วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

59 | หุ้นกู้ TRUE High Risk - High Return

สวัสดีครับ

ช่วงนี้มีบริษัทเอกชนต่างๆออกหุ้นกู้มาขอกู้เงินพวกเราเต็มไปหมดเลยครับ ล่าสุดที่ผมไปเจอข้อมูลมาคือหุ้นกู้ที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) จะทำการเปิดให้จองซื้อในวันที่ 24 - 27 สิงหาคม 2552 นี้ โดยจะเป็นหุ้นกู้อายุ 5 ปี 5 เดือน อัตราดอกเบี้ย 6.7% ต่อปี ครับ (รายละเอียดดูได้ที่ Link)

จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้สูงกว่าหุ้นกู้ BTS ที่ผมมาเล่าให้ฟังในคราวที่แล้วค่อนข้างมากเลย (หุ้นกู้ BTS 5 ปี ให้ดอกเบี้ย 5.75%) ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ? คำตอบก็คือ เนื่องจากบริษัททรู มีฐานะทางการเงินที่ไม่ค่อยแข็งแกร่งเท่าไรครับ โดยมีหนี้สินอยู่ค่อนข้างมาก และผลประกอบการก็ยังไม่ค่อยดี เมื่อเทียบกับบริษัท BTS นั่นทำให้ผู้ที่จะให้บริษัททรูกู้ ต้องรับความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืนมากกว่า ทางบริษัททรูจึงต้องให้ดอกเบี้ยที่มากกว่าเพื่อเป็นการจูงใจให้คนเอาเงินมาให้กู้ครับ

หลายๆคนอาจจะบอกว่า เอ ... แล้วถ้าเราไม่ทราบข้อมูลบริษัทที่ออกหุ้นกู้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยงมาก หรือ เสี่ยงน้อย อันนี้เราสามารถดูได้จากเรทติ้งที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ให้ไว้กับหุ้นกู้นั้นๆครับ เช่น ในที่นี้ หุ้นกู้ BTS ได้เรทติ้งที่ A แต่หุ้นกู้ทรู ได้เรทติ้งเพียง BBB เท่านั้นครับ (อันดับเครดิตของสถาบันจัดอันดับ TRIS ที่จัดอันดับให้ BTS และ ทรู สามารถดูได้ที่ Link ซึ่งปกติแล้วเรทติ้งที่ต่ำกว่า BBB จะเป็นอันดับที่ไม่น่าลงทุน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง เรียกในภาษาอังกฤษว่า Junk Bond ครับ)

ยังไงเพื่อนๆที่สนใจหุ้นกู้ทรู ก็ลองพิจารณาดูนะครับ ว่าจะรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่มากขึ้นหรือเปล่า

X

ปล. สำหรับคนที่สนใจ แนะนำให้รีบไปติดต่อที่ธนาคารตามที่ทางทรูระบุไว้เลยนะครับ ไม่จำเป็นต้องรอถึงวันที่ 24 สิงหาคม ตามที่เค้าบอกไว้ เนื่องจากตอนนี้ทางธนาคารเริ่มมีการ Pre-Sale แล้วครับ

3 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อยากทราบว่า หุ้นกู้ ของ true อันดับเครดิต BBB
แต่บริษัทเขียนว่า เป็นประเภทมีหลักประกัน ไม่ด้อยสิทธิ
ต่างกับ หุ้นกู้ ของ BTS อันดับเครดิต A แต่ไม่มี หลักประกัน อย่างไร

การมีหลักประกันทำให้เสี่ยงน้อยลงหรือไม่

xcha กล่าวว่า...

ขอค่อยๆตอบไปแล้วกันนะครับ :)

หุ้นกู้มีหลักประกัน คือ การที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้ มีการนำสินทรัพย์บางอย่างมาใช้เป็นประกัน ในกรณีที่ถ้าบริษัทไม่สามารถคืนเงินกู้ให้กับเราได้ ก็จะขายสินทรัพย์ดังกล่าว แล้วเอาเงินมาคืนเราครับ (แต่ไม่รับประกันนะครับ ว่าขายสินทรัพย์แล้ว จะได้เงินมาคืนครบ 100% หรือเปล่า แต่ก็ดีกว่าไม่มีหลักประกันหล่ะครับ) สำหรับกรณีทรู ผมไม่แน่ใจว่าหลักประกันคืออะไร อาจจะต้องไปลองอ่านหนังสือชี้ชวนดูนะครับ

ส่วนหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิก็คือ กรณีที่ถ้าบริษัทเจ๊งขึ้นมา และต้องขายสินทรัพย์เพื่อมาคืนเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ที่ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิจะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ที่ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิครับ

ดังนั้นถ้าดูแล้ว จะเห็นว่าหุ้นกู้ทรู มีความเสี่ยงที่น้อยกว่าหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิต BBB ด้วยกันครับ เนื่องจากทั้งมีหลักประกัน และ ไม่ด้อยสิทธิ

แต่ถ้าเทียบกับหุ้นกู้ของบีทีเอส ที่อันดับเครดิต A ยังไงหุ้นกู้ทรูก็เสี่ยงกว่าอยู่ดีครับ เพราะอันดับเครดิตที่น้อยกว่าแสดงถึงความเสี่ยงที่บริษัทอาจจะไม่สามารถคืนหนี้ได้ที่สูงกว่าครับ ซึ่งถ้าเกิดการไม่สามารถคืนหนี้ได้ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า default) แม้ว่าจะมีหลักประกัน แต่ก็มีสิทธิที่เราอาจจะได้เงินคืนไม่ครบก็เป็นได้ครับ

ผมตอบซะยาวเชียว ไม่รู้ว่าอ่านแล้วงงหรือเปล่า -_-' ถ้างงยังไงถามมาอีกได้ครับ :)

M กล่าวว่า...

ขอบคุณมากๆ ที่เข้ามาตอบให้
เข้าใจมากขึ้น (ไม่งงแล้ว )

และได้เข้าไปอ่านบทความย้อนหลังอื่น ๆ
ทำให้มีความรู้ด้านการลงทุนเพิ่มขึ้น
ขอให้เขียนบทความต่อไปเรื่อย ๆ นะ
อ่านแล้วเข้าใจง่ายดี