือว่า ผมได้ทราบเรื่องการขึ้นทะเบียนนี่ จาก Forward Mail ที่มีการส่งต่อๆกันมา และก็เตรียมเอกสารต่างๆไปยื่นให้พ่อกับแม่ตามรายละเอียดต่างๆที่แจ้งไว้ (อย่าพึ่งด่าครับ ว่าไปเชื่อ Forward Mail แล้วข้อมูลผิด ก็มาโวยหรือเปล่า จะบอกว่าผมพึ่งไปเจอเว็บของกระทรวงตะกี้เอง หลังจากหามานาน แถมข้อมูลก็เหมือนใน Forward Mail นั่นแหละ) ... ปรากฎว่า ไอ้รายชื่อเอกสาร / แบบฟอร์ม ที่เค้าให้เตรียมไปเนี่ย มันไม่ครบครับ !!! ทำเอาผมต้องเหนื่อยวิ่งจากเขตกลับมาบ้าน แล้วก็ไปเขตอีกรอบ เหงื่อท่วมเลย -_-
ดังนั้น เผื่อว่าถ้ามีใครยังไม่ได้ยื่น และ ได้มาอ่านข้อมูลตรงนี้ ผมขอลิสต์เอกสารที่จำเป็นต้องใช้ (จริงๆ) ออกมาไว้เป็นข้อมูลให้แล้วกันนะครับ
1. แบบคำขอขึ้นทะเบียนรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ[Download] กรอกให้เรียบร้อย
2. สำเนาบัตรประชาชนผู้สูงอายุ รับรองสำเนาให้เรียบร้อย
3. สำเนาทะเบียนบ้าน รับรองสำเนาให้เรียบร้อย (!@#$% อันนี้แหละครับ มันมีบอกไว้ตรงไหนหว่าว่าต้องใช้ ดูในเว็บของกระทรวง, ดูในแบบฟอร์มตามข้อ 1 หรือ ถึงขนาดดูใน "ระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพ" ในเว็บ ก็ไม่เห็นพูดถึงสักคำ)
4. (กรณีที่จะรับเงินทางบัญชีธนาคาร) สำเนาหน้าแรกของสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารที่จะใช้รับเงิน รับรองสำเนาให้เรียบร้อย
กรณีที่เป็นการมอบอำนาจให้ลูกหลานไปทำ เช่น กรณีของผม จะมีเอกสารเพิ่มอีกดังนี้
5. หนังสือมอบอำนาจ [Download] กรอกให้เรียบร้อย (อย่าลืมหาพยานด้วยนะครับ เจ้าหน้าที่เค้าจะไม่เป็นพยานให้นะ -_-)
6. สำเนาบัตรประชาชนของลูกหลานที่ได้รับมอบอำนาจ รับรองสำเนาให้เรียบร้อย
7. (กรณีที่บัญชีในข้อ 4 เป็นบัญชีของผู้รับมอบอำนาจ) แบบฟอร์มยินยอมให้โอนเงินเข้าบัญชีของผู้รับมอบอำนาจ (!@#$% มาอีกแล้วครับ แบบฟอร์มลึกลับ ไม่มีให้ Download ซะด้วย เอาได้เฉพาะที่เขตเท่านั้น !!! ดังนั้นจงไปเขตฟรี 1 รอบซะดีๆ :P)
เอวังด้วยประการฉะนี้ ... สำหรับใครที่จะรับมอบอำนาจไปยื่น ขอให้โชคดีครับ !!!
X
ปล. ผมชอบนโยบายนี้ของรัฐบาลนะ เราควรจะมีสวัสดิการดีๆ ให้กับผู้สูงอายุมาตั้งนานแล้ว ยิ่งได้รู้จากรายการช่อง 3 ที่เล่าให้ฟังข้างบนว่า ที่ผ่านมา มีการให้เบี้ยแบบนี้อยู่แล้ว แต่ว่าจะให้เฉพาะกับผู้สูงอายุที่พิสูจน์แล้วว่ายากจน (ซึ่งก็มีข้อครหาตามระเบียบ เพราะเรื่องแบบนี้มันไม่มีอะไรวัดแน่นอน) และมีโควต้าจำนวนจำกัดเฉพาะแต่ละพื้นที่ เช่น เขตราชเทวี มีโควต้า 1,000 คน ถ้าโควต้าเต็มแล้ว ถึงจะยากจนแค่ไหนก็ไม่ได้ ต้องรอคนที่อยู่ในโควต้าเสียชีวิตก่อน 0_o" (ได้ยินแล้วพูดไม่ออกเลยครับ ใบ้กินไปเลย) ซึ่งคราวนี้ที่แจกทุกคนไปเลย ก็นับเป็นการแก้ปัญหาที่ดียิ่งครับ
Labels:
เบี้ยยังชีพ,
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552
48 | ค่ารักษาบัญชี สำหรับบัญชีออมทรัพย์
สวัสดีครับ
หายหน้าไปนานมากๆเลยคราวนี้ หวังว่าคงยังมีคนอ่าน Blog นี้อยู่นะครับ -_-'
เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว ผมไปอ่านเจอข่าวที่ โพสต์ทูเดย์ ชื่อข่าวว่า "แบงก์รีดลูกค้า! ขึ้นค่าดูแลบัญชี" เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ก็เลย Copy เก็บไว้ วันนี้ไปค้นเจอมา ก็เลยเอาประเด็นดังกล่าวมาแชร์ให้ฟังกันครับ
(สำหรับคนที่ยังไม่ทราบว่าค่ารักษาบัญชีคืออะไร? ปกติบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารต่างๆ เค้าจะมีการเก็บค่ารักษาบัญชี สำหรับบัญชีที่มียอดคงเหลือต่ำกว่ายอดที่กำหนดไว้ และ ไม่เคลื่อนไหวเกินกว่าเวลาที่กำหนด เช่น มียอดคงเหลือต่ำกว่า 500 บาท และ ไม่เคลื่อนไหวเกินกว่า 12 เดือน จะต้องเสียค่ารักษาบัญชี 50 บาทต่อเดือน เป็นต้น)
ในตัวข่าว ก็จะเกี่ยวกับ ธนาคารกรุงเทพ ที่เพิ่มยอดคงเหลือขั้นต่ำที่จะไม่ต้องเสียค่ารักษาบัญชีขึ้นเป็น 2,000 บาท จากเดิม 500 บาท รวมถึงมีการลงอัตราของธนาคารอื่นๆไว้ด้วย โดยบอกแหล่งที่มาของข้อมูลว่ามาจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้ผมเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า เอ .. ถ้าเราจะดูข้อมูลตรงนี้เอง เราจะหาได้จากในเว็บของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเปล่านะ ก็เลยไปลองค้นหาดู แล้วก็พบว่ามีจริงๆซะด้วย อยู่ที่ Link เลยขอเอามาแชร์ให้ทราบกันครับ
X
ปล. หลายคนอาจจะสงสัยว่า ใครมันจะมีบัญชีที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว (เงินเหลือน้อยๆ ไม่เคลื่อนไหวเกิน 1 ปี) จะบอกว่ามีหลายคนเลยนะครับ โดยอาจจะเป็นบัญชีที่เคยเปิดทิ้งไว้ แต่ว่าไม่ได้ใช้แล้ว และยังไม่ได้ไปปิด ผมก็แนะนำว่าควรจะไปปิดซะนะครับ เอาเงินออกมาใช้ ดีกว่าเสียให้ธนาคารฟรีๆครับ หรือไม่ก็คนที่เปิดบัญชีไว้หลายๆธนาคาร เพื่อจะได้ทำธุรกรรมสะดวก (เช่นผมเป็นต้น) ก็ต้องหมั่นตรวจสอบกฎเกณฑ์ของธนาคารบ่อยๆ ไม่งั้นอยู่ดีๆ จากเดิมไม่ต้องเสียค่ารักษาบัญชี อาจจะต้องเสียเฉยเลยก็ได้ครับ
หายหน้าไปนานมากๆเลยคราวนี้ หวังว่าคงยังมีคนอ่าน Blog นี้อยู่นะครับ -_-'
เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว ผมไปอ่านเจอข่าวที่ โพสต์ทูเดย์ ชื่อข่าวว่า "แบงก์รีดลูกค้า! ขึ้นค่าดูแลบัญชี" เห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ก็เลย Copy เก็บไว้ วันนี้ไปค้นเจอมา ก็เลยเอาประเด็นดังกล่าวมาแชร์ให้ฟังกันครับ
(สำหรับคนที่ยังไม่ทราบว่าค่ารักษาบัญชีคืออะไร? ปกติบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารต่างๆ เค้าจะมีการเก็บค่ารักษาบัญชี สำหรับบัญชีที่มียอดคงเหลือต่ำกว่ายอดที่กำหนดไว้ และ ไม่เคลื่อนไหวเกินกว่าเวลาที่กำหนด เช่น มียอดคงเหลือต่ำกว่า 500 บาท และ ไม่เคลื่อนไหวเกินกว่า 12 เดือน จะต้องเสียค่ารักษาบัญชี 50 บาทต่อเดือน เป็นต้น)
ในตัวข่าว ก็จะเกี่ยวกับ ธนาคารกรุงเทพ ที่เพิ่มยอดคงเหลือขั้นต่ำที่จะไม่ต้องเสียค่ารักษาบัญชีขึ้นเป็น 2,000 บาท จากเดิม 500 บาท รวมถึงมีการลงอัตราของธนาคารอื่นๆไว้ด้วย โดยบอกแหล่งที่มาของข้อมูลว่ามาจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทำให้ผมเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า เอ .. ถ้าเราจะดูข้อมูลตรงนี้เอง เราจะหาได้จากในเว็บของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเปล่านะ ก็เลยไปลองค้นหาดู แล้วก็พบว่ามีจริงๆซะด้วย อยู่ที่ Link เลยขอเอามาแชร์ให้ทราบกันครับ
X
ปล. หลายคนอาจจะสงสัยว่า ใครมันจะมีบัญชีที่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว (เงินเหลือน้อยๆ ไม่เคลื่อนไหวเกิน 1 ปี) จะบอกว่ามีหลายคนเลยนะครับ โดยอาจจะเป็นบัญชีที่เคยเปิดทิ้งไว้ แต่ว่าไม่ได้ใช้แล้ว และยังไม่ได้ไปปิด ผมก็แนะนำว่าควรจะไปปิดซะนะครับ เอาเงินออกมาใช้ ดีกว่าเสียให้ธนาคารฟรีๆครับ หรือไม่ก็คนที่เปิดบัญชีไว้หลายๆธนาคาร เพื่อจะได้ทำธุรกรรมสะดวก (เช่นผมเป็นต้น) ก็ต้องหมั่นตรวจสอบกฎเกณฑ์ของธนาคารบ่อยๆ ไม่งั้นอยู่ดีๆ จากเดิมไม่ต้องเสียค่ารักษาบัญชี อาจจะต้องเสียเฉยเลยก็ได้ครับ
Labels:
เงินฝากออกทรัพย์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



