วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

72 | หุ้นกู้ Double A & พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง

สวัสดีครับ

วันก่อนผมไปเดินงาน Money Expo มา เลยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับตราสารหนี้ที่กำลังจะออกในช่วงนี้ ก็เลยขอเอามาฝากให้เป็นทางเลือกในการลงทุนกันนะครับ

อันแรกเป็นหุ้นกู้ของบริษัทดั๊บเบิ้ล เอ ครับ (บริษัทที่ทำกระดาษที่เราๆ ท่านๆใช้กันนั่นแหละครับ :D) โดยทางดั๊บเบิ้ล เอ เสนอขายหุ้นกู้ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 6.0 - 6.5 % ต่อปี (ณ ขณะที่เล่าให้ฟังอยู่นี่ เหมือนจะยังไม่สรุปครับว่าจะเป็นอัตราใด) จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยได้รับอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ที่ระดับ BBB with Stable Outlook จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ระยะเวลาจองซื้อตั้งแต่วันที่ 24 - 26 พฤษภาคม 2553 ที่ ธ.กรุงไทย (โทร 1551) และ ธ.สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ (โทร 1595)

จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้จะค่อนข้างสูงทีเดียวครับ ทั้งนี้ก็เนื่องจากหุ้นกู้ดังกล่าวได้อันดับความน่าเชื่อถือที่ไม่สูงนัก คือที่ BBB เท่านั้น ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าสามารถลงทุนได้ (Investment Grade) โดยถ้าอันดับต่ำกว่านี้จะเป็นกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (Speculative Grade หรือ Junk bonds) ดังนั้นถ้าใครที่ต้องการจะลงทุน ก็อย่าลืมคำนึงถึงความเสี่ยงในส่วนนี้ไว้ด้วยนะครับ อ้อ ... อีกอย่างนึง อย่าลืมรีบไปติดต่อ ธ.ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยนะครับ เพราะอย่าลืมว่าการขายหุ้นกู้ในเมืองไทย จะมีการพรีเซล คือ ขายก่อนถึงวันจริงเสมอครับ :P (รายละเอียดของตัวหุ้นกู้ดูได้ที่ Link)

ส่วนอันที่ 2 คิดว่าหลายๆคนคงจะได้ยินกันไปแล้ว คือ พันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งในปีงบประมาณ พ.ศ.2553 ครับ โดยจะมีอายุ 6 ปี อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ปีที่ 1-2 3% ปีที่ 3-4 4% ปีที่ 5 5% และปีที่ 6 6% จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง จัดจำหน่ายในวันที่ 17-18 พ.ค. สำหรับผู้สูงอายุ และ 19-21 พ.ค. สำหรับประชาชนทั่วไป
*** ล่าสุด จากสถานการณ์บ้านเมืองที่ไม่ปกติ ทางรัฐบาลได้เลื่อนวันจัดจำหน่ายไปก่อน และจะประกาศให้ทราบอีกครั้งครับ ***

ซึ่งสำหรับพันธบัตรตัวนี้ ในเรื่องของความเสี่ยงก็เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย เนื่องจากผู้ออกคือรัฐบาลนั่นเอง ดังนั้นคงจะเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยง แลกกับดอกเบี้ยที่ได้ลดลงหน่อยครับ (รายละเอียดพันธบัตรตัวนี้ดูได้ที่ Link)

ยังไงเพื่อนๆก็ลองพิจารณากันดูนะครับ ว่าสนใจที่จะลงทุนกันหรือเปล่า และตอนที่พิจารณาผลตอบแทนก็อย่าลืมคิดถึงภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ตอนที่ได้รับดอกเบี้ยด้วยนะครับ (หรืออาจจะใช้วิธีลงทุนในชื่อของผู้ที่ไม่มีภาระภาษี แล้วไปขอคืนภาษีที่เสียไปทีหลังก็ได้ครับ :D)

X

ไม่มีความคิดเห็น: