สวัสดีครับ
ปลายปีแล้ว หลายๆคนคงได้รับเงินก้อนจากโบนัสมา และอยากหาช่องทางการลงทุน วันนี้ผมมีอีกหนึ่งทางเลือกมาเสนอครับ
โดยทางเลือกที่นำมาเสนอคือ การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัท ปตท. ครับ (สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักหุ้นกู้ ผมเคยเขียนไว้ที่ Link ลองดูนะครับ) ซึ่งเพื่อนๆอาจจะเคยได้ยินข่าวว่า ปตท. มีการออกหุ้นกู้อยู่เรื่อยๆ ไม่เห็นจะน่าสนใจเลย แต่อยากบอกว่า การออกหุ้นกู้ของ ปตท. ให้กับรายย่อยโดยปกติ จะออกให้กับผู้ที่เคยถือหุ้นกู้เดิมอยู่ แล้วหมดอายุ เป็นหลักครับ
แต่สำหรับหุ้นกู้ ปตท. ครั้งที่ 1/2555 นี้ จะมีการขายให้กับผู้ลงทุนรายใหม่ด้วยครับ และที่พิเศษก็คือ ใช้วิธีจับฉลากครับ !!! ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนมีสิทธิได้เท่าๆกัน ไม่เหมือนการขายหุ้นกู้ปกติที่มาก่อนได้ก่อน (และก็จะหมดก่อนวันเริ่มขายซะอีก -_-" ตามกฎ Presale)
สำหรับรายละเอียดคร่าวๆ ก็คือ เป็นหุ้นกู้ประเภทระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน ได้อันดับความน่าเชื่อถือ AAA และมีการแบ่งเป็น 2 ชุด ตามนี้เลยครับ
ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี 9 เดือน ดอกเบี้ย 3.80% ต่อปี
ชุดที่ 2 อายุ 6 ปี 10 เดือน ดอกเบี้ย ปีที่ 1 - 4 4.00% ต่อปี ปีที่ 5 - 6 4.40% ต่อปี ระยะเวลาที่เหลือ 5.50% ต่อปี
แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ถือหุ้นกู้ ปตท. ชุดที่ระบุไว้ (PTTC11OA, PTTC11DA, PTTC11DB) จะซื้อได้เฉพาะชุดที่ 2 เท่านั้นนะครับ
สำหรับสถานที่จัดจำหน่าย (ผ่าน ธ. 7 แห่ง) วันเวลาที่จะจัดจำหน่าย (แบ่งเป็น 3 ช่วง) และ การชำระเงิน ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะ ถ้าใครสนใจลองไปดูที่เอกสารที่ทาง ธ.กรุงไทย ทำไว้ที่ Link ดูนะครับ ทำไว้ค่อนข้างอ่านง่ายทีเดียว
ส่วนตัวผมเอง คงจะไปร่วมลุ้นด้วยแน่นอนครับ เพราะแม้ว่าดอกเบี้ยที่ได้จะไม่สูงมาก แต่ ปตท. ขึ้นชื่อเรื่องการจัดกิจกรรมพิเศษๆ ให้กับผู้ถือหุ้นกู้ครับ ก็เลยอยากมีไว้ในครอบครองซะหน่อย ยังไงถ้าใครโชคดีได้ครอบครองหุ้นกู้ตัวนี้ ก็อย่าลืมมาอวดกันมั่งนะครับ
X
ปล. สำหรับผู้ที่สนใจดูข่าวต้นทางของทาง ปตท. ดูได้ที่ Link ครับ
วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554
82 | สรุปผลตอบแทน LTF by siamchart.com
สวัสดีครับ
ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลซื้อ LTF/RMF สำหรับผู้ที่ยังซื้อไม่ครบตามที่ตั้งใจไว้ เลยขอเอา เว็บสรุปผลตอบแทนของกองทุน ซึ่งสามารถใช้ดูได้ง่ายๆ เร็วๆ มาฝากซักเว็บนึงครับ เผื่อว่าจะได้ใช้ประกอบในการเลือกซื้อ LTF/RMF ได้
โดยเว็บที่เอามาแนะนำคือเว็บ www.siamchart.com ครับ โดยสามารถกดเข้าไปที่ Link เพื่อดูสรุปผลตอบแทนของกองทุน LTF ได้ โดยผมแนะนำให้ดูผลตอบแทนระยะ 1 ปี (คอลัมน์ 1 Year) นะครับ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่ากองทุนดังกล่าว มีราคาหน่วยลงทุน รวม เงินปันผล เป็นเท่าไหร่ครับ (สาเหตุที่ผมแนะนำให้ดูผลตอบแทนระยะ 1 ปี ก็เนื่องจากเป็นระยะที่ไม่สั้นจนเกินไป)
ส่วนถ้าต้องการดูสรุปผลตอบแทนของกองทุน RMF ก็สามารถเลือกทางด้านขวาบน เป็น RMF ได้ หรือกดที่ Link ก็ได้ครับ
ก็หวังว่าเว็บที่เอามาแนะนำ จะเป็นประโยชน์ในการเลือกซื้อ LTF/RMF ของเพื่อนๆนะครับ
X
ปล. สำหรับผู้ที่ต้องการทราบผลตอบแทน แบบละเอียดกว่าที่เว็บนี้แสดงไว้ สามารถไปดูที่เว็บ morningstarthailand.com ก็ได้ครับ ซึ่งจะมีทั้งผลตอบแทนทั้งในระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) และ ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) มีการแสดงความผันผวนของราคาหน่วยลงทุน ความเสี่ยงของกองทุนตามเกณฑ์ของทางเว็บ รวมถึงการให้ดาวกองทุนแต่ละกอง ซึ่งสำหรับใครที่เข้าไปแล้วงง ไม่รู้จะกดตรงไหน ผมได้เคยเขียนวิธีดูผลตอบแทนที่เว็บดังกล่าวไว้ ที่ Link สามารถไปอ่านดูได้ครับ
ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลซื้อ LTF/RMF สำหรับผู้ที่ยังซื้อไม่ครบตามที่ตั้งใจไว้ เลยขอเอา เว็บสรุปผลตอบแทนของกองทุน ซึ่งสามารถใช้ดูได้ง่ายๆ เร็วๆ มาฝากซักเว็บนึงครับ เผื่อว่าจะได้ใช้ประกอบในการเลือกซื้อ LTF/RMF ได้
โดยเว็บที่เอามาแนะนำคือเว็บ www.siamchart.com ครับ โดยสามารถกดเข้าไปที่ Link เพื่อดูสรุปผลตอบแทนของกองทุน LTF ได้ โดยผมแนะนำให้ดูผลตอบแทนระยะ 1 ปี (คอลัมน์ 1 Year) นะครับ ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่ากองทุนดังกล่าว มีราคาหน่วยลงทุน รวม เงินปันผล เป็นเท่าไหร่ครับ (สาเหตุที่ผมแนะนำให้ดูผลตอบแทนระยะ 1 ปี ก็เนื่องจากเป็นระยะที่ไม่สั้นจนเกินไป)
ส่วนถ้าต้องการดูสรุปผลตอบแทนของกองทุน RMF ก็สามารถเลือกทางด้านขวาบน เป็น RMF ได้ หรือกดที่ Link ก็ได้ครับ
ก็หวังว่าเว็บที่เอามาแนะนำ จะเป็นประโยชน์ในการเลือกซื้อ LTF/RMF ของเพื่อนๆนะครับ
X
ปล. สำหรับผู้ที่ต้องการทราบผลตอบแทน แบบละเอียดกว่าที่เว็บนี้แสดงไว้ สามารถไปดูที่เว็บ morningstarthailand.com ก็ได้ครับ ซึ่งจะมีทั้งผลตอบแทนทั้งในระยะสั้น (น้อยกว่า 1 ปี) และ ระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) มีการแสดงความผันผวนของราคาหน่วยลงทุน ความเสี่ยงของกองทุนตามเกณฑ์ของทางเว็บ รวมถึงการให้ดาวกองทุนแต่ละกอง ซึ่งสำหรับใครที่เข้าไปแล้วงง ไม่รู้จะกดตรงไหน ผมได้เคยเขียนวิธีดูผลตอบแทนที่เว็บดังกล่าวไว้ ที่ Link สามารถไปอ่านดูได้ครับ
วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
81 | พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation-Linked Bond (ILB))
สวัสดีครับ
ช่วงวันที่ 11 - 14 ก.ค. 2554 นี้ ทางกระทรวงการคลัง จะมีการขายพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ ให้กับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเจ้าพันธบัตรตัวนี้ครับ แต่บังเอิญผมไป search เจอบทความของ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ท่านเคยเขียนลงในเดลินิวส์ และ ท่านได้มา Share ไว้ที่ Blog ของท่าน ซึ่งคิดว่าน่าจะอธิบายไว้ค่อนข้างครบถ้วนแล้ว เลยขอเอาบทความดังกล่าวมาแบ่งปันกันแทนแล้วกัน โดยเพื่อนๆสามารถตามไปดูได้ที่ Link เลยครับ และ ถ้าต้องการทราบข้อมูลโดยละเอียด ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ Link ได้ ซึ่งจะมีทั้งสรุปข้อมูลของตัวพันธบัตรที่จะขายในรอบนี้ และ คู่มือในการลงทุนในพันธบัตร ILB นี้ด้วยครับ
สำหรับใครที่สนใจก็ไปจับจองกันได้ที่ ธนาคารเอชเอสบีซี ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารกสิกรไทย นะครับ แต่ยังไงอย่าลืมเตรียมเงินลงทุนไป ขั้นต่ำ 100,000 บาทด้วยนะ :)
X
ช่วงวันที่ 11 - 14 ก.ค. 2554 นี้ ทางกระทรวงการคลัง จะมีการขายพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ ให้กับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเจ้าพันธบัตรตัวนี้ครับ แต่บังเอิญผมไป search เจอบทความของ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ท่านเคยเขียนลงในเดลินิวส์ และ ท่านได้มา Share ไว้ที่ Blog ของท่าน ซึ่งคิดว่าน่าจะอธิบายไว้ค่อนข้างครบถ้วนแล้ว เลยขอเอาบทความดังกล่าวมาแบ่งปันกันแทนแล้วกัน โดยเพื่อนๆสามารถตามไปดูได้ที่ Link เลยครับ และ ถ้าต้องการทราบข้อมูลโดยละเอียด ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ Link ได้ ซึ่งจะมีทั้งสรุปข้อมูลของตัวพันธบัตรที่จะขายในรอบนี้ และ คู่มือในการลงทุนในพันธบัตร ILB นี้ด้วยครับ
สำหรับใครที่สนใจก็ไปจับจองกันได้ที่ ธนาคารเอชเอสบีซี ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารกสิกรไทย นะครับ แต่ยังไงอย่าลืมเตรียมเงินลงทุนไป ขั้นต่ำ 100,000 บาทด้วยนะ :)
X
Labels:
เงินเฟ้อ,
ตราสารหนี้,
พันธบัตร,
พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ
วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554
80 | ตั๋วบีอี vs ฝากเงิน
สวัสดีครับ
ช่วงนี้ถ้าเพื่อนๆไปที่ธนาคาร น่าจะได้เห็นโฆษณาของทางธนาคารชักชวนให้ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า ตั๋วบีอี โดยมีการเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งอาจจะมีบางคนที่ยังไม่ทราบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้ วันนี้เลยขอมาเล่าให้ฟังครับ
ตั๋วบีอี มาจากตัวย่อภาษาอังกฤษ BE ซึ่งย่อมาจากคำว่า Bill of exchange ที่แปลเป็นไทยได้ว่า "ตั๋วแลกเงิน" ครับ (แปลกันหลายซับหลายซ้อนเลย แหะๆ) โดยเจ้าตั๋วเนี่ย จะให้สิทธิกับผู้ถือ เอาตั๋วไปแลกเป็นเงิน กับคนที่ระบุไว้ในตั๋ว ณ วันที่ระบุไว้ในตั๋วได้ครับ เช่น ในกรณีของธนาคารต่างๆที่ออกตั๋วบีอีออกมา ในตั๋วก็จะระบุไว้ว่า สามารถนำไปใช้แลกเป็นเงินกับ ธนาคารนั้นๆได้ ณ วันที่ระบุไว้
จริงๆ ตั๋วบีอี มีมานานมากแล้วนะครับ แต่ที่ผ่านมา จะขายกันในหมู่ลูกค้าที่เป็นสถาบัน ไม่ได้มาขายให้รายย่อยอย่างเราๆ จนตอนหลังมานี่แหละครับที่เริ่มจะมาขายให้กับรายย่อย
คงมีหลายคนสงสัยว่า เอ ... แล้วผลตอบแทนของเจ้าตั๋วบีอีนี่มาจากอะไร คำตอบก็คือ ตั๋วบีอี จะมีราคาขาย ที่มีส่วนลด (Discount) ครับ เช่น ขายตั๋วให้เราที่ราคา 988.00 บาท แต่สามารถเอาไปแลกเงินได้ที่ 1,000.00 บาท เราก็จะได้ผลตอบแทน 2 บาท เป็นต้น (แต่ไม่ต้องกลัวงง ตอนซื้อนะครับ เพราะทางธนาคาร จะทำการคิดออกมา ให้ดูเหมือนดอกเบี้ยเงินฝากให้เราแล้วครับ ดังนั้นเวลาไปที่ธนาคาร ก็ถามเค้าได้เลยครับ ว่าตั๋วบีอีตัวนี้ ดอกเบี้ยเท่าไหร่)
สำหรับสาเหตุที่ตั๋วบีอีให้ผลตอบแทนได้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ก็เนื่องมาจากว่า ในปัจจุบันนี้ เวลาที่เราฝากเงินกับธนาคาร ทางธนาคารจะมีค่าใช้จ่ายในการนำส่งเงินสบทบให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 0.4% ของยอดเงินฝากนั้น ในขณะที่ถ้าเราซื้อตั๋วบีอี ทางธนาคารไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายตรงนี้ จึงสามารถนำค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ดังกล่าว มาจ่ายให้กับผู้ถือตั๋ว เพื่อจูงใจได้ครับ
ตามหลักการ "ยิ่งผลตอบแทนดี ก็ยิ่งเสี่ยง" (High Risk High Return) การที่ตั๋วบีอีให้ผลตอบแทนที่มากกว่า ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่มากกว่าเงินฝากครับ โดยเงินที่เรานำไปซื้อตั๋วบีอีจะไม่ได้รับความคุ้มครอง เหมือนกับ เงินฝาก ซึ่งได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากครับ ดังนั้นถ้าธนาคารที่เราซื้อตั๋วบีอีเกิดเจ๊งขึ้นมา ก็มีสิทธิที่จะไม่ได้เงินคืนครับ
หวังว่าเพื่อนๆคงจะเข้าใจตั๋วบีอีมากขึ้นนะครับ ยังไงถ้าจะไปซื้อตั๋วบีอีของธนาคารไหน ก็อย่าลืมดูถึงความมั่นคงของธนาคารดังกล่าวด้วยหล่ะครับ
X
ปล. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก กำลังจะลดวงเงินที่จะคุ้มครองเงินฝากของเรา ลงมาเหลือ 50 ล้านบาท ต่อบัญชี ต่อธนาคาร ในวันที่ 11 ส.ค. 54 นี้แล้วนะครับ ยังไงใครมีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท ก็อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยนะ :)
ช่วงนี้ถ้าเพื่อนๆไปที่ธนาคาร น่าจะได้เห็นโฆษณาของทางธนาคารชักชวนให้ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ชื่อว่า ตั๋วบีอี โดยมีการเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งอาจจะมีบางคนที่ยังไม่ทราบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้ วันนี้เลยขอมาเล่าให้ฟังครับ
ตั๋วบีอี มาจากตัวย่อภาษาอังกฤษ BE ซึ่งย่อมาจากคำว่า Bill of exchange ที่แปลเป็นไทยได้ว่า "ตั๋วแลกเงิน" ครับ (แปลกันหลายซับหลายซ้อนเลย แหะๆ) โดยเจ้าตั๋วเนี่ย จะให้สิทธิกับผู้ถือ เอาตั๋วไปแลกเป็นเงิน กับคนที่ระบุไว้ในตั๋ว ณ วันที่ระบุไว้ในตั๋วได้ครับ เช่น ในกรณีของธนาคารต่างๆที่ออกตั๋วบีอีออกมา ในตั๋วก็จะระบุไว้ว่า สามารถนำไปใช้แลกเป็นเงินกับ ธนาคารนั้นๆได้ ณ วันที่ระบุไว้
จริงๆ ตั๋วบีอี มีมานานมากแล้วนะครับ แต่ที่ผ่านมา จะขายกันในหมู่ลูกค้าที่เป็นสถาบัน ไม่ได้มาขายให้รายย่อยอย่างเราๆ จนตอนหลังมานี่แหละครับที่เริ่มจะมาขายให้กับรายย่อย
คงมีหลายคนสงสัยว่า เอ ... แล้วผลตอบแทนของเจ้าตั๋วบีอีนี่มาจากอะไร คำตอบก็คือ ตั๋วบีอี จะมีราคาขาย ที่มีส่วนลด (Discount) ครับ เช่น ขายตั๋วให้เราที่ราคา 988.00 บาท แต่สามารถเอาไปแลกเงินได้ที่ 1,000.00 บาท เราก็จะได้ผลตอบแทน 2 บาท เป็นต้น (แต่ไม่ต้องกลัวงง ตอนซื้อนะครับ เพราะทางธนาคาร จะทำการคิดออกมา ให้ดูเหมือนดอกเบี้ยเงินฝากให้เราแล้วครับ ดังนั้นเวลาไปที่ธนาคาร ก็ถามเค้าได้เลยครับ ว่าตั๋วบีอีตัวนี้ ดอกเบี้ยเท่าไหร่)
สำหรับสาเหตุที่ตั๋วบีอีให้ผลตอบแทนได้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ก็เนื่องมาจากว่า ในปัจจุบันนี้ เวลาที่เราฝากเงินกับธนาคาร ทางธนาคารจะมีค่าใช้จ่ายในการนำส่งเงินสบทบให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก 0.4% ของยอดเงินฝากนั้น ในขณะที่ถ้าเราซื้อตั๋วบีอี ทางธนาคารไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายตรงนี้ จึงสามารถนำค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ดังกล่าว มาจ่ายให้กับผู้ถือตั๋ว เพื่อจูงใจได้ครับ
ตามหลักการ "ยิ่งผลตอบแทนดี ก็ยิ่งเสี่ยง" (High Risk High Return) การที่ตั๋วบีอีให้ผลตอบแทนที่มากกว่า ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่มากกว่าเงินฝากครับ โดยเงินที่เรานำไปซื้อตั๋วบีอีจะไม่ได้รับความคุ้มครอง เหมือนกับ เงินฝาก ซึ่งได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากครับ ดังนั้นถ้าธนาคารที่เราซื้อตั๋วบีอีเกิดเจ๊งขึ้นมา ก็มีสิทธิที่จะไม่ได้เงินคืนครับ
หวังว่าเพื่อนๆคงจะเข้าใจตั๋วบีอีมากขึ้นนะครับ ยังไงถ้าจะไปซื้อตั๋วบีอีของธนาคารไหน ก็อย่าลืมดูถึงความมั่นคงของธนาคารดังกล่าวด้วยหล่ะครับ
X
ปล. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก กำลังจะลดวงเงินที่จะคุ้มครองเงินฝากของเรา ลงมาเหลือ 50 ล้านบาท ต่อบัญชี ต่อธนาคาร ในวันที่ 11 ส.ค. 54 นี้แล้วนะครับ ยังไงใครมีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท ก็อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยนะ :)
Labels:
ตราสารเงิน,
ตั๋วบีอี,
ตั๋วแลกเงิน
วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
79 | รายชื่อทัวร์และโรงแรมที่เอามาลดหย่อนภาษีได้
สวัสดีครับ
จากที่ผมเคยเล่าเกี่ยวกับ การที่สรรพากรให้เราสามารถนำค่าทัวร์และค่าโรงแรมที่ไปเที่ยวมาลดภาษีได้ (Link) หลังจากที่เราไปเที่ยวกันมา ตอนนี้ก็มาถึงเวลาที่จะกรอกค่าใช้จ่ายดังกล่าว ลงในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) กันแล้วนะครับ
โดยก่อนที่จะกรอก ให้เราเข้าไปเช็คก่อนครับ ว่าทัวร์ / โรงแรมที่เราไปใช้บริการมา อยู่ในลิสต์ที่สรรพากรให้นำมาลดหย่อนภาษีได้หรือเปล่า โดยเข้าไปเช็คที่ Link สำหรับรายชื่อทัวร์ และ Link สำหรับรายชื่อสำหรับโรงแรมครับ
สำหรับการกรอก ก็นำค่าทัวร์ / ค่าโรงแรมดังกล่าวไปกรอกได้ที่ช่อง "ค่าการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ" (ตามรูป) ได้เลยครับ โดยถ้ามีหลายรายการก็ให้รวมกันให้เหลือเป็นตัวเลขเดียว

ยังไงก็ขอให้ลดภาษีกันได้เยอะๆนะครับ :)
X
จากที่ผมเคยเล่าเกี่ยวกับ การที่สรรพากรให้เราสามารถนำค่าทัวร์และค่าโรงแรมที่ไปเที่ยวมาลดภาษีได้ (Link) หลังจากที่เราไปเที่ยวกันมา ตอนนี้ก็มาถึงเวลาที่จะกรอกค่าใช้จ่ายดังกล่าว ลงในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90/91) กันแล้วนะครับ
โดยก่อนที่จะกรอก ให้เราเข้าไปเช็คก่อนครับ ว่าทัวร์ / โรงแรมที่เราไปใช้บริการมา อยู่ในลิสต์ที่สรรพากรให้นำมาลดหย่อนภาษีได้หรือเปล่า โดยเข้าไปเช็คที่ Link สำหรับรายชื่อทัวร์ และ Link สำหรับรายชื่อสำหรับโรงแรมครับ
สำหรับการกรอก ก็นำค่าทัวร์ / ค่าโรงแรมดังกล่าวไปกรอกได้ที่ช่อง "ค่าการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ" (ตามรูป) ได้เลยครับ โดยถ้ามีหลายรายการก็ให้รวมกันให้เหลือเป็นตัวเลขเดียว

ยังไงก็ขอให้ลดภาษีกันได้เยอะๆนะครับ :)
X
Labels:
ท่องเที่ยว,
ภาษี,
ลดภาษี,
ลดหย่อนภาษี
วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554
78 | กรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ ช่วยลดภาษีเพิ่มได้อีก 200,000 บาท
สวัสดีครับ
ไม่ได้เขียนมาซะนานเลย วันนี้ขอเอาเรื่องเก่าที่หลายๆคนอาจจะรู้แล้ว มาบันทึกเก็บไว้ใน Blog หน่อยครับ ซึ่งถ้าใครที่รู้อยู่แล้ว อาจจะข้าม Blog ตอนนี้ไปได้เลยครับ
เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว ทางครม.ได้มีมติให้เพิ่มวงเงินที่ใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าเบี้ยประกันชีวิต จากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท (ตามข่าว) โดยสำหรับส่วนที่เพิ่มขึ้นมา 200,000 บาทนั้น มีเงื่อนไขดังนี้
1. ต้องเป็นเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญเท่านั้น
2. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญดังกล่าว จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน (คือถ้าคิด 15% ของเงินได้พึงประเมินแล้วได้ต่ำกว่า 200,000 ก็ลดหย่อนได้แค่เท่ากับค่าที่คิดออกมาได้)
3. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญดังกล่าว เมื่อรวมกับเงินได้ที่จ่ายเข้ากองทุนอื่นๆ ประเภทเดียวกันแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งกองทุนประเภทเดียวกัน ก็เช่น
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
- กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
- เงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (RMF)
โดยสำหรับประกันชีวิตแบบบำนาญที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้ จะต้องมีลักษณะตามเงื่อนไขคร่าวๆ ดังนี้
1. ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปีขึ้นไป
2. การจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญ จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตั้งแต่อายุ 55 ปี ขึ้นไป และจ่ายต่อเนื่องไปจนผู้เอาประกันภัยอายุเกิน 85 ปี
3. เป็นกรมธรรม์ที่ไม่มีการจ่ายผลประโยชน์อื่นใด ก่อนที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญที่อายุ ครบ 55 ปี ยกเว้นผลประโยชน์กรณีการเสียชีวิต
4. ไม่มีการจ่ายผลประโยชน์ใดๆ ณ วันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัย หรือ วันครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัยปีสุดท้ายก่อนรับเงินบำนาญ
5. การจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญในช่วงรับบำนาญต้องกำหนดจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญรายงวดอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายปี, รายเดือน เป็นต้น
(สำหรับรายละเอียดแบบเต็ม สามารถดูได้ที่เว็บของคปภ. ที่ Link)
ซึ่งสำหรับเพื่อนๆที่สนใจจะซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญที่ลดหย่อนภาษีได้ดังกล่าว ทางคปภ. ได้กำหนดให้บริษัทประกันกำหนดชื่อผลิตภัณฑ์ให้มี วงเล็บ ว่าเป็น “บำนาญแบบลดหย่อนได้” และในใบเสร็จรับเบี้ยประกันภัย ให้ระบุข้อความ
“ เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ” สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎกระทรวงการคลัง ซึ่งน่าจะช่วยให้เพื่อนๆสามารถซื้อกรมธรรม์ได้ถูกตัว สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้แน่นอนครับ
X
ปล. ในเว็บไซต์ของกรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Mutual Fund Clinic มีตัวอย่างการคำนวณการลดหย่อนภาษีของเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญให้ดู ซึ่งค่อนข้างเข้าใจง่ายทีเดียว ลองไปดูได้ที่ Link นะครับ
ไม่ได้เขียนมาซะนานเลย วันนี้ขอเอาเรื่องเก่าที่หลายๆคนอาจจะรู้แล้ว มาบันทึกเก็บไว้ใน Blog หน่อยครับ ซึ่งถ้าใครที่รู้อยู่แล้ว อาจจะข้าม Blog ตอนนี้ไปได้เลยครับ
เมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว ทางครม.ได้มีมติให้เพิ่มวงเงินที่ใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าเบี้ยประกันชีวิต จากเดิม 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท (ตามข่าว) โดยสำหรับส่วนที่เพิ่มขึ้นมา 200,000 บาทนั้น มีเงื่อนไขดังนี้
1. ต้องเป็นเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญเท่านั้น
2. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญดังกล่าว จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน (คือถ้าคิด 15% ของเงินได้พึงประเมินแล้วได้ต่ำกว่า 200,000 ก็ลดหย่อนได้แค่เท่ากับค่าที่คิดออกมาได้)
3. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญดังกล่าว เมื่อรวมกับเงินได้ที่จ่ายเข้ากองทุนอื่นๆ ประเภทเดียวกันแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งกองทุนประเภทเดียวกัน ก็เช่น
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)
- กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
- กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
- เงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (RMF)
โดยสำหรับประกันชีวิตแบบบำนาญที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้ จะต้องมีลักษณะตามเงื่อนไขคร่าวๆ ดังนี้
1. ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปีขึ้นไป
2. การจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญ จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตั้งแต่อายุ 55 ปี ขึ้นไป และจ่ายต่อเนื่องไปจนผู้เอาประกันภัยอายุเกิน 85 ปี
3. เป็นกรมธรรม์ที่ไม่มีการจ่ายผลประโยชน์อื่นใด ก่อนที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญที่อายุ ครบ 55 ปี ยกเว้นผลประโยชน์กรณีการเสียชีวิต
4. ไม่มีการจ่ายผลประโยชน์ใดๆ ณ วันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัย หรือ วันครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัยปีสุดท้ายก่อนรับเงินบำนาญ
5. การจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญในช่วงรับบำนาญต้องกำหนดจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญรายงวดอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายปี, รายเดือน เป็นต้น
(สำหรับรายละเอียดแบบเต็ม สามารถดูได้ที่เว็บของคปภ. ที่ Link)
ซึ่งสำหรับเพื่อนๆที่สนใจจะซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญที่ลดหย่อนภาษีได้ดังกล่าว ทางคปภ. ได้กำหนดให้บริษัทประกันกำหนดชื่อผลิตภัณฑ์ให้มี วงเล็บ ว่าเป็น “บำนาญแบบลดหย่อนได้” และในใบเสร็จรับเบี้ยประกันภัย ให้ระบุข้อความ
“ เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ” สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎกระทรวงการคลัง ซึ่งน่าจะช่วยให้เพื่อนๆสามารถซื้อกรมธรรม์ได้ถูกตัว สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้แน่นอนครับ
X
ปล. ในเว็บไซต์ของกรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Mutual Fund Clinic มีตัวอย่างการคำนวณการลดหย่อนภาษีของเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญให้ดู ซึ่งค่อนข้างเข้าใจง่ายทีเดียว ลองไปดูได้ที่ Link นะครับ
Labels:
ประกันชีวิต,
ประกันบำนาญ,
ลดภาษี,
ลดหย่อนภาษี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
