วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552

60 | กองทุนรวมของคุณ ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้วหรือยัง?

สวัสดีครับค

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีไอเดียเท่าไหร่ว่าจะเอาเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟัง ก็เลยไม่ค่อยได้มา update ครับ :) ยังไงถ้าใครมีเรื่องอะไรที่อยากทราบ หรือ อยากรู้ ก็ลองบอกๆกันมาได้นะครับ ถ้าไม่เกินกว่าความสามารถ (ที่ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ -_-) จะเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

เมื่อเช้านี้ผมได้ไปเจอข่าวเกี่ยวกับกองทุนรวมกองทุนหนึ่งซึ่งนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลนิวซีแลนด์ แต่ทางผู้จัดการกองทุนไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีเพียงพอ ทำให้แทนที่ว่านักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจากพันธบัตร กลับกลายเป็นว่าผลตอบแทนดังกล่าวหายไปกับการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน แถมเนื่องจากขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวค่อนข้างที่จะมาก ทำให้สุดท้ายผลตอบแทนที่ได้กลายเป็นขาดทุนไปในที่สุด

อ่านข่าวดังกล่าวแล้ว อาจจะงง สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน (เช่น ผม เป็นต้น -_-') เรามาดูตัวอย่างการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว กันดีกว่าครับ

สมมติว่า ผมไปลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งไปลงทุนในพันธบัตรของประเทศ A ซึ่งมีอายุ 1 ปี ให้ดอกเบี้ยที่ 6% เป็นจำนวน 100 บาท แต่เนื่องจากพันธบัตรดังกล่าวจะขายในรูปของเงินสกุล $ ดังนั้นกองทุนจึงต้องเอาเงินบาทที่ผมจ่ายเพื่อซื้อกองทุนไปแปลงเป็นเงินสกุล $ ก่อน แล้วจึงจะเอาไปซื้อได้ ซึ่งถ้าสมมติว่า ณ. วันที่กองทุนแลกเงินเพื่อเอาไปซื้อพันธบัตรดังกล่าว อัตราแลกเปลี่ยนเป็น 100 บาท แลกได้ 1$ เงินส่วนของผมก็จะแลกได้ 1$ พอดี ซึ่งพอนำไปลงทุนแล้ว ผ่านไป 1 ปี เงินดังกล่าวก็จะกลายเป็น 1.06$ (ได้ 0.06$ เพิ่มมาจากดอกเบี้ยของพันธบัตร)

เอาหล่ะ ทีนี้เวลากองทุนจะเอาเงินมาคืนผม ก็ต้องแปลงกลับเป็นเงินบาทอีกครั้งใช่ไหมครับ ซึ่งถ้าอัตราแลกเปลี่ยนยังเป็นที่ 100 บาท แลกได้ 1$ อยู่ (ในทางกลับกัน 1$ ก็แลกได้ 100 บาทเหมือนกัน) กองทุนก็จะแลก 1.06$ กลับมาเป็นเงินบาทได้ที่ 1.06$ คูณ 100 บาท ได้ออกมา 106 บาทเอามาคืนผม สุดท้ายผลตอบแทนที่ผมได้ก็เป็น 6% ผมก็ Happy ไป

แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนตอนที่กองทุนจะแลกเงิน $ กลับมาเป็นเงินบาท มันไม่ใช่ 1$ แลกได้ 100 บาทหล่ะ แต่กลับกลายเป็นว่า 1$ แลกได้แค่ 90 บาท กองทุนก็จะแลกเงินบาทกลับมาคืนผมได้แค่ 1.06$ คุณ 90 บาท ได้ออกมาประมาณ 95 บาทเอง กลายเป้นว่าผลตอบแทนที่ผมได้คือ -5% หรือขาดทุนไป 5 บาทแหน่ะ T_T

เพื่อที่จะป้องกันเหตุการณ์แบบย่อหน้าตะกี้ กองทุนรวมส่วนใหญ่จึงมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยการทำสัญญาล่วงหน้าเพื่อที่จะแลกเงินกลับที่อัตราแลกเปลี่ยนเช่นเดียวกับตอนที่แลกไป เพื่อที่ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนจะได้ไม่โดนผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทำให้ลดลงไปครับ (แต่แน่นอนสิ่งใดที่มีประโยชน์ย่อมมีค่าใช้จ่าย การป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่กองทุนจะต้องจ่าย ซึ่งอาจจะทำให้ผลตอบแทนที่เราได้ลดลงบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าขาดทุนจริงไหมครับ :D)

ดังนั้นสำหรับเพื่อนๆที่จะลงทุนในกองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ก็อย่าลืมเช็คนะครับว่ากองทุนดังกล่าวมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ ถ้ามี มีนโยบายอย่างไร ป้องกันเต็มจำนวนของเงินที่ไปลงทุน หรือ ป้องกันแค่บางส่วน ซึ่งโดยส่วนตัว ผมจะลงทุนเฉพาะกองทุนที่มีการป้องกันเต็มจำนวนเท่านั้นครับ :)

X

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

59 | หุ้นกู้ TRUE High Risk - High Return

สวัสดีครับ

ช่วงนี้มีบริษัทเอกชนต่างๆออกหุ้นกู้มาขอกู้เงินพวกเราเต็มไปหมดเลยครับ ล่าสุดที่ผมไปเจอข้อมูลมาคือหุ้นกู้ที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) จะทำการเปิดให้จองซื้อในวันที่ 24 - 27 สิงหาคม 2552 นี้ โดยจะเป็นหุ้นกู้อายุ 5 ปี 5 เดือน อัตราดอกเบี้ย 6.7% ต่อปี ครับ (รายละเอียดดูได้ที่ Link)

จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้สูงกว่าหุ้นกู้ BTS ที่ผมมาเล่าให้ฟังในคราวที่แล้วค่อนข้างมากเลย (หุ้นกู้ BTS 5 ปี ให้ดอกเบี้ย 5.75%) ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ? คำตอบก็คือ เนื่องจากบริษัททรู มีฐานะทางการเงินที่ไม่ค่อยแข็งแกร่งเท่าไรครับ โดยมีหนี้สินอยู่ค่อนข้างมาก และผลประกอบการก็ยังไม่ค่อยดี เมื่อเทียบกับบริษัท BTS นั่นทำให้ผู้ที่จะให้บริษัททรูกู้ ต้องรับความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืนมากกว่า ทางบริษัททรูจึงต้องให้ดอกเบี้ยที่มากกว่าเพื่อเป็นการจูงใจให้คนเอาเงินมาให้กู้ครับ

หลายๆคนอาจจะบอกว่า เอ ... แล้วถ้าเราไม่ทราบข้อมูลบริษัทที่ออกหุ้นกู้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยงมาก หรือ เสี่ยงน้อย อันนี้เราสามารถดูได้จากเรทติ้งที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ให้ไว้กับหุ้นกู้นั้นๆครับ เช่น ในที่นี้ หุ้นกู้ BTS ได้เรทติ้งที่ A แต่หุ้นกู้ทรู ได้เรทติ้งเพียง BBB เท่านั้นครับ (อันดับเครดิตของสถาบันจัดอันดับ TRIS ที่จัดอันดับให้ BTS และ ทรู สามารถดูได้ที่ Link ซึ่งปกติแล้วเรทติ้งที่ต่ำกว่า BBB จะเป็นอันดับที่ไม่น่าลงทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง เรียกในภาษาอังกฤษว่า Junk Bond ครับ)

ยังไงเพื่อนๆที่สนใจหุ้นกู้ทรู ก็ลองพิจารณาดูนะครับ ว่าจะรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่มากขึ้นหรือเปล่า

X

ปล. สำหรับคนที่สนใจ แนะนำให้รีบไปติดต่อที่ธนาคารตามที่ทางทรูระบุไว้เลยนะครับ ไม่จำเป็นต้องรอถึงวันที่ 24 สิงหาคม ตามที่เค้าบอกไว้ เนื่องจากตอนนี้ทางธนาคารเริ่มมีการ Pre-Sale แล้วครับ

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

58 | หุ้นกู้ BTS

สวัสดีครับ

ช่วงที่ผ่านมาใครที่ใช้รถไฟฟ้า BTS เป็นพาหนะ คงจะได้เห็นโฆษณาหุ้นกู้ของ BTS กันไปพอสมควรเลยทีเดียว (ทั้งโปสเตอร์ ป้ายผ้า โฆษณาในทีวีในรถไฟฟ้า -_-') โดยช่วงแรกทาง BTS ยังไม่ได้มีการบอกรายละเอียดอะไร พึ่งมีการออกรายละเอียดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง ตามข่าว ซึ่งผมก็ขอเอารูปโปสเตอร์ที่ทาง BTS ใช้ มาแปะให้ดูกันชัดๆถึงอัตราผลตอบแทน ตามรูปครับ



ซึ่งเท่าที่ดูแล้ว ผมคิดว่าค่อนข้างจะ OK เลยทีเดียวครับ สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในตราสารที่ไม่เสี่ยงมาก (หุ้นกู้ตัวนี้ได้ Rating ที่ระดับ A ซึ่งก็เรียกว่าพอใช้ได้ครับ) และได้ผลตอบแทนที่ดีพอสมควรในช่วงเวลาตอนนี้ เลยขอเอามาแนะนำกันครับ

อย่างไรก็ตาม ... หุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ ย่อมมาคู่กับการแอบ Pre-sale ก่อนกำหนดการขายจริง ซึ่งเท่าที่ผมลองคุยกับคนรู้จักที่ได้ลองโทรไปเช็คกับทางแบงค์แล้ว พบว่าหุ้นกู้บางช่วงอายุตอนนี้ได้ขายหมดไปแล้วครับ ทั้งๆที่กำหนดจองซื้อวันแรกคือวันที่ 17 ส.ค. นี่แหละครับ -_-'

เอาเป็นว่าถ้าใครสนใจ ก็รีบโทรไปคุยกับธนาคารสาขาที่เราสนิทๆ ว่าจะช่วย Pre-sale ให้เราได้ก่อนหรือเปล่า แล้วกันนะครับ :)

X

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

57 | ใช้เงินน้อย ทยอยออม ด้วยกองทุนรวม : Monthly Pay Money Plus (MPMP)

สวัสดีครับ

ช่วงนี้ตลาดหุ้นค่อนข้างผันผวนทีเดียว เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง จนหลายๆคนเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วเราจะซื้อ LTF หรือ RMF ช่วงไหนดี ที่ได้จะได้ราคาหน่วยลงทุนที่ต่ำที่สุด เพื่อที่จะได้กำไรมากที่สุดในตอนที่ขายกองทุน

คำตอบของคำถามนี้ ก็คือ ไม่มีใครรู้หรอกครับ (ถ้าเกิดมีคนรู้เป๊ะๆนี่ คงรวยมหาศาลเลยทีเดียว :D) ดังนั้นจึงมีการพยายามศึกษาหาวิธีที่จะทำให้เราไม่ต้องซื้อหน่วยลงทุนที่ราคาสูงเกินไปออกมา โดยหนึ่งในวิธีที่มีการศึกษากันออกมาก็คือ "ระบบการซื้อขายแบบ Dollar Cost Average" ซึ่งเป็นวิธีที่ให้เราทยอยซื้อหลักทรัพย์ไปเรื่อยๆ ในจำนวนเงินที่เท่าๆกันทุกๆช่วงระยะเวลา (เช่น ทุกเดือน) ซึ่งจากการที่ตลาดมีการผันผวน ก็จะทำให้ราคาที่เราซื้อเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ถัวเฉลี่ยแล้ว ก็จะเป็นราคาที่ดีกว่าการที่เราพลาดไปซื้อหลักทรัพย์ที่ราคาสูงที่สุดครับ (สำหรับใครที่อ่านแล้วยังงงๆอยู่ ลองอ่านที่ผมเคยเขียนไว้ได้นะครับ > ระบบการซื้อขายหุ้นแบบ Dollar Cost Average)

อ่านมาตั้งนาน อาจจะงงว่าทำไมมันไม่เกี่ยวกับ Title ที่ผมใส่ไว้เลย :) งั้นพาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ เรื่องของเรื่องก็คือว่า เนื่องจากทางหน่วยงานในตลาดทุนเค้าเล็งเห็นว่า น่าจะส่งเสริมให้นักลงทุน ลงทุนแบบ Dollar Cost Average นี่กัน เพราะจะทำให้นักลงทุนมีโอกาสที่จะพลาดไปซื้อหน่วยลงทุนที่ยอดดอยน้อยลง ทางหน่วยงานเหล่านี้เลยร่วมกันออกโครงการ "ใช้เงินน้อย ทยอยออม ด้วยกองทุนรวม : Monthly Pay Money Plus (MPMP)" นี้ขึ้นมา โดยจะมีโปรโมชั่นแจกของให้กับนักลงทุนที่ลงทุนต่อเนื่องได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดด้วย

นอกจากโครงการดังกล่าวแล้ว แต่ละบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ก็มีการออกโปรโมชั่นของตัวเองเช่นเดียวกันครับ เช่น บางที่ ถ้าลงทุนต่อเนื่องตามเงื่อนไขจะได้เป็นบัตรน้ำมัน หรือ แจก Gift Voucher เป็นต้น

ยังไงถ้าใครสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ก็ลอง Click link ของโครงการเข้าไปดูกันนะครับ เค้ามีการอธิบายเรื่อง Dollar Cost Average ไว้แบบเข้าใจง่ายทีเดียว ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ผมก็ลงทุนซื้อ LTF แบบนี้อยู่เหมือนกันครับ โดยที่ผ่านมาก็ได้ผลเหมือนกันนะครับ ช่วงที่ตลาดตกลงไปเยอะๆ ผมก็ได้ซื้อหน่วยลงทุนตอนถูกๆไว้ เอามาถัวกับก่อนหน้านั้นที่เคยซื้อแพงๆไว้ได้ครับ

X