สวัสดีครับ
ช่วงนี้หลายๆคนคงเตรียมจะไปเที่ยวรับลมหนาวช่วงปลายปีกันแล้ว ผมเลยขอเอาเรื่องของการนำค่าทัวร์ หรือ ค่าโรงแรมที่ไปเที่ยวมาลดภาษี มาเล่าให้ฟัง เพื่อที่เพื่อนๆจะได้ไม่เสียประโยชน์ที่พึงได้กันครับ
จากก่อนหน้านี้ที่ผมเคยเขียนไว้ว่าครม.ได้มีการอนุมัติให้ออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยให้นำค่าทัวร์ หรือ ค่าโรงแรมที่ไปพักมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท แต่ตอนนั้นยังไม่มีหลักเกณฑ์ หรือ เงื่อนไขที่ชัดเจนออกมา
เมื่อประมาณ 1 เดือนที่แล้ว ทางสรรพากรได้ออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนออกมาแล้วครับ ตาม "ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๑๘๗)" ซึ่งผมขอสรุปมาให้ฟังคร่าวๆ ตามนี้ครับ
1. ค่าใช้จ่ายที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้ คือ ค่าทัวร์ (บริษัททัวร์ต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์) หรือ ค่าโรงแรม (โรงแรมต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม)
2. ค่าใช้จ่ายดังกล่าว ต้องจ่ายภายใน 8 มิ.ย. 2553 - 31 ธ.ค. 2553
3. ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
4. ต้องมีใบเสร็จระบุชื่อคนที่จะลดหย่อน และ มีการลงวันที่ที่จ่ายเงิน
ผมคิดว่าข้อที่ต้องระวังก็คือ ต้องเช็คว่าทัวร์ หรือ โรงแรม ที่เราจะไปใช้บริการ มีใบอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ เพราะมีเพื่อนผมไปเจอรีสอร์ทที่พึ่งจะเปิดใหม่ ยังไม่ได้ขอใบอนุญาต อย่างนี้ก็จะไม่สามารถนำใบเสร็จมาใช้ได้ และที่ต้องระวังอีกข้อก็คือ อย่าลืมขอใบเสร็จ (ที่มีชื่อและวันที่) ครับ
เที่ยวให้สนุกนะครับ
X
วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
76 | เก็บเงินไว้ใช้ตอนแก่เดือนละเท่าไหร่ดี ?
สวัสดีครับ
ช่วงนี้หุ้นขึ้นเอาๆ ใครที่ลงทุนไว้ในหุ้นก็คงจะยิ้มกันเลยทีเดียวนะครับ :) แต่วันนี้ผมไม่ได้จะมาเล่าเรื่องหุ้นนะครับ แต่จะมาเล่าเกี่ยวกับการเก็บเงินเพื่อไว้ใช้ตอนแก่ หลังจากที่เราเกษียณ ไม่ได้ทำงานมีรายได้แล้ว
ผมว่าคงจะมีหลายๆคนที่สงสัยอยู่ว่า เอ ... เราจะกันเงินที่เราได้รับจากเงินเดือน ไว้จำนวนเท่าไหร่ดี สำหรับไว้ใช้ตอนที่เกษียณแล้ว วันนี้ผมมีเครื่องมือแบบง่ายๆอันหนึ่งที่เจอมา มานำเสนอครับ โดยเป็นไฟล์ Excel เล็กๆไฟล์หนึ่ง ในเว็บไซต์ข่าวกองทุนรวม ของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (www.thaimutualfundnews.com) ชื่อโปรแกรมว่า "โปรแกรมคำนวณเงินออมเพื่อเกษียณอายุ" (Link) ครับ
โดยเจ้าโปรแกรมตัวนี้ จะมีช่องให้เรากรอกค่าต่างๆตามนี้
1. อายุในปัจจุบัน
2. อายุที่ตั้งใจจะเกษียณ (ไม่มีรายได้เข้าแล้ว)
3. อายุที่คิดว่าจะ "ปล่อยวาง" (ใช้ศัพท์แบบในไฟล์ แต่จริงๆก็คือสิ้นอายุขัย ครับ)
4. จำนวนเงินที่จะเก็บไว้เพื่อใช้ในยามเกษียณแต่ละเดือน
5. ผลตอบแทนที่คิดว่าจะได้จากการนำเงินออมดังกล่าวไปลงทุน (เป็น % ต่อปี)
6. จำนวนเงินที่จะใช้ต่อเดือน หลังจากเกษียณแล้ว
7. อัตราเงินเฟ้อต่อปีที่คาดว่าจะเป็น (อัตราเงินเฟ้อ คือ อัตราที่คิดว่าข้าวของจะแพงขึ้น หรือพูดอีกอย่างว่าเป็นอัตราที่เงินของเราจะด้อยค่าลง) > สำหรับค่านี้ถ้านึกไม่ออก ก็เอาค่าเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมา คือ 3% ต่อปีใส่เข้าไปก็ได้ครับ
พอใส่ค่าทั้งหมดลงไปแล้ว โปรแกรมก็จะคำนวณออกมาว่าเราจะมีเงินเมื่อเกษียณอายุเท่าไหร่ และเงินที่เราจำเป็นต้องใช้หลังจากเกษียณจนหมดอายุขัยเป็นเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเงินที่เรามี น้อยกว่าเงินที่เราจำเป็นต้องใช้ เราก็จะมีชีวิตหลังเกษียณที่ยากลำบากกว่าที่คาดไว้ครับ
เอาหล่ะหลังจากคำนวณเสร็จแล้ว สำหรับคนที่ได้ผลออกมาว่าจะมีเงินเก็บไม่เพียงพอ คงจะต้องมาปรับค่าต่างๆ ดูครับ โดยอาจจะปรับค่าต่างๆได้ดังนี้
1. เพิ่มอายุที่ตั้งใจจะเกษียณให้มากขึ้น (เพื่อที่จะได้มีเวลาเก็บเงินมากขึ้น และมีระยะเวลาที่จะใช้เงินหลังเกษียณที่ลดลง)
2. เพิ่มจำนวนเงินที่จะเก็บในแต่ละเดือน
3. เพิ่มผลตอบแทนที่จะคิดว่าจะทำได้จากการนำเงินออมไปลงทุน
4. ลดจำนวนเงินที่จะใช้ต่อเดือน หลังจากเกษียณแล้ว
ซึ่งจะเห็นว่า ข้อ 1. และ 4. คงจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำนัก ดังนั้นจึงจะต้องมาทำในข้อ 2. และ 3. แทนครับ นั่นคือพยายามเก็บเงินต่อเดือนให้มากขึ้น และ หาช่องทางลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มผลตอบแทนย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง ดังนั้นตัวเลือกที่น่าจะทำง่ายที่สุด คือ "เพิ่มจำนวนเงินที่จะเก็บในแต่ละเดือน" ครับ
ผมอยากให้ลองคำนวณกันนะครับ เพราะจะได้สร้างความตื่นตัวให้กับตัวเราเอง ในการที่จะเก็บเงินไว้เพื่อใช้ในยามเกษียณครับ สำหรับตัวผมเองลองคำนวณดูแล้ว ก็พบว่าตัวเองยังเก็บเงินไม่ถึงที่ควรจะเป็นเลยครับ :( คงจะต้องพยายามสร้างวินัยให้ตัวเองกันต่อไป
สนุกกับการออมเงิน และ การลงทุนนะครับ :)
X
ช่วงนี้หุ้นขึ้นเอาๆ ใครที่ลงทุนไว้ในหุ้นก็คงจะยิ้มกันเลยทีเดียวนะครับ :) แต่วันนี้ผมไม่ได้จะมาเล่าเรื่องหุ้นนะครับ แต่จะมาเล่าเกี่ยวกับการเก็บเงินเพื่อไว้ใช้ตอนแก่ หลังจากที่เราเกษียณ ไม่ได้ทำงานมีรายได้แล้ว
ผมว่าคงจะมีหลายๆคนที่สงสัยอยู่ว่า เอ ... เราจะกันเงินที่เราได้รับจากเงินเดือน ไว้จำนวนเท่าไหร่ดี สำหรับไว้ใช้ตอนที่เกษียณแล้ว วันนี้ผมมีเครื่องมือแบบง่ายๆอันหนึ่งที่เจอมา มานำเสนอครับ โดยเป็นไฟล์ Excel เล็กๆไฟล์หนึ่ง ในเว็บไซต์ข่าวกองทุนรวม ของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (www.thaimutualfundnews.com) ชื่อโปรแกรมว่า "โปรแกรมคำนวณเงินออมเพื่อเกษียณอายุ" (Link) ครับ
โดยเจ้าโปรแกรมตัวนี้ จะมีช่องให้เรากรอกค่าต่างๆตามนี้
1. อายุในปัจจุบัน
2. อายุที่ตั้งใจจะเกษียณ (ไม่มีรายได้เข้าแล้ว)
3. อายุที่คิดว่าจะ "ปล่อยวาง" (ใช้ศัพท์แบบในไฟล์ แต่จริงๆก็คือสิ้นอายุขัย ครับ)
4. จำนวนเงินที่จะเก็บไว้เพื่อใช้ในยามเกษียณแต่ละเดือน
5. ผลตอบแทนที่คิดว่าจะได้จากการนำเงินออมดังกล่าวไปลงทุน (เป็น % ต่อปี)
6. จำนวนเงินที่จะใช้ต่อเดือน หลังจากเกษียณแล้ว
7. อัตราเงินเฟ้อต่อปีที่คาดว่าจะเป็น (อัตราเงินเฟ้อ คือ อัตราที่คิดว่าข้าวของจะแพงขึ้น หรือพูดอีกอย่างว่าเป็นอัตราที่เงินของเราจะด้อยค่าลง) > สำหรับค่านี้ถ้านึกไม่ออก ก็เอาค่าเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมา คือ 3% ต่อปีใส่เข้าไปก็ได้ครับ
พอใส่ค่าทั้งหมดลงไปแล้ว โปรแกรมก็จะคำนวณออกมาว่าเราจะมีเงินเมื่อเกษียณอายุเท่าไหร่ และเงินที่เราจำเป็นต้องใช้หลังจากเกษียณจนหมดอายุขัยเป็นเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเงินที่เรามี น้อยกว่าเงินที่เราจำเป็นต้องใช้ เราก็จะมีชีวิตหลังเกษียณที่ยากลำบากกว่าที่คาดไว้ครับ
เอาหล่ะหลังจากคำนวณเสร็จแล้ว สำหรับคนที่ได้ผลออกมาว่าจะมีเงินเก็บไม่เพียงพอ คงจะต้องมาปรับค่าต่างๆ ดูครับ โดยอาจจะปรับค่าต่างๆได้ดังนี้
1. เพิ่มอายุที่ตั้งใจจะเกษียณให้มากขึ้น (เพื่อที่จะได้มีเวลาเก็บเงินมากขึ้น และมีระยะเวลาที่จะใช้เงินหลังเกษียณที่ลดลง)
2. เพิ่มจำนวนเงินที่จะเก็บในแต่ละเดือน
3. เพิ่มผลตอบแทนที่จะคิดว่าจะทำได้จากการนำเงินออมไปลงทุน
4. ลดจำนวนเงินที่จะใช้ต่อเดือน หลังจากเกษียณแล้ว
ซึ่งจะเห็นว่า ข้อ 1. และ 4. คงจะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำนัก ดังนั้นจึงจะต้องมาทำในข้อ 2. และ 3. แทนครับ นั่นคือพยายามเก็บเงินต่อเดือนให้มากขึ้น และ หาช่องทางลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มผลตอบแทนย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง ดังนั้นตัวเลือกที่น่าจะทำง่ายที่สุด คือ "เพิ่มจำนวนเงินที่จะเก็บในแต่ละเดือน" ครับ
ผมอยากให้ลองคำนวณกันนะครับ เพราะจะได้สร้างความตื่นตัวให้กับตัวเราเอง ในการที่จะเก็บเงินไว้เพื่อใช้ในยามเกษียณครับ สำหรับตัวผมเองลองคำนวณดูแล้ว ก็พบว่าตัวเองยังเก็บเงินไม่ถึงที่ควรจะเป็นเลยครับ :( คงจะต้องพยายามสร้างวินัยให้ตัวเองกันต่อไป
สนุกกับการออมเงิน และ การลงทุนนะครับ :)
X
Labels:
การลงทุน,
ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ,
เงินเฟ้อ,
วางแผนการเงิน
วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553
75 | หุ้นกู้ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท
สวัสดีครับ
ช่วงนี้มีหลายบริษัททีเดียว ที่ออกหุ้นกู้มาขอกู้เงินจากนักลงทุน วันนี้ผมไปเจอข้อมูลของหุ้นกู้อีกตัวนึงมา เลยขอเอาข่าวมาบอกกันครับ
โดยที่ผมไปเจอมา เป็นหุ้นกู้ของ บมจ. พฤกษา เรียลเอสเตท ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่แห่งหนึ่งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (ตัวย่อ PS) สำหรับหุ้นกู้ดังกล่าว เป็นชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน มีอันดับเครดิตที่ A/Stable และมี 2 รุ่นคือ 3 ปี และ 5 ปี โดยจะจัดจำหน่ายในวันที่ 21-23 มิถุนายน 2553 นี้ ที่สาขาของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (สำหรับอัตราดอกเบี้ยยังไม่ได้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ : ล่าสุด วันที่ 15 มิ.ย. ประกาศออกมาแล้วนะครับ โดยรุ่น 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี ส่วนรุ่น 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.75% ต่อปี)
ยังไงสำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อที่สาขาของธนาคารทั้ง 3 ธนาคาร หรือ โทรศัพท์ไปสอบถามได้ครับ (ธ.กรุงเทพ : บัวหลวงโฟน 1333, ธ.ซีไอเอ็มบี : CIMB Thai Care Center โทร. 0-2626-7777, ธ.กสิกรไทย : ยังไม่เห็นประกาศในเว็บไซต์ครับ) โดยผมแนะนำให้โทรไปถามทันทีจะดีที่สุดครับ อย่ารอไปใกล้ๆวันจัดจำหน่าย เดี๋ยวหุ้นกู้จะโดน Pre-Sale ไปหมดซะก่อน
X
ปล. จากที่วันก่อนผมได้มาเล่าเรื่องการนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไปใช้ลดหย่อนภาษี วันนี้ทางครม.ได้อนุมัติมาตรการดังกล่าวแล้วนะครับ โดยให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อทัวร์ในประเทศไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดคนละไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2553 ถึงสิ้นปี 2553 นี้ (ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยได้ซื้อทัวร์ไปเที่ยวเท่าไหร่ ก็เลยแอบเซ็งเล็กน้อยครับ -_-") >> ล่าสุดวันที่ 15 มิ.ย. 2553 ครม.ได้อนุมัติเพิ่มให้นำค่าโรงแรม ที่เราไปท่องเที่ยวเองมาใช้ลดภาษีได้ด้วยแล้วนะครับ :)
ช่วงนี้มีหลายบริษัททีเดียว ที่ออกหุ้นกู้มาขอกู้เงินจากนักลงทุน วันนี้ผมไปเจอข้อมูลของหุ้นกู้อีกตัวนึงมา เลยขอเอาข่าวมาบอกกันครับ
โดยที่ผมไปเจอมา เป็นหุ้นกู้ของ บมจ. พฤกษา เรียลเอสเตท ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่แห่งหนึ่งที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (ตัวย่อ PS) สำหรับหุ้นกู้ดังกล่าว เป็นชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน มีอันดับเครดิตที่ A/Stable และมี 2 รุ่นคือ 3 ปี และ 5 ปี โดยจะจัดจำหน่ายในวันที่ 21-23 มิถุนายน 2553 นี้ ที่สาขาของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) (สำหรับอัตราดอกเบี้ยยังไม่ได้มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ : ล่าสุด วันที่ 15 มิ.ย. ประกาศออกมาแล้วนะครับ โดยรุ่น 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี ส่วนรุ่น 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.75% ต่อปี)
ยังไงสำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อที่สาขาของธนาคารทั้ง 3 ธนาคาร หรือ โทรศัพท์ไปสอบถามได้ครับ (ธ.กรุงเทพ : บัวหลวงโฟน 1333, ธ.ซีไอเอ็มบี : CIMB Thai Care Center โทร. 0-2626-7777, ธ.กสิกรไทย : ยังไม่เห็นประกาศในเว็บไซต์ครับ) โดยผมแนะนำให้โทรไปถามทันทีจะดีที่สุดครับ อย่ารอไปใกล้ๆวันจัดจำหน่าย เดี๋ยวหุ้นกู้จะโดน Pre-Sale ไปหมดซะก่อน
X
ปล. จากที่วันก่อนผมได้มาเล่าเรื่องการนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไปใช้ลดหย่อนภาษี วันนี้ทางครม.ได้อนุมัติมาตรการดังกล่าวแล้วนะครับ โดยให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อทัวร์ในประเทศไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดคนละไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2553 ถึงสิ้นปี 2553 นี้ (ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยได้ซื้อทัวร์ไปเที่ยวเท่าไหร่ ก็เลยแอบเซ็งเล็กน้อยครับ -_-") >> ล่าสุดวันที่ 15 มิ.ย. 2553 ครม.ได้อนุมัติเพิ่มให้นำค่าโรงแรม ที่เราไปท่องเที่ยวเองมาใช้ลดภาษีได้ด้วยแล้วนะครับ :)
Labels:
ตราสารหนี้,
ภาษี,
หุ้นกู้
วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553
74 | เที่ยวทั่วไทย แล้วเอามาใช้ลดภาษี
สวัสดีครับ
จากคราวที่แล้ว ที่ผมชวนให้เก็บใบเสร็จที่ซื้อหนังสือไว้ เผื่อว่ามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านจะออกมา แล้วจะได้นำไปลดภาษีได้ วันนี้จะชวนมาเก็บใบเสร็จเพิ่มอีกแล้วครับ :)
โดยเมื่อวานนี้ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (คุณกรณ์ จาติกวณิช) ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการภาษีที่ทางรัฐบาลจะออกมาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ คือการให้นำค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลจากการเดินทางไปเที่ยวและเข้าพักโรงแรมภายในประเทศ มาใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ (ตามข่าว) โดยบางสื่อก็บอกว่าจะให้ลดได้ถึง 15,000 บาทเลยทีเดียว
ซึ่ง ณ ปัจจุบันแม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะยังไม่ได้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ดูแนวโน้มแล้ว ผมคิดว่าน่าจะออกมาแน่ ดังนั้นเลยจะชวนเพื่อนๆเก็บใบเสร็จค่าเดินทาง รวมถึงค่าโรงแรมที่เราไปเที่ยวเมืองไทยไว้ก่อน เพื่อว่าถ้ามาตรการดังกล่าวออกมาจริง จะได้นำไปใช้ได้ทันทีครับ
X
หมายเหตุ : ล่าสุด ในวันที่ 8 มิ.ย. 2553 ทางครม.ได้อนุมัติมาตรการดังกล่าวแล้วนะครับ โดยให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อทัวร์ในประเทศไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดคนละไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2553 ถึงสิ้นปี 2553 นี้ครับ
หมายเหตุ2 : ล่าสุด(อีกที) ในวันที่ 15 มิ.ย. ทางครม. ได้อนุมัติเพิ่มให้นำค่าที่พักที่เราไปท่องเที่ยวเองมาใช้ลดได้ด้วย จากเดิมได้เฉพาะค่าทัวร์ครับ
จากคราวที่แล้ว ที่ผมชวนให้เก็บใบเสร็จที่ซื้อหนังสือไว้ เผื่อว่ามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการอ่านจะออกมา แล้วจะได้นำไปลดภาษีได้ วันนี้จะชวนมาเก็บใบเสร็จเพิ่มอีกแล้วครับ :)
โดยเมื่อวานนี้ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (คุณกรณ์ จาติกวณิช) ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการภาษีที่ทางรัฐบาลจะออกมาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ คือการให้นำค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลจากการเดินทางไปเที่ยวและเข้าพักโรงแรมภายในประเทศ มาใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ (ตามข่าว) โดยบางสื่อก็บอกว่าจะให้ลดได้ถึง 15,000 บาทเลยทีเดียว
ซึ่ง ณ ปัจจุบันแม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะยังไม่ได้ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ดูแนวโน้มแล้ว ผมคิดว่าน่าจะออกมาแน่ ดังนั้นเลยจะชวนเพื่อนๆเก็บใบเสร็จค่าเดินทาง รวมถึงค่าโรงแรมที่เราไปเที่ยวเมืองไทยไว้ก่อน เพื่อว่าถ้ามาตรการดังกล่าวออกมาจริง จะได้นำไปใช้ได้ทันทีครับ
X
หมายเหตุ : ล่าสุด ในวันที่ 8 มิ.ย. 2553 ทางครม.ได้อนุมัติมาตรการดังกล่าวแล้วนะครับ โดยให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อทัวร์ในประเทศไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดคนละไม่เกิน 15,000 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2553 ถึงสิ้นปี 2553 นี้ครับ
หมายเหตุ2 : ล่าสุด(อีกที) ในวันที่ 15 มิ.ย. ทางครม. ได้อนุมัติเพิ่มให้นำค่าที่พักที่เราไปท่องเที่ยวเองมาใช้ลดได้ด้วย จากเดิมได้เฉพาะค่าทัวร์ครับ
Labels:
ลดหย่อนภาษี
วันอังคารที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2553
73 | เปลี่ยนวันจัดจำหน่าย หุ้นกู้ Double A & พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง
สวัสดีครับ
จากที่เล่าไปคราวที่แล้ว เกี่ยวกับหุ้นกู้ Double A และ พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวันจัดจำหน่าย ก็เลยขอเอามาบอกกันครับ
1. หุ้นกู้ Double A : เลื่อนมาจัดจำหน่ายวันที่ 8 - 10 มิ.ย. 2553 นี้ ที่ ธ.กรุงไทย (โทร 1551) และ ธ.สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (โทร 1595) เช่นเดิม โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ 6%
2. พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง : เลื่อนมาจัดจำหน่ายในวันที่ 7-8 มิ.ย. 2553 สำหรับผู้สูงอายุ และ 9-11 มิ.ย. 2553 สำหรับประชาชนทั่วไป
สำหรับใครที่สนใจ ก็อย่าพลาดนะครับ :)
X
จากที่เล่าไปคราวที่แล้ว เกี่ยวกับหุ้นกู้ Double A และ พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวันจัดจำหน่าย ก็เลยขอเอามาบอกกันครับ
1. หุ้นกู้ Double A : เลื่อนมาจัดจำหน่ายวันที่ 8 - 10 มิ.ย. 2553 นี้ ที่ ธ.กรุงไทย (โทร 1551) และ ธ.สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (โทร 1595) เช่นเดิม โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ 6%
2. พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง : เลื่อนมาจัดจำหน่ายในวันที่ 7-8 มิ.ย. 2553 สำหรับผู้สูงอายุ และ 9-11 มิ.ย. 2553 สำหรับประชาชนทั่วไป
สำหรับใครที่สนใจ ก็อย่าพลาดนะครับ :)
X
Labels:
ตราสารหนี้,
พันธบัตร,
หุ้นกู้
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
72 | หุ้นกู้ Double A & พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง
สวัสดีครับ
วันก่อนผมไปเดินงาน Money Expo มา เลยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับตราสารหนี้ที่กำลังจะออกในช่วงนี้ ก็เลยขอเอามาฝากให้เป็นทางเลือกในการลงทุนกันนะครับ
อันแรกเป็นหุ้นกู้ของบริษัทดั๊บเบิ้ล เอ ครับ (บริษัทที่ทำกระดาษที่เราๆ ท่านๆใช้กันนั่นแหละครับ :D) โดยทางดั๊บเบิ้ล เอ เสนอขายหุ้นกู้ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 6.0 - 6.5 % ต่อปี (ณ ขณะที่เล่าให้ฟังอยู่นี่ เหมือนจะยังไม่สรุปครับว่าจะเป็นอัตราใด) จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยได้รับอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ที่ระดับ BBB with Stable Outlook จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ระยะเวลาจองซื้อตั้งแต่วันที่ 24 - 26 พฤษภาคม 2553 ที่ ธ.กรุงไทย (โทร 1551) และ ธ.สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (โทร 1595)
จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้จะค่อนข้างสูงทีเดียวครับ ทั้งนี้ก็เนื่องจากหุ้นกู้ดังกล่าวได้อันดับความน่าเชื่อถือที่ไม่สูงนัก คือที่ BBB เท่านั้น ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าสามารถลงทุนได้ (Investment Grade) โดยถ้าอันดับต่ำกว่านี้จะเป็นกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (Speculative Grade หรือ Junk bonds) ดังนั้นถ้าใครที่ต้องการจะลงทุน ก็อย่าลืมคำนึงถึงความเสี่ยงในส่วนนี้ไว้ด้วยนะครับ อ้อ ... อีกอย่างนึง อย่าลืมรีบไปติดต่อ ธ.ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยนะครับ เพราะอย่าลืมว่าการขายหุ้นกู้ในเมืองไทย จะมีการพรีเซล คือ ขายก่อนถึงวันจริงเสมอครับ :P (รายละเอียดของตัวหุ้นกู้ดูได้ที่ Link)
ส่วนอันที่ 2 คิดว่าหลายๆคนคงจะได้ยินกันไปแล้ว คือ พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในปีงบประมาณ พ.ศ.2553 ครับ โดยจะมีอายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ปีที่ 1-2 3% ปีที่ 3-4 4% ปีที่ 5 5% และปีที่ 6 6% จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง จัดจำหน่ายในวันที่ 17-18 พ.ค. สำหรับผู้สูงอายุ และ 19-21 พ.ค. สำหรับประชาชนทั่วไป
*** ล่าสุด จากสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติ ทางรัฐบาลได้เลื่อนวันจัดจำหน่ายไปก่อน และจะประกาศให้ทราบอีกครั้งครับ ***
ซึ่งสำหรับพันธบัตรตัวนี้ ในเรื่องของความเสี่ยงก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย เนื่องจากผู้ออกคือรัฐบาลนั่นเอง ดังนั้นคงจะเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยง แลกกับดอกเบี้ยที่ได้ลดลงหน่อยครับ (รายละเอียดพันธบัตรตัวนี้ดูได้ที่ Link)
ยังไงเพื่อนๆก็ลองพิจารณากันดูนะครับ ว่าสนใจที่จะลงทุนกันหรือเปล่า และตอนที่พิจารณาผลตอบแทนก็อย่าลืมคิดถึงภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ตอนที่ได้รับดอกเบี้ยด้วยนะครับ (หรืออาจจะใช้วิธีลงทุนในชื่อของผู้ที่ไม่มีภาระภาษี แล้วไปขอคืนภาษีที่เสียไปทีหลังก็ได้ครับ :D)
X
วันก่อนผมไปเดินงาน Money Expo มา เลยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับตราสารหนี้ที่กำลังจะออกในช่วงนี้ ก็เลยขอเอามาฝากให้เป็นทางเลือกในการลงทุนกันนะครับ
อันแรกเป็นหุ้นกู้ของบริษัทดั๊บเบิ้ล เอ ครับ (บริษัทที่ทำกระดาษที่เราๆ ท่านๆใช้กันนั่นแหละครับ :D) โดยทางดั๊บเบิ้ล เอ เสนอขายหุ้นกู้ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 6.0 - 6.5 % ต่อปี (ณ ขณะที่เล่าให้ฟังอยู่นี่ เหมือนจะยังไม่สรุปครับว่าจะเป็นอัตราใด) จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยได้รับอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ที่ระดับ BBB with Stable Outlook จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ระยะเวลาจองซื้อตั้งแต่วันที่ 24 - 26 พฤษภาคม 2553 ที่ ธ.กรุงไทย (โทร 1551) และ ธ.สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (โทร 1595)
จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้จะค่อนข้างสูงทีเดียวครับ ทั้งนี้ก็เนื่องจากหุ้นกู้ดังกล่าวได้อันดับความน่าเชื่อถือที่ไม่สูงนัก คือที่ BBB เท่านั้น ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าสามารถลงทุนได้ (Investment Grade) โดยถ้าอันดับต่ำกว่านี้จะเป็นกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (Speculative Grade หรือ Junk bonds) ดังนั้นถ้าใครที่ต้องการจะลงทุน ก็อย่าลืมคำนึงถึงความเสี่ยงในส่วนนี้ไว้ด้วยนะครับ อ้อ ... อีกอย่างนึง อย่าลืมรีบไปติดต่อ ธ.ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยนะครับ เพราะอย่าลืมว่าการขายหุ้นกู้ในเมืองไทย จะมีการพรีเซล คือ ขายก่อนถึงวันจริงเสมอครับ :P (รายละเอียดของตัวหุ้นกู้ดูได้ที่ Link)
ส่วนอันที่ 2 คิดว่าหลายๆคนคงจะได้ยินกันไปแล้ว คือ พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในปีงบประมาณ พ.ศ.2553 ครับ โดยจะมีอายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ปีที่ 1-2 3% ปีที่ 3-4 4% ปีที่ 5 5% และปีที่ 6 6% จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง จัดจำหน่ายในวันที่ 17-18 พ.ค. สำหรับผู้สูงอายุ และ 19-21 พ.ค. สำหรับประชาชนทั่วไป
*** ล่าสุด จากสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติ ทางรัฐบาลได้เลื่อนวันจัดจำหน่ายไปก่อน และจะประกาศให้ทราบอีกครั้งครับ ***
ซึ่งสำหรับพันธบัตรตัวนี้ ในเรื่องของความเสี่ยงก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย เนื่องจากผู้ออกคือรัฐบาลนั่นเอง ดังนั้นคงจะเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยง แลกกับดอกเบี้ยที่ได้ลดลงหน่อยครับ (รายละเอียดพันธบัตรตัวนี้ดูได้ที่ Link)
ยังไงเพื่อนๆก็ลองพิจารณากันดูนะครับ ว่าสนใจที่จะลงทุนกันหรือเปล่า และตอนที่พิจารณาผลตอบแทนก็อย่าลืมคิดถึงภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ตอนที่ได้รับดอกเบี้ยด้วยนะครับ (หรืออาจจะใช้วิธีลงทุนในชื่อของผู้ที่ไม่มีภาระภาษี แล้วไปขอคืนภาษีที่เสียไปทีหลังก็ได้ครับ :D)
X
Labels:
ตราสารหนี้,
พันธบัตร,
หุ้นกู้
วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553
71 | SET Junior Financial Club (SET JFC 2010)
สวัสดีครับ
วันนี้แวะมาประชาสัมพันธ์โครงการดีๆของตลาดหลักทรัพย์ฯให้เพื่อนๆทราบกัน

โครงการนี้ชื่อว่า SET Junior Financial Club ครับ ซึ่งเป็นโครงการที่จะให้เยาวชนระดับม.ต้น และ ม.ปลาย ได้มาเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับเรื่องของการออม การจัดการการเงินส่วนบุคคล ฯลฯ เป็นเวลา 3 วัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆครับ ซึ่งงานนี้นอกจากจะมีจัดในกรุงเทพฯ แล้ว ยังมีจัดที่ขอนแก่น สงขลา และ เชียงใหม่อีกด้วย (สำหรับรายละเอียดเต็มๆ ทั้งจำนวนที่รับ และ วิธีคัดเลือก รวมถึงวันที่จัดอบรม ดูได้ที่ Link ครับ)
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าความรู้ในเรื่องของการออม และ การจัดการการเงินส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่เราควรจะปลูกฝังให้กับเยาวชนของเราตั้งแต่ยังเด็กครับ เลยอยากจะเชิญชวนให้เพื่อนๆแนะนำให้ลูกๆ หลานๆ เข้าร่วมโครงการนี้กันเยอะๆนะครับ :)
X
วันนี้แวะมาประชาสัมพันธ์โครงการดีๆของตลาดหลักทรัพย์ฯให้เพื่อนๆทราบกัน

โครงการนี้ชื่อว่า SET Junior Financial Club ครับ ซึ่งเป็นโครงการที่จะให้เยาวชนระดับม.ต้น และ ม.ปลาย ได้มาเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับเรื่องของการออม การจัดการการเงินส่วนบุคคล ฯลฯ เป็นเวลา 3 วัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆครับ ซึ่งงานนี้นอกจากจะมีจัดในกรุงเทพฯ แล้ว ยังมีจัดที่ขอนแก่น สงขลา และ เชียงใหม่อีกด้วย (สำหรับรายละเอียดเต็มๆ ทั้งจำนวนที่รับ และ วิธีคัดเลือก รวมถึงวันที่จัดอบรม ดูได้ที่ Link ครับ)
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าความรู้ในเรื่องของการออม และ การจัดการการเงินส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่เราควรจะปลูกฝังให้กับเยาวชนของเราตั้งแต่ยังเด็กครับ เลยอยากจะเชิญชวนให้เพื่อนๆแนะนำให้ลูกๆ หลานๆ เข้าร่วมโครงการนี้กันเยอะๆนะครับ :)
X
วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553
70 | ธ.กรุงไทย & ธ.ทหารไทย ออกหุ้นกู้ 10 ปี
สวัสดีครับ
วันนี้ขอเอาข่าวหุ้นกู้ของ 2 ธนาคารมาเล่าสู่กันฟังครับ
โดย 2 ธนาคารดังกล่าว คือ ธ.กรุงไทย และ ธ.ทหารไทย ซึ่งออกหุ้นกู้อายุ 10 ปีออกมาพร้อมๆกันในช่วงนี้ โดยมีรายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้
โดยหุ้นกู้ของทั้ง 2 ธนาคารเป็นหุ้นกู้แบบด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ซึ่งให้สิทธิธนาคารไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนได้ ณ สิ้นปีที่ 5 และทุกๆ 3 เดือนถัดไป (พูดง่ายๆกว่า พอครบ 5 ปีแล้ว ธนาคารอาจจะบอกว่า เอาหล่ะขอยกเลิกหุ้นกู้นี้ และคืนเงินที่กู้ไปกลับมาให้เรา ซึ่งก็จะทำให้เราไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในช่วงหลังจากนั้นเป็นต้นไป)
ยังไงเพื่อนๆลองพิจารณาดูนะครับ ว่าพอใจกับอัตราดอกเบี้ยที่หู้นกู้ดังกล่าวให้หรือเปล่า โดยอัตราดอกเบี้ยที่ได้ก็เป็นไปตาม Rating ที่ตัวหุ้นกู้ได้ครับ คือ Rating ด้อยกว่า (เสี่ยงมากกว่า) ก็ต้องให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า (ในที่นี้หุ้นกู้ธ.ทหารไทยได้ Rating น้อยกว่าคือ A เมื่อเทียบกับหุ้นกู้ธ.กรุงไทยที่ AA) และ อาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของเงื่อนไขการให้สิทธิธนาคารไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด ซึ่งอาจจะทำให้เพื่อนๆไม่ได้รับดอกเบี้ยในช่วง 5 ปีหลัง (ซึ่งเป็นอัตราที่สูงขึ้น)ได้ครับ
โดยสำหรับผู้ที่สนใจ สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 23 - 25 มีนาคม 2553 สำหรับหุ้นกู้ธ.กรุงไทย และวันที่ 24 มีนาคม - 1 เมษายน 2553 สำหรับหุ้นกู้ธ.ทหารไทย ครับ
X
ปล. สำหรับรายละเอียดเต็มๆของหุ้นกู้ทั้ง 2 สามารถดูได้ที่ เว็บไซต์ธ.กรุงไทย และ เว็บไซต์ธ.ทหารไทย ครับ
วันนี้ขอเอาข่าวหุ้นกู้ของ 2 ธนาคารมาเล่าสู่กันฟังครับ
โดย 2 ธนาคารดังกล่าว คือ ธ.กรุงไทย และ ธ.ทหารไทย ซึ่งออกหุ้นกู้อายุ 10 ปีออกมาพร้อมๆกันในช่วงนี้ โดยมีรายละเอียดคร่าวๆ ดังนี้
- ธ.กรุงไทย Rating อยู่ที่ AA(tha)/stable อัตราดอกเบี้ยในอัตราคงที่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 เท่ากับ 4.35% ต่อปี และในปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 เท่ากับ 5.50% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน
- ธ.ทหารไทย Rating อยู่ที่ A(tha) อัตราดอกเบี้ยในอัตราคงที่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 เท่ากับ 4.7% ต่อปี และในปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 เท่ากับ 6.0% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน
โดยหุ้นกู้ของทั้ง 2 ธนาคารเป็นหุ้นกู้แบบด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ซึ่งให้สิทธิธนาคารไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดทั้งจำนวนได้ ณ สิ้นปีที่ 5 และทุกๆ 3 เดือนถัดไป (พูดง่ายๆกว่า พอครบ 5 ปีแล้ว ธนาคารอาจจะบอกว่า เอาหล่ะขอยกเลิกหุ้นกู้นี้ และคืนเงินที่กู้ไปกลับมาให้เรา ซึ่งก็จะทำให้เราไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในช่วงหลังจากนั้นเป็นต้นไป)
ยังไงเพื่อนๆลองพิจารณาดูนะครับ ว่าพอใจกับอัตราดอกเบี้ยที่หู้นกู้ดังกล่าวให้หรือเปล่า โดยอัตราดอกเบี้ยที่ได้ก็เป็นไปตาม Rating ที่ตัวหุ้นกู้ได้ครับ คือ Rating ด้อยกว่า (เสี่ยงมากกว่า) ก็ต้องให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า (ในที่นี้หุ้นกู้ธ.ทหารไทยได้ Rating น้อยกว่าคือ A เมื่อเทียบกับหุ้นกู้ธ.กรุงไทยที่ AA) และ อาจจะต้องพิจารณาในเรื่องของเงื่อนไขการให้สิทธิธนาคารไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด ซึ่งอาจจะทำให้เพื่อนๆไม่ได้รับดอกเบี้ยในช่วง 5 ปีหลัง (ซึ่งเป็นอัตราที่สูงขึ้น)ได้ครับ
โดยสำหรับผู้ที่สนใจ สามารถจองซื้อได้ในวันที่ 23 - 25 มีนาคม 2553 สำหรับหุ้นกู้ธ.กรุงไทย และวันที่ 24 มีนาคม - 1 เมษายน 2553 สำหรับหุ้นกู้ธ.ทหารไทย ครับ
X
ปล. สำหรับรายละเอียดเต็มๆของหุ้นกู้ทั้ง 2 สามารถดูได้ที่ เว็บไซต์ธ.กรุงไทย และ เว็บไซต์ธ.ทหารไทย ครับ
Labels:
ตราสารหนี้,
หุ้นกู้
วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553
69 | การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ กับ มาตรการภาษี
สวัสดีครับ
วันก่อนผมได้ไปฟังคุณทนง โชติสรยุทธ์ CEO ของทาง SE-ED พูดในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4/52 จึงพึ่งจะได้ทราบครับว่า ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ และ ให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปีเป็นวันรักการอ่าน รวมถึงให้ปี พ.ศ. 2552-พ.ศ. 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน อีกด้วยครับ(สำหรับใครที่อยากดูมติเต็มๆ ไปดูได้ที่ Link ครับ หรือ ถ้าจะอ่านข่าวของทางกระทรวงศึกษาธิการ ก็อยู่ที่ Link)
ได้ทราบแล้วก็ชื่นใจนะครับ ที่รัฐบาลได้ส่งเสริมในเรื่องดีๆแบบนี้ เอ ... แต่มันเกี่ยวยังไงกับเรื่องภาษีที่ผมเขียนไว้ในหัวเรื่องหล่ะเนี่ย คืออย่างนี้ครับ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น จึงมีความพยายามจากคณะกรรมการส่งเสริมการอ่าน ที่จะให้คนซื้อหนังสืออ่านกันมากขึ้น โดยการคิดมาตรการต่างๆขึ้นมาเพื่อเสนอกับทางรัฐบาล โดยมาตรการอย่างหนึ่งก็คือการให้สิทธิผู้ที่ซื้อหนังสือมาอ่าน สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือดังกล่าว มาลดหย่อนภาษีได้ !!!
ฟังแล้วน่าตื่นเต้นทีเดียวครับ แต่อย่าพึ่งดีใจไปนะครับ มาตรการดังกล่าว ยังไม่ได้มีการเสนอให้กับทางรัฐบาลพิจารณาอย่างเป็นทางการเลย แล้วก็ไม่รู้จะเสนอเมื่อไหร่ด้วย (ดูจากข่าวที่ผมไปหามา [Link, Link] ส่วนใหญ่ก็เป็นข่าวเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว หลังจากปีใหม่มาก็ยังไม่ได้ข่าวเรื่องนี้เลย)
เอาหล่ะ ... แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังทำไมหว่า ... คำตอบก็คือว่า เนื่องจากเราก็ยังไม่รู้ว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะมีออกมาเมื่อไหร่ ดังนั้นในช่วงนี้ ถ้าเรามีการซื้อหนังสือเพื่อนำมาอ่าน ผมว่าเราก็น่าจะเก็บใบเสร็จไว้นะครับ เผื่อว่าถ้ามาตรการดังกล่าวออกมาเมื่อไหร่ เราก็จะได้นำใบเสร็จไปใช้ได้เลยไงครับ :) หรือถึงแม้ว่าจะไม่มีมาตรการดังกล่าวออกมา เราก็ไม่เสียหายอะไร แค่เอาใบเสร็จออกมาทิ้งก็เท่านั้นเอง :P
ยังไงถ้าใครไม่สนใจเรื่องมาตรการภาษีดังกล่าว ก็ถือว่าผมมาชวนภูิมิใจที่ "การอ่าน" ได้เป็นวาระแห่งชาติของเราก็แล้วกันครับ :)
X
วันก่อนผมได้ไปฟังคุณทนง โชติสรยุทธ์ CEO ของทาง SE-ED พูดในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4/52 จึงพึ่งจะได้ทราบครับว่า ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ และ ให้วันที่ 2 เมษายน ของทุกปีเป็นวันรักการอ่าน รวมถึงให้ปี พ.ศ. 2552-พ.ศ. 2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่าน อีกด้วยครับ(สำหรับใครที่อยากดูมติเต็มๆ ไปดูได้ที่ Link ครับ หรือ ถ้าจะอ่านข่าวของทางกระทรวงศึกษาธิการ ก็อยู่ที่ Link)
ได้ทราบแล้วก็ชื่นใจนะครับ ที่รัฐบาลได้ส่งเสริมในเรื่องดีๆแบบนี้ เอ ... แต่มันเกี่ยวยังไงกับเรื่องภาษีที่ผมเขียนไว้ในหัวเรื่องหล่ะเนี่ย คืออย่างนี้ครับ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนอ่านหนังสือมากขึ้น จึงมีความพยายามจากคณะกรรมการส่งเสริมการอ่าน ที่จะให้คนซื้อหนังสืออ่านกันมากขึ้น โดยการคิดมาตรการต่างๆขึ้นมาเพื่อเสนอกับทางรัฐบาล โดยมาตรการอย่างหนึ่งก็คือการให้สิทธิผู้ที่ซื้อหนังสือมาอ่าน สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือดังกล่าว มาลดหย่อนภาษีได้ !!!
ฟังแล้วน่าตื่นเต้นทีเดียวครับ แต่อย่าพึ่งดีใจไปนะครับ มาตรการดังกล่าว ยังไม่ได้มีการเสนอให้กับทางรัฐบาลพิจารณาอย่างเป็นทางการเลย แล้วก็ไม่รู้จะเสนอเมื่อไหร่ด้วย (ดูจากข่าวที่ผมไปหามา [Link, Link] ส่วนใหญ่ก็เป็นข่าวเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว หลังจากปีใหม่มาก็ยังไม่ได้ข่าวเรื่องนี้เลย)
เอาหล่ะ ... แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังทำไมหว่า ... คำตอบก็คือว่า เนื่องจากเราก็ยังไม่รู้ว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะมีออกมาเมื่อไหร่ ดังนั้นในช่วงนี้ ถ้าเรามีการซื้อหนังสือเพื่อนำมาอ่าน ผมว่าเราก็น่าจะเก็บใบเสร็จไว้นะครับ เผื่อว่าถ้ามาตรการดังกล่าวออกมาเมื่อไหร่ เราก็จะได้นำใบเสร็จไปใช้ได้เลยไงครับ :) หรือถึงแม้ว่าจะไม่มีมาตรการดังกล่าวออกมา เราก็ไม่เสียหายอะไร แค่เอาใบเสร็จออกมาทิ้งก็เท่านั้นเอง :P
ยังไงถ้าใครไม่สนใจเรื่องมาตรการภาษีดังกล่าว ก็ถือว่าผมมาชวนภูิมิใจที่ "การอ่าน" ได้เป็นวาระแห่งชาติของเราก็แล้วกันครับ :)
X
Labels:
ภาษี,
ลดหย่อนภาษี
วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553
68 | กรอกเงินลดหย่อนค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ ใน ภ.ง.ด.90/91
สวัสดีครับ
ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) เพื่อนๆได้ยื่นแบบไปกันหรือยังครับ ? ตัวผมเองได้ทำการยื่นไปแล้ว และก็ได้รู้อะไรเกี่ยวกับการยื่นแบบในปีนี้ที่พิเศษจากปีก่อนๆ ก็เลยขอเอามาแบ่งปันกันครับ
โดยจากที่ปี 2552 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลมีมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดยให้ผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 สามารถนำจำนวนเงินที่ใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ ได้เป็นจำนวนเท่ากับมูลค่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (สนใจรายละเอียด ดูที่ผมเคยเขียนไว้ที่ Link นะครับ) ซึ่งผมก็เป็นคนนึงครับที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 ทำให้ได้รับสิทธินั้นไปด้วย แต่พอถึงเวลาที่ผมจะทำการยื่นแบบ ผมเลยมีข้อสงสัยขึ้นมาครับ ว่าจะกรอกจำนวนเงินดังกล่าวในช่องไหนดี ไปหาในเว็บของสรรพากรก็หาไม่เจอ (จริงๆคงมีบอกไว้แหละครับ แต่ผมหาไม่เจอเอง -_-')
ผมก็เลยไปเสาะหาข้อมูลมาจนทราบว่า จำนวนเงินดังกล่าวให้กรอกลงในช่อง "ค่าซื้ออาคารฯ" ครับ โดยถ้าเป็นการยื่นทาง Internet ช่องดังกล่าว จะให้กรอกสูงสุด 300,000 บาทเท่านั้น ถ้ากรอกเกินระบบจะแจ้งเตือนครับ โดยช่องดังกล่าวจะมีอยู่ในทั้ง ภ.ง.ด.90 และ 91 ครับ (ผมมีรูปมาให้ดูด้วยครับ โดยในรูปนี้เป็นภ.ง.ด.91 นะ)

ก็หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับคนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 เหมือนผมนะครับ :)
X
ปล. รูปเล็กไปนิด ถ้ามองไม่เห็น กดที่รูปได้เลยนะครับ
ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) เพื่อนๆได้ยื่นแบบไปกันหรือยังครับ ? ตัวผมเองได้ทำการยื่นไปแล้ว และก็ได้รู้อะไรเกี่ยวกับการยื่นแบบในปีนี้ที่พิเศษจากปีก่อนๆ ก็เลยขอเอามาแบ่งปันกันครับ
โดยจากที่ปี 2552 ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลมีมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ โดยให้ผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 สามารถนำจำนวนเงินที่ใช้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ ได้เป็นจำนวนเท่ากับมูลค่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300,000 บาท (สนใจรายละเอียด ดูที่ผมเคยเขียนไว้ที่ Link นะครับ) ซึ่งผมก็เป็นคนนึงครับที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 ทำให้ได้รับสิทธินั้นไปด้วย แต่พอถึงเวลาที่ผมจะทำการยื่นแบบ ผมเลยมีข้อสงสัยขึ้นมาครับ ว่าจะกรอกจำนวนเงินดังกล่าวในช่องไหนดี ไปหาในเว็บของสรรพากรก็หาไม่เจอ (จริงๆคงมีบอกไว้แหละครับ แต่ผมหาไม่เจอเอง -_-')
ผมก็เลยไปเสาะหาข้อมูลมาจนทราบว่า จำนวนเงินดังกล่าวให้กรอกลงในช่อง "ค่าซื้ออาคารฯ" ครับ โดยถ้าเป็นการยื่นทาง Internet ช่องดังกล่าว จะให้กรอกสูงสุด 300,000 บาทเท่านั้น ถ้ากรอกเกินระบบจะแจ้งเตือนครับ โดยช่องดังกล่าวจะมีอยู่ในทั้ง ภ.ง.ด.90 และ 91 ครับ (ผมมีรูปมาให้ดูด้วยครับ โดยในรูปนี้เป็นภ.ง.ด.91 นะ)
ก็หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับคนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 เหมือนผมนะครับ :)
X
ปล. รูปเล็กไปนิด ถ้ามองไม่เห็น กดที่รูปได้เลยนะครับ
Labels:
ภาษี,
ลดหย่อนภาษี,
อสังหาริมทรัพย์
วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
67 | เพิ่มพูนความรู้การลงทุนกับ หลักสูตรอบรมสัมมนาของ TSI
สวัสดีครับ
วันนี้แวะมาประชาสัมพันธ์หลักสูตรอบรมสัมมนาของ TSI ในปี 2553 นี้ครับ ดูแล้วกว่าครึ่งเป็นแบบฟรีซะด้วย :) ยังไงเพื่อนๆลองดูชื่อหลักสูตรจากรูปทางด้านล่างก่อนนะครับ และถ้าสนใจหลักสูตรไหน สามารถดูวันเวลาที่จะมีการอบรมได้ที่ Link เลยครับ
X
ปล. ถึงฤดูกาลยื่นแบบภาษีกันแล้ว มีใครได้ยื่นไปหรือยังครับ ? ตัวผมเองยังไม่ได้ยื่นเลย พอดีรอเอกสารของบริษัทอยู่ สงสัยกว่าจะได้เงินคืนคงเป็นเดือน พ.ค. เหมือนปีที่แล้วอีกแน่เลย T_T
วันนี้แวะมาประชาสัมพันธ์หลักสูตรอบรมสัมมนาของ TSI ในปี 2553 นี้ครับ ดูแล้วกว่าครึ่งเป็นแบบฟรีซะด้วย :) ยังไงเพื่อนๆลองดูชื่อหลักสูตรจากรูปทางด้านล่างก่อนนะครับ และถ้าสนใจหลักสูตรไหน สามารถดูวันเวลาที่จะมีการอบรมได้ที่ Link เลยครับ
X
ปล. ถึงฤดูกาลยื่นแบบภาษีกันแล้ว มีใครได้ยื่นไปหรือยังครับ ? ตัวผมเองยังไม่ได้ยื่นเลย พอดีรอเอกสารของบริษัทอยู่ สงสัยกว่าจะได้เงินคืนคงเป็นเดือน พ.ค. เหมือนปีที่แล้วอีกแน่เลย T_T
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
